ขี่ถนนใหญ่ผิดไหม? เจาะลึกกฎหมาย ‘รถไฟฟ้า’ รุ่นไหนต้องจดทะเบียน
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายรถไฟฟ้า
- ขี่ถนนใหญ่ผิดไหม? เจาะลึกกฎหมาย ‘รถไฟฟ้า’ รุ่นไหนต้องจดทะเบียน ฉบับสมบูรณ์
- ประเภทของรถไฟฟ้าและข้อกฎหมายที่แตกต่างกัน
- กฎหมายหลักและบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถไฟฟ้าบนถนน
- หลักเกณฑ์การจดทะเบียน: รถไฟฟ้ารุ่นไหนเข้าข่าย?
- ความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ
- บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
- เลือกซื้อรถไฟฟ้าให้เหมาะสมและปลอดภัย
ยานพาหนะไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นบนท้องถนนของประเทศไทย ด้วยความสะดวกสบายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้จำนวนมากยังคงมีความสับสนเกี่ยวกับข้อบังคับทางกฎหมาย โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “ขี่ถนนใหญ่ผิดไหม? เจาะลึกกฎหมาย ‘รถไฟฟ้า’ รุ่นไหนต้องจดทะเบียน” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยและภาระทางกฎหมายของผู้ขับขี่ การทำความเข้าใจข้อกำหนดที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดกฎหมายโดยไม่เจตนา
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายรถไฟฟ้า
- การจำแนกประเภทรถ: กฎหมายแยกจักรยานไฟฟ้า (มีที่ปั่น) ออกจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (ไม่มีที่ปั่น) ซึ่งมีผลต่อการจดทะเบียนและใบขับขี่
- เกณฑ์การจดทะเบียน: รถไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์เกิน 500 วัตต์ หรือทำความเร็วได้เกิน 50 กม./ชม. จะเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์และต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
- ความผิดและบทลงโทษ: การนำรถที่ไม่ได้จดทะเบียนมาวิ่งบนถนนสาธารณะมีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท และหากไม่มีใบขับขี่สำหรับรถประเภทนั้นๆ อาจมีโทษจำคุกและปรับเพิ่มเติม
- จุดเสี่ยงสำหรับผู้บริโภค: สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและรถไฟฟ้าทรงแม่บ้านจำนวนมากที่นำเข้าจากต่างประเทศ มักไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสหประชาชาติ (UN Regulation) ทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนได้ และมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกจับกุมและยึดรถเมื่อนำมาใช้งานบนถนนหลวง
- การบังคับใช้กฎหมาย: แนวโน้มการบังคับใช้กฎหมายมีความเข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรวมถึงการตัดคะแนนใบขับขี่สำหรับผู้กระทำผิด
ขี่ถนนใหญ่ผิดไหม? เจาะลึกกฎหมาย ‘รถไฟฟ้า’ รุ่นไหนต้องจดทะเบียน ฉบับสมบูรณ์
คำถามที่ว่าการขี่รถไฟฟ้าบนถนนใหญ่ผิดกฎหมายหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับประเภทและคุณสมบัติของรถไฟฟ้าคันดังกล่าวเป็นสำคัญ การทำความเข้าใจข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้ใช้งานทุกคน เพื่อให้สามารถสัญจรได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย การเพิกเฉยต่อข้อบังคับไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ แต่ยังอาจนำไปสู่การถูกดำเนินคดีและเสียค่าปรับจำนวนมาก บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับข้อกำหนดทางกฎหมาย การจำแนกประเภทรถไฟฟ้า และหลักเกณฑ์การจดทะเบียนที่ผู้ใช้ทุกคนต้องทราบ
ความนิยมในรถจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นทางเลือกการเดินทางที่ประหยัดและคล่องตัวในเมืองใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้ได้เกิดขึ้นเร็วกว่าการปรับปรุงข้อกฎหมาย ทำให้เกิดช่องว่างและความไม่ชัดเจนในการบังคับใช้ ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากซื้อยานพาหนะมาโดยไม่ทราบว่าไม่สามารถใช้งานบนถนนสาธารณะได้อย่างถูกกฎหมาย สถานการณ์นี้จึงสร้างความเสี่ยงทั้งต่อตัวผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ดังนั้น การศึกษาข้อกฎหมายปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อและผู้ที่เป็นเจ้าของรถไฟฟ้าอยู่แล้ว
