เจาะลึก EV 3.5: ซื้อ E-Bike ได้ลดหย่อนภาษีหรือไม่?
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ EV 3.5 และ E-Bike
- ภาพรวมมาตรการ EV 3.5: นโยบายขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต
- เจาะลึก EV 3.5: ซื้อ E-Bike ได้ลดหย่อนภาษีหรือไม่? คำตอบที่ชัดเจน
- สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในมาตรการ EV 3.5
- ทางเลือกในการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อ E-Bike: Easy E-Receipt 2025
- บทสรุปและแนวทางการเลือกซื้ออย่างชาญฉลาด
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นโยบายภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ได้สร้างคำถามและความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าการซื้อยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อประเภทต่างๆ เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือไม่ บทความนี้จะทำการวิเคราะห์และให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของมาตรการดังกล่าว
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ EV 3.5 และ E-Bike
- มาตรการ EV 3.5 ให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่รถยนต์ไฟฟ้า, รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle) ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์เท่านั้น
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ไม่ได้ถูกระบุให้อยู่ในข่ายยานยนต์ที่ได้รับเงินอุดหนุนหรือการลดหย่อนภาษีโดยตรงภายใต้มาตรการ EV 3.5
- ผู้ซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) อาจมีสิทธิ์นำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ผ่านโครงการ “Easy E-Receipt 2025” หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
- การได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีผ่าน Easy E-Receipt ขึ้นอยู่กับการซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่สามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice/e-Receipt) ได้
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ภาครัฐได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นตลาดและส่งเสริมการผลิตในประเทศ หนึ่งในนโยบายสำคัญคือมาตรการ EV 3.5 ซึ่งเป็นมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าระยะที่สองต่อจาก EV 3.0 โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้นและสร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและขอบเขตของมาตรการดังกล่าวยังคงสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike ว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้าหรือไม่ การทำความเข้าใจเงื่อนไขและประเภทของยานยนต์ที่เข้าข่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่วางแผนจะซื้อยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2568 และปีต่อๆ ไป
ภาพรวมมาตรการ EV 3.5: นโยบายขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต
มาตรการ EV 3.5 คือนโยบายที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ได้เห็นชอบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงปี พ.ศ. 2567–2570 โดยเป็นมาตรการที่สานต่อความสำเร็จจาก EV 3.0 ที่สิ้นสุดไปในปี 2566 นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของตลาด EV ในประเทศ พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศมากขึ้น
วัตถุประสงค์และเป้าหมายหลัก
เป้าหมายหลักของมาตรการ EV 3.5 ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การเพิ่มจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนน แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญดังนี้:
- ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า: รัฐบาลให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อลดภาระของผู้ซื้อ ทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปมากขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง
- กระตุ้นการผลิตในประเทศ: มาตรการนี้มีเงื่อนไขที่ผูกกับการผลิตในประเทศ โดยผู้ผลิตที่นำรถเข้ามาจำหน่ายและได้รับสิทธิประโยชน์ จะต้องมีแผนการผลิตชดเชยในประเทศไทยตามอัตราส่วนที่กำหนด ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างเทคโนโลยี และทำให้ไทยเป็นฐานการผลิต EV ที่สำคัญในภูมิภาค
- สนับสนุนอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง: การเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนต่างๆ เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบควบคุม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด
ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมและผู้บริโภค
สำหรับภาคอุตสาหกรรม มาตรการ EV 3.5 เป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการผลักดันอุตสาหกรรม EV ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในการตั้งฐานการผลิตในไทย ในขณะเดียวกัน สำหรับผู้บริโภค มาตรการนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น ผ่านเงินอุดหนุนโดยตรงและการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตและภาษีนำเข้า ซึ่งส่งผลให้ราคาจำหน่ายสุดท้ายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์เหล่านี้มีเงื่อนไขและข้อจำกัดที่ชัดเจนว่าครอบคลุมยานยนต์ประเภทใดบ้าง
เจาะลึก EV 3.5: ซื้อ E-Bike ได้ลดหย่อนภาษีหรือไม่? คำตอบที่ชัดเจน
ประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคจำนวนมากต้องการทราบคือ ขอบเขตของมาตรการ เจาะลึก EV 3.5: ซื้อ E-Bike ได้ลดหย่อนภาษีหรือไม่? ซึ่งตามข้อมูลและประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพสามิต และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้กำหนดประเภทของยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าข่ายไว้อย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ที่สามารถใช้งานบนท้องถนนและต้องมีการจดทะเบียนตามกฎหมาย
ยานยนต์ประเภทใดบ้างที่ได้รับสิทธิประโยชน์
ยานยนต์ไฟฟ้าที่อยู่ในขอบเขตของมาตรการ EV 3.5 และจะได้รับเงินอุดหนุนพร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้:
- รถยนต์ไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle – BEV): รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100%
- รถกระบะไฟฟ้า: รถกระบะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% และมีคุณสมบัติตามที่กำหนด
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle): รถจักรยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% และต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
จากประกาศของหน่วยงานภาครัฐ จะเห็นได้ว่าไม่มีการระบุถึง “จักรยานไฟฟ้า (E-Bike)” หรือ “สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า” ในรายการยานยนต์ที่ได้รับเงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยตรงจากมาตรการ EV 3.5 แต่อย่างใด
เงื่อนไขเฉพาะสำหรับรถแต่ละประเภท
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น สิทธิประโยชน์ที่ยานยนต์แต่ละประเภทจะได้รับภายใต้มาตรการ EV 3.5 มีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป ดังนี้:
1. รถยนต์ไฟฟ้า (BEV)
- ราคาจำหน่าย: ต้องไม่เกิน 2,000,000 บาท
- เงินอุดหนุน: ได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาทต่อคัน (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่และปีที่ซื้อ)
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: ลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% และลดอากรนำเข้าสูงสุด 40% สำหรับรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคัน (CBU)
2. รถกระบะไฟฟ้า
- ราคาจำหน่าย: ต้องไม่เกิน 2,000,000 บาท
- คุณสมบัติแบตเตอรี่: ต้องมีขนาดความจุตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป
- เงินอุดหนุน: ได้รับเงินอุดหนุน 100,000 บาทต่อคัน (เฉพาะรุ่นที่ผลิตในประเทศ)
3. รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle)
- ราคาจำหน่าย: ต้องไม่เกิน 150,000 บาท
- คุณสมบัติแบตเตอรี่: ต้องมีขนาดความจุตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป
- เงินอุดหนุน: ได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน (เฉพาะรุ่นที่ผลิตในประเทศ)
จากเงื่อนไขทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่ามาตรการ EV 3.5 ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องมีการจดทะเบียนเป็นหลัก ซึ่งเป็นข้อแตกต่างสำคัญที่ทำให้จักรยานไฟฟ้าไม่เข้าเกณฑ์
สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในมาตรการ EV 3.5
แม้ว่าจักรยานไฟฟ้าจะเป็นยานพาหนะที่ใช้พลังงานสะอาดและกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แต่ในมุมมองของมาตรการ EV 3.5 นั้น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ถูกจัดอยู่นอกขอบเขตของการสนับสนุนโดยตรง ซึ่งมีเหตุผลมาจากนิยามทางกฎหมายและวัตถุประสงค์ของนโยบาย
เหตุผลที่ E-Bike ไม่เข้าข่ายรับเงินอุดหนุนโดยตรง
เหตุผลหลักที่จักรยานไฟฟ้าไม่ถูกรวมอยู่ในมาตรการ EV 3.5 สามารถสรุปได้ดังนี้:
- นิยามตามกฎหมาย: ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 “รถจักรยานยนต์” หมายถึงรถที่เดินด้วยกำลังเครื่องยนต์หรือกำลังไฟฟ้าและมีล้อไม่เกินสองล้อ ซึ่งต้องมีการจดทะเบียนและมีคุณสมบัติตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ในขณะที่ “จักรยานไฟฟ้า” ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นจักรยานที่มีระบบมอเตอร์ช่วยผ่อนแรง (Pedal-Assist) หรือมีคันเร่งแต่ความเร็วไม่สูง และไม่เข้าข่ายต้องจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์
- เป้าหมายของนโยบาย: มาตรการ EV 3.5 มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านยานพาหนะหลักบนท้องถนนจากระบบสันดาปไปสู่ระบบไฟฟ้า ซึ่งก็คือรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการเดินทางในชีวิตประจำวันเป็นหลัก การสนับสนุนจึงมุ่งไปที่ยานยนต์กลุ่มนี้เพื่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อการลดมลพิษและการใช้พลังงาน
- โครงสร้างภาษี: สิทธิประโยชน์ของ EV 3.5 เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลด “ภาษีสรรพสามิต” และ “อากรนำเข้า” ซึ่งเป็นภาษีที่จัดเก็บกับรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นหลัก แต่ไม่ได้จัดเก็บกับจักรยานไฟฟ้าในลักษณะเดียวกัน ทำให้การให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบนี้ไม่สามารถทำได้โดยตรง
เปรียบเทียบความแตกต่าง: จักรยานไฟฟ้า vs. รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างยานพาหนะสองประเภทนี้จะช่วยให้เห็นภาพว่าเหตุใดจึงถูกปฏิบัติแตกต่างกันภายใต้มาตรการของภาครัฐ
| คุณสมบัติ | รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle) | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) |
