มาตรการ EV 4.0 ปี 69: E-Bike จะได้ส่วนลดกับเขาไหม?
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด เมื่อมาตรการ EV 3.0 กำลังจะสิ้นสุดลงและส่งไม้ต่อให้กับ EV 3.5 ในปี 2569 จึงเกิดคำถามสำคัญในหมู่ผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก ว่าในอนาคตภายใต้ มาตรการ EV 4.0 ปี 69: E-Bike จะได้ส่วนลดกับเขาไหม? บทความนี้จะวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตเพื่อตอบข้อสงสัยดังกล่าว
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV และจักรยานไฟฟ้า
- มาตรการ EV 4.0 ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ: ข้อมูล ณ ปัจจุบันยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการ EV 4.0 โดยคาดการณ์ว่าจะเป็นการต่อยอดจากมาตรการ EV 3.5 เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดและห่วงโซ่อุปทาน
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ไม่เคยอยู่ในขอบเขตการสนับสนุน: มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่กำลังจะเริ่มใช้ มุ่งเน้นการสนับสนุนรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV), รถกระบะไฟฟ้า และรถยนต์ประเภท PHEV และ HEV เท่านั้น โดยไม่มีการกล่าวถึง E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
- เป้าหมายนโยบายมุ่งเน้นอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่: นโยบายของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) มีเป้าหมายหลักเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง
- แนวโน้มราคารถยนต์ไฟฟ้าอาจสูงขึ้น: การปรับลดเงินอุดหนุนในมาตรการ EV 3.5 จะส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าและจำหน่ายในประเทศตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
คำถามที่ว่า มาตรการ EV 4.0 ปี 69: E-Bike จะได้ส่วนลดกับเขาไหม? กลายเป็นหัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มองหายานพาหนะทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางระยะใกล้ การทำความเข้าใจทิศทางของนโยบายภาครัฐจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อวางแผนการซื้อได้อย่างเหมาะสม บทวิเคราะห์นี้จะพิจารณาจากข้อมูลของมาตรการที่ผ่านมาและที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อฉายภาพอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเฉพาะสถานะของจักรยานไฟฟ้าในสมการนี้
ภาพรวมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยมลพิษและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง มาตรการในช่วงที่ผ่านมาได้สร้างแรงกระเพื่อมสำคัญต่อตลาดรถยนต์ในประเทศ ทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV 3.5
การเปลี่ยนผ่านจากมาตรการ EV 3.0 สู่ EV 3.5 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2569 ถึง 2570 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ นโยบาย EV 3.0 ที่ให้เงินอุดหนุนสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคันสำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้า ได้กระตุ้นยอดขายอย่างมหาศาล แต่ก็เป็นการสนับสนุนการนำเข้าเป็นหลัก มาตรการ EV 3.5 จึงถูกออกแบบมาเพื่อปรับสมดุล โดยลดการอุดหนุนสำหรับการนำเข้าลง และเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการผลิตภายในประเทศมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวของภาครัฐที่ต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม EV ในไทย
มาตรการ EV 3.5 เป็นสัญญาณชัดเจนว่าภาครัฐกำลังเปลี่ยนทิศทางจากการกระตุ้น “การซื้อ” ไปสู่การส่งเสริม “การผลิต” ภายในประเทศ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและลดการพึ่งพาการนำเข้า
เป้าหมายหลักของภาครัฐ
เป้าหมายหลักของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บอร์ด EV ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น มีความชัดเจนในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค (EV Hub) โดยนโยบายต่างๆ ถูกกำหนดขึ้นเพื่อ:
- สร้างอุปสงค์ในประเทศ: ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุนในช่วงแรก เพื่อให้เกิดปริมาณการใช้ที่มากพอจะดึงดูดการลงทุน
- ดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิต: กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ต้องตั้งฐานการผลิตในประเทศตามระยะเวลาที่กำหนด
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ส่งเสริมการติดตั้งสถานีชาร์จและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น แบตเตอรี่และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
จากเป้าหมายเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าโฟกัสหลักของนโยบายอยู่ที่ “อุตสาหกรรมรถยนต์” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งในด้านการจ้างงาน การลงทุน และการส่งออก
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: ทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยปี 2569
เมื่อมาตรการ EV 3.0 สิ้นสุดการซื้อขายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ตลาดจะเข้าสู่มาตรการ EV 3.5 อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ ทั้งสำหรับผู้ซื้อและผู้ประกอบการ
การเปลี่ยนแปลงเงินอุดหนุนและผลกระทบต่อราคา
หัวใจสำคัญของ EV 3.5 คือการปรับลดเงินอุดหนุนลงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า (CBU) จะลดลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาจำหน่ายปลีก จากการประเมินคาดว่าราคารถยนต์ไฟฟ้าอาจปรับตัวสูงขึ้นราว 120,000–300,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับรุ่นและผู้ผลิต การเปลี่ยนแปลงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ (CKD) มีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น และกระตุ้นให้ค่ายรถยนต์เร่งแผนการตั้งโรงงานผลิตในไทย
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ปี 2569
นอกจากการปรับลดเงินอุดหนุนแล้ว โครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมเทคโนโลยีขั้นสูง
| ประเภทยานยนต์ | อัตราภาษีใหม่ (ปี 2569) | เงื่อนไข/หมายเหตุ |
|---|---|---|
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) | 2% | ยังคงอัตราพิเศษจากเดิม 8% เพื่อส่งเสริมการใช้ |
| รถกระบะไฟฟ้า (BEV) | 2% | ปรับขึ้นจาก 0% แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ |
| รถยนต์ PHEV (วิ่งไฟฟ้า ≥80 กม.) | 5% | ต้องมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ≥2 ระบบ |
| รถยนต์ PHEV (วิ่งไฟฟ้า <80 กม.) | 10% | ยกเลิกเกณฑ์ขนาดถังน้ำมันเดิม |
สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในนโยบาย EV ปัจจุบัน
จากการพิจารณารายละเอียดของมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 รวมถึงโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งหมด พบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ไม่ได้ถูกกล่าวถึงหรือรวมอยู่ในมาตรการสนับสนุนใดๆ ของภาครัฐ
เหตุใด E-Bike จึงไม่ถูกรวมในมาตรการ?