ประเภทของรถไฟฟ้าและข้อกฎหมายที่แตกต่างกัน
กฎหมายไทยได้จำแนกประเภทของยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กออกเป็น 2 กลุ่มหลัก โดยพิจารณาจากลักษณะทางกายภาพและสมรรถนะของตัวรถเป็นเกณฑ์ ซึ่งการจำแนกนี้ส่งผลโดยตรงต่อข้อบังคับในการใช้งาน การจดทะเบียน และการมีใบอนุญาตขับขี่
จักรยานไฟฟ้า (มีที่ปั่น): ข้อยกเว้นและข้อควรระวัง
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike คือยานพาหนะที่มีลักษณะสำคัญคือ “มีบันไดสำหรับปั่น” และระบบขับเคลื่อนหลักมาจากการใช้แรงขาของผู้ขับขี่ โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่เป็นเพียงระบบเสริมแรง (Pedal-Assist) ตามกฎหมายแล้ว หากจักรยานไฟฟ้ามีกำลังมอเตอร์ไม่สูงเกินไปและมีความเร็วสูงสุดไม่เกิน 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะถูกจัดอยู่ในประเภท “รถจักรยาน” ทำให้ได้รับการอนุโลมให้ใช้งานบนทางสาธารณะได้โดยไม่ต้องจดทะเบียนและผู้ขับขี่ไม่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่
อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับข้อยกเว้น ผู้ขับขี่จักรยานไฟฟ้ายังคงต้องปฏิบัติตามกฎจราจรสำหรับรถจักรยานอย่างเคร่งครัด ซึ่งหมายถึงการขับขี่ชิดขอบทางด้านซ้ายสุด หรือใช้ช่องทางจักรยานที่จัดไว้ให้เท่านั้น ห้ามนำไปขับขี่บนทางเท้าโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ เพื่อความปลอดภัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา ได้มีประกาศให้ผู้ขับขี่ต้องสวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง แม้จะเป็นยานพาหนะที่ไม่ต้องมีใบขับขี่ก็ตาม การเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าจึงเหมาะสำหรับการเดินทางในระยะใกล้ หรือในซอยและหมู่บ้าน แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานบนถนนใหญ่ที่มีปริมาณการจราจรหนาแน่นและใช้ความเร็วสูงเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (ไม่มีที่ปั่น): ข้อบังคับที่ต้องรู้
สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าที่ไม่มีบันไดสำหรับปั่น เช่น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือรถไฟฟ้าทรงแม่บ้าน จะถูกพิจารณาตามสมรรถนะเป็นหลัก หากยานพาหนะดังกล่าวมีความเร็วสูงสุดเกิน 45-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือมีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าเกิน 500 วัตต์ จะถูกตีความว่าเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ทันที
เมื่อเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์แล้ว ยานพาหนะคันนั้นจะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทุกประการ กล่าวคือ:
- ต้องจดทะเบียน: เจ้าของต้องนำรถไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเพื่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนและเอกสารแสดงการเป็นเจ้าของ
- ต้องมีใบขับขี่: ผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
- ต้องจัดทำ พ.ร.บ.: ต้องมีการทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
- ต้องชำระภาษีประจำปี: ต้องชำระภาษีรถจักรยานยนต์ประจำปีตามที่กฎหมายกำหนด
การนำมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เข้าข่ายข้างต้นมาใช้งานบนท้องถนนโดยไม่ได้จดทะเบียน ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจนและมีบทลงโทษที่รุนแรง