|---|---|---|
| การจดทะเบียน | ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก | ไม่ต้องจดทะเบียน |
| ลักษณะการขับเคลื่อน | ใช้คันเร่งเป็นหลัก (เหมือนมอเตอร์ไซค์ทั่วไป) | ส่วนใหญ่เป็นระบบช่วยปั่น (Pedal-Assist) หรือมีคันเร่งความเร็วต่ำ |
| ความเร็วและกำลังมอเตอร์ | สูงกว่า, ออกแบบมาเพื่อใช้ความเร็วบนถนนหลัก | ต่ำกว่า, เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นในชุมชนหรือซอย |
| สิทธิประโยชน์ใน EV 3.5 | มีสิทธิ์ได้รับ (หากเข้าเงื่อนไขราคาและแบตเตอรี่) | ไม่มีสิทธิ์ได้รับ |
ทางเลือกในการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อ E-Bike: Easy E-Receipt 2025
แม้ว่าการซื้อจักรยานไฟฟ้าจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์โดยตรงจากมาตรการ EV 3.5 แต่ยังคงมีช่องทางอื่นที่ผู้บริโภคสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ นั่นคือโครงการ “Easy E-Receipt” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่คาดว่าจะมีการประกาศใช้อีกครั้งในปี 2568
ทำความรู้จักโครงการ Easy E-Receipt
Easy E-Receipt คือมาตรการที่อนุญาตให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและสามารถออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) หรือใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินวงเงินที่กำหนด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น
เงื่อนไขการใช้สิทธิ์สำหรับจักรยานไฟฟ้า
หากโครงการ Easy E-Receipt ถูกประกาศใช้ในปี 2568 การซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) จะสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ หากเป็นไปตามเงื่อนไขสำคัญต่อไปนี้:
- ผู้ขายต้องอยู่ในระบบ e-Tax: ร้านค้าหรือผู้จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่สามารถออก e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ผ่านระบบของกรมสรรพากรได้
- ระยะเวลาการซื้อ: การซื้อจะต้องเกิดขึ้นภายในช่วงเวลาที่โครงการกำหนด ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นช่วงต้นปี (เช่น 16 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2568)
- วงเงินลดหย่อน: สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท (อาจมีการแบ่งประเภทวงเงินสำหรับสินค้าทั่วไปและสินค้า OTOP/วิสาหกิจชุมชน)
- สินค้าและบริการที่ไม่เข้าเกณฑ์: ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าการซื้อจักรยานไฟฟ้าไม่จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าหรือบริการที่ถูกยกเว้นจากมาตรการ (เช่น สุรา, ยาสูบ, ค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น)
ขั้นตอนการเตรียมตัวเพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี
สำหรับผู้ที่วางแผนจะซื้อ E-Bike และต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีผ่านโครงการ Easy E-Receipt ควรเตรียมตัวดังนี้:
- ตรวจสอบผู้ขาย: ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรสอบถามกับทางร้านค้าโดยตรงว่าสามารถออกใบกำกับภาษีในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ได้หรือไม่
- วางแผนช่วงเวลาซื้อ: หากเป็นไปได้ ควรวางแผนการซื้อให้อยู่ในช่วงเวลาที่โครงการมีผลบังคับใช้ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาส
- แจ้งข้อมูลที่ถูกต้อง: ในขั้นตอนการซื้อ ต้องแจ้งชื่อ-นามสกุล และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เลขบัตรประชาชน 13 หลัก) ที่ถูกต้องแก่ผู้ขาย เพื่อใช้ในการออกเอกสาร
- เก็บหลักฐาน: แม้ว่าข้อมูลจะถูกส่งเข้าระบบของกรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ ควรเก็บสำเนาไฟล์ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ไว้เป็นหลักฐาน
- ยื่นภาษี: เมื่อถึงรอบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ให้กรอกข้อมูลการใช้สิทธิ์ลดหย่อนในหมวดนี้ตามขั้นตอนของกรมสรรพากร
บทสรุปและแนวทางการเลือกซื้ออย่างชาญฉลาด
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “ซื้อ E-Bike ได้ลดหย่อนภาษีหรือไม่?” ภายใต้มาตรการ EV 3.5 คือ “ไม่ได้โดยตรง” เนื่องจากสิทธิประโยชน์ของมาตรการนี้สงวนไว้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า, รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจซื้อจักรยานไฟฟ้ายังคงมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านโครงการอื่นของภาครัฐ เช่น Easy E-Receipt 2025 ซึ่งเป็นมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อสินค้าและบริการทั่วไป
ดังนั้น สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า การวางแผนอย่างรอบคอบคือหัวใจสำคัญ ควรตรวจสอบกับผู้จำหน่ายถึงความพร้อมในการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และติดตามประกาศของภาครัฐเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างเต็มที่และทำให้การเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลมีความคุ้มค่ามากที่สุด
สำหรับผู้ที่มองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง สามารถเยี่ยมชมและเลือกซื้อได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อครบวงจร พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
สามารถติดตามข่าวสารและโปรโมชันได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผ่านทาง LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์โดยตรง