สาเหตุหลักที่ยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อขนาดเล็กเหล่านี้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ สามารถวิเคราะห์ได้จากหลายมิติ:
- นิยามทางกฎหมาย: E-Bike ถูกจัดประเภทเป็นยานพาหนะส่วนบุคคลหรือจักรยานที่มีกำลังมอเตอร์ช่วย ซึ่งอยู่นอกขอบเขตของ “อุตสาหกรรมยานยนต์” ที่บอร์ด EV กำกับดูแล ซึ่งมุ่งเน้นไปที่รถยนต์และรถกระบะเป็นหลัก
- เป้าหมายเชิงเศรษฐกิจ: นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อสร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน ซึ่งอุตสาหกรรมรถยนต์สามารถตอบโจทย์นี้ได้ดีกว่าอุตสาหกรรมจักรยานไฟฟ้า
- ความซับซ้อนในการกำกับดูแล: การให้เงินอุดหนุนแก่สินค้าที่มีความหลากหลายสูงและมีราคาตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสนบาทอย่าง E-Bike อาจมีความซับซ้อนในการกำหนดมาตรฐานและควบคุมคุณภาพเพื่อรับสิทธิ์
การเติบโตของตลาด E-Bike นอกเหนือจากเงินอุดหนุน
แม้จะไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ตลาด E-Bike ในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มองหาทางเลือกในการเดินทางระยะสั้น (Micro-mobility) ที่สะดวก, ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรในเมือง การเติบโตนี้จึงเป็นไปตามกลไกตลาดและความต้องการของผู้ใช้งานจริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ E-Bike ในฐานะยานพาหนะสำหรับชีวิตประจำวัน
คาดการณ์อนาคต: มาตรการ EV 4.0 และโอกาสของ E-Bike
เมื่อมองไปข้างหน้าสู่มาตรการ EV 4.0 ที่คาดว่าจะเริ่มใช้หลังจากปี 2570 คำถามสำคัญยังคงอยู่ว่า E-Bike จะมีโอกาสได้รับส่วนลดหรือไม่ การคาดการณ์นี้ต้องอิงจากทิศทางของนโยบายปัจจุบันและแนวโน้มของตลาด
แนวโน้มที่เป็นไปได้สำหรับ EV 4.0
เป็นไปได้สูงว่ามาตรการ EV 4.0 จะยังคงมุ่งเน้นการต่อยอดความสำเร็จจาก EV 3.5 กล่าวคือ การรักษาเสถียรภาพของฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ, การส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้มากขึ้น (Local Content) และการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง นโยบายอาจขยายไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นในเชิงพาณิชย์ เช่น รถบัสไฟฟ้า หรือรถบรรทุกไฟฟ้า แต่โอกาสที่จะหันมาให้ความสำคัญกับยานพาหนะขนาดเล็กอย่าง E-Bike ในระยะสั้นยังคงมีน้อย
ตราบใดที่เป้าหมายหลักของชาติยังคงเป็นการเป็น “EV Hub” ด้านการผลิตรถยนต์ การจัดสรรงบประมาณและสิทธิประโยชน์จึงมีแนวโน้มที่จะมุ่งไปที่อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอันดับแรก
โอกาสของ E-Bike ในนโยบายระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว โอกาสของ E-Bike อาจเปิดกว้างขึ้นหากมีนโยบายที่แยกออกมาเฉพาะทางด้าน “การสัญจรในเมืองอย่างยั่งยืน” (Sustainable Urban Mobility) หรือนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในเขตเมือง หากภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการเดินทางที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ (Non-motorized Transport) หรือการเดินทางในระยะทางสุดท้าย (Last-mile Connectivity) อย่างจริงจัง E-Bike ก็อาจได้รับการสนับสนุนในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่เงินอุดหนุนโดยตรง เช่น การลดหย่อนภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา, การสร้างเลนจักรยานที่ปลอดภัย หรือการสนับสนุนให้องค์กรจัดหา E-Bike ให้พนักงานใช้ เป็นต้น
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริโภคที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้า
จากข้อมูลและการวิเคราะห์ทั้งหมด สามารถสรุปได้ว่า ผู้ที่สนใจซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike ไม่ควรคาดหวังหรือรอเงินอุดหนุนจากภาครัฐในมาตรการ EV 4.0 ในปี 2569 เนื่องด้วยทิศทางนโยบายปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหลัก การตัดสินใจซื้อ E-Bike จึงควรพิจารณาจากความคุ้มค่า, คุณภาพ, และความต้องการใช้งานจริงเป็นสำคัญ
การเลือกซื้อ E-Bike จากผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ มีความเชี่ยวชาญ และมีบริการหลังการขายที่ครบวงจร จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าการรอคอยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่ยังไม่มีความชัดเจน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า (E-Bike), สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย สามารถศึกษาข้อมูลและเลือกชมสินค้าได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- LINE: LINE
- Website: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