| คุณสมบัติ | จักรยานไฟฟ้า (มีบันไดปั่น) | มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า / สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (ไม่มีบันไดปั่น) |
|---|---|---|
| สถานะทางกฎหมาย | อนุโลมให้เป็น “รถจักรยาน” (ภายใต้เงื่อนไขความเร็วและกำลังไฟ) | เข้าข่าย “รถจักรยานยนต์” (หากความเร็ว/กำลังไฟเกินกำหนด) |
| การจดทะเบียน | ไม่ต้องจดทะเบียน | ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก |
| ใบอนุญาตขับขี่ | ไม่ต้องมี | ต้องมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ |
| การทำ พ.ร.บ. | ไม่ต้องทำ | ต้องทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) |
| พื้นที่ใช้งานที่เหมาะสม | ซอย, หมู่บ้าน, ทางจักรยาน (หลีกเลี่ยงถนนใหญ่) | ถนนสาธารณะทุกประเภท (หากจดทะเบียนถูกต้อง) |
| ความเร็วสูงสุด (ตามเกณฑ์อนุโลม) | ไม่เกิน 25 กม./ชม. | เกิน 45-50 กม./ชม. (เข้าข่ายต้องจดทะเบียน) |
กฎหมายหลักและบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการใช้รถไฟฟ้าบนถนน
การทำความเข้าใจข้อกฎหมายและบทลงโทษที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ใช้ตระหนักถึงผลที่อาจตามมาจากการฝ่าฝืน โดยกฎหมายหลักที่ควบคุมการใช้งานยานพาหนะบนท้องถนนคือ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการจราจรทางบก
พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522: พื้นฐานการจดทะเบียน
กฎหมายฉบับนี้เป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดว่ายานพาหนะประเภทใดสามารถนำมาใช้งานบนทางสาธารณะได้บ้าง โดยมีมาตราที่เกี่ยวข้องโดยตรงดังนี้:
- มาตรา 6: บัญญัติไว้ว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถที่ยังมิได้จดทะเบียน” ซึ่งหมายความว่ายานพาหนะใดๆ ที่เข้าข่ายเป็น “รถยนต์” หรือ “รถจักรยานยนต์” ตามคำนิยามของกฎหมาย จะต้องผ่านการจดทะเบียนกับนายทะเบียน (กรมการขนส่งทางบก) ก่อนจึงจะสามารถนำมาใช้งานในทางสาธารณะได้ การฝ่าฝืนมาตรานี้มีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท
- มาตรา 64: ระบุโทษสำหรับผู้ที่ขับขี่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้องตามประเภทของรถนั้นๆ โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้น หากผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เข้าข่ายต้องจดทะเบียนแต่ไม่มีใบขับขี่ ก็จะมีความผิดตามมาตรานี้ด้วย
การนำรถที่ไม่ได้จดทะเบียนมาใช้บนถนนหลวง ไม่เพียงแต่ผิดกฎหมายและเสี่ยงต่อค่าปรับที่สูง แต่ยังอาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดรถไว้เพื่อตรวจสอบ ซึ่งสร้างความยุ่งยากและอาจนำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สินได้
บทลงโทษอื่นๆ ที่ควรรู้
นอกเหนือจาก พ.ร.บ.รถยนต์ แล้ว ยังมีข้อบังคับอื่นๆ ที่ผู้ขับขี่รถไฟฟ้าทุกประเภทต้องปฏิบัติตาม เพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษเพิ่มเติม:
- การขับขี่บนทางเท้า: พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ห้ามมิให้ขับขี่หรือจอดรถบนทางเท้าโดยเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 5,000 บาท
- การสวมหมวกนิรภัย: ตามประกาศล่าสุดในปี พ.ศ. 2568 ผู้ขับขี่และผู้โดยสารยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อทุกประเภทจำเป็นต้องสวมหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัย ซึ่งข้อบังคับนี้ครอบคลุมถึงจักรยานไฟฟ้าที่ไม่ต้องมีใบขับขี่ด้วย
- ระบบตัดคะแนนความประพฤติ: ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้ระบบตัดคะแนนใบขับขี่ การกระทำผิดกฎจราจรต่างๆ รวมถึงการขับขี่รถที่ไม่มีทะเบียน อาจส่งผลให้ถูกตัดคะแนน ซึ่งหากคะแนนหมดอาจถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ได้
หลักเกณฑ์การจดทะเบียน: รถไฟฟ้ารุ่นไหนเข้าข่าย?
กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนในการพิจารณาว่ารถไฟฟ้าสองล้อคันใดเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ที่ต้องจดทะเบียน โดยพิจารณาจากสมรรถนะของตัวรถเป็นหลัก
เกณฑ์ที่กำหนดว่าต้องจดทะเบียนมีดังนี้:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า: มีกำลังขับเคลื่อนเกิน 500 วัตต์
- ความเร็วสูงสุด: สามารถทำความเร็วได้เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- ลักษณะทางกายภาพ: ไม่มีบันไดสำหรับปั่นเพื่อเป็นกำลังขับเคลื่อนหลัก
- ระยะเวลาการวิ่งต่อเนื่อง: สามารถวิ่งได้ต่อเนื่องเกิน 30 นาทีด้วยกำลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
หากรถไฟฟ้าคันใดมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อข้างต้น จะถูกจัดประเภทเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและต้องเข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนตามกฎหมาย
ทำไมสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จดทะเบียนไม่ได้?
ปัญหาใหญ่ที่ผู้บริโภคจำนวนมากต้องเผชิญคือ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและรถไฟฟ้าทรงแม่บ้านที่นำเข้าจากประเทศจีน ซึ่งมีวางจำหน่ายอย่างแพร่หลายในท้องตลาด มักจะไม่สามารถนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ แม้ว่าสมรรถนะจะเข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ก็ตาม
สาเหตุสำคัญมาจากยานพาหนะเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของยานยนต์ตามข้อบังคับของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งยุโรปของสหประชาชาติ (UN Regulation) ซึ่งประเทศไทยยึดถือเป็นมาตรฐานในการนำเข้าและจดทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ มาตรฐานดังกล่าวครอบคลุมหลายด้าน เช่น:
- ความแข็งแรงของโครงสร้างตัวถัง: ต้องสามารถทนทานต่อแรงกระแทกได้ในระดับหนึ่ง
- ประสิทธิภาพของระบบเบรก: ต้องมีระยะเบรกที่ปลอดภัยตามมาตรฐานที่กำหนด
- ระบบไฟส่องสว่างและสัญญาณไฟ: ต้องมีความสว่างและตำแหน่งการติดตั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- อุปกรณ์ความปลอดภัยอื่นๆ: เช่น กระจกมองข้าง, แตรสัญญาณ เป็นต้น
เนื่องจากผู้ผลิตสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าต้นทุนต่ำจำนวนมากไม่ได้ออกแบบและทดสอบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเหล่านี้ ทำให้กรมการขนส่งทางบกไม่สามารถออกเอกสารรับรองและจดทะเบียนให้ได้ ผลลัพธ์คือผู้ที่ซื้อรถเหล่านี้มาจะตกอยู่ในสถานะที่ “มีรถแต่ใช้บนถนนหลวงไม่ได้” ซึ่งสร้างความเสียหายทางการเงินและความไม่สะดวกอย่างมาก
ความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติ
แม้ข้อกฎหมายจะมีความชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่การบังคับใช้ในสถานการณ์จริงยังคงมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มโดยรวมคือการเพิ่มความเข้มงวดในการกวดขันวินัยจราจรมากขึ้นเรื่อยๆ
การจับกุมและยึดรถ: สถานการณ์จริงบนท้องถนน
จากข้อมูลและประสบการณ์ของผู้ใช้งานหลายราย พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเริ่มมีการตั้งจุดตรวจและจับกุมผู้ขับขี่รถไฟฟ้าที่ไม่มีทะเบียนบนถนนสายหลักและทางหลวงบ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าถือเป็นเป้าหมายหลักในการตรวจสอบ เนื่องจากมีลักษณะและสมรรถนะที่ใกล้เคียงกับรถจักรยานยนต์อย่างชัดเจน
ในกรณีที่ถูกจับกุม เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้หลายอย่าง ตั้งแต่การออกใบสั่งเปรียบเทียบปรับในข้อหาใช้รถไม่จดทะเบียน ไปจนถึงการยึดรถไว้เพื่อทำการตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งกระบวนการขอรับรถคืนอาจมีความซับซ้อนและใช้เวลานาน ในทางปฏิบัติ การถูกจับกุมแต่ละครั้งหมายถึงความเสี่ยงที่จะต้องเสียค่าปรับเป็นจำนวนเงินหลายพันบาท และอาจสูญเสียยานพาหนะไปหากไม่สามารถพิสูจน์ที่มาหรือความถูกต้องได้
คำแนะนำเพื่อความปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและความเสี่ยงบนท้องถนน ผู้ที่สนใจหรือใช้งานรถไฟฟ้าควรปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้:
- ตรวจสอบก่อนซื้อ: ก่อนตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้าทุกครั้ง ควรสอบถามผู้จำหน่ายให้แน่ใจว่ารถรุ่นนั้นสามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้หรือไม่ และขอเอกสารยืนยันที่เป็นลายลักษณ์อักษร
- เลือกใช้งานให้ถูกประเภท: หากต้องการใช้งานบนถนนใหญ่เป็นหลัก ควรเลือกรุ่นที่สามารถจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากต้องการใช้เพียงในซอยหรือหมู่บ้าน จักรยานไฟฟ้า (มีที่ปั่น) อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
- หลีกเลี่ยงถนนสายหลัก: สำหรับผู้ที่ใช้จักรยานไฟฟ้าหรือรถที่จดทะเบียนไม่ได้ ควรหลีกเลี่ยงการนำรถไปวิ่งบนถนนที่มีการจราจรคับคั่งหรือใช้ความเร็วสูง เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น
- ปฏิบัติตามกฎจราจรเสมอ: ไม่ว่าจะขับขี่รถประเภทใด การสวมหมวกนิรภัย การให้สัญญาณไฟ และการเคารพกฎจราจรเป็นสิ่งพื้นฐานที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
สรุปได้ว่า คำตอบของคำถาม “ขี่ถนนใหญ่ผิดไหม?” ขึ้นอยู่กับประเภทของรถไฟฟ้าที่ใช้งาน หากเป็นจักรยานไฟฟ้าที่มีบันไดปั่นและมีความเร็วไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด สามารถใช้งานบนถนนได้โดยขี่ชิดซ้าย แต่หากเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ไม่มีที่ปั่นและมีสมรรถนะสูง จะต้องจดทะเบียนให้ถูกต้องจึงจะสามารถใช้งานบนถนนสาธารณะได้อย่างถูกกฎหมาย การนำรถที่จดทะเบียนไม่ได้มาใช้งานถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายและมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกจับปรับและยึดรถ
ในอนาคตคาดว่ากฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะไฟฟ้าจะมีความชัดเจนและครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม จนกว่าจะมีการปรับปรุงกฎหมายอย่างเป็นทางการ ผู้บริโภคควรยึดตามข้อบังคับปัจจุบันเป็นหลัก และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือและสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการจดทะเบียนได้ การรู้ทันกฎหมายไม่เพียงแต่ช่วยให้ปลอดภัยจากค่าปรับ แต่ยังหมายถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ขับขี่เองด้วย
เลือกซื้อรถไฟฟ้าให้เหมาะสมและปลอดภัย
การตัดสินใจเลือกรถไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งานและถูกต้องตามกฎหมายเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ที่ GIANT Shopping Mall มีจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ตั้งแต่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า E-bike ไปจนถึงจักรยานที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อให้มั่นใจได้ว่ายานพาหนะที่เลือกนั้นสอดคล้องกับข้อบังคับและสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

