นโยบาย EV 3.5+ กับอนาคตจักรยานไฟฟ้าในไทย
- สรุปประเด็นสำคัญจากนโยบาย EV 3.5+
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.5+: การเปลี่ยนแปลงและเป้าหมายหลัก
- ผลกระทบของนโยบาย EV 3.5+ ต่อระบบนิเวศจักรยานไฟฟ้า
- โอกาสและความท้าทายสำหรับตลาดจักรยานไฟฟ้าไทย
- ทิศทางนโยบายภาษีและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
- แนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการจักรยานไฟฟ้า
- บทสรุปและอนาคตของตลาดจักรยานไฟฟ้า
มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเฟสใหม่ หรือที่รู้จักในชื่อ “EV 3.5+” ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระดับภูมิภาค นโยบายนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมมาถึงตลาด EV ขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอีกด้วย
สรุปประเด็นสำคัญจากนโยบาย EV 3.5+
- มุ่งเน้นการผลิตเพื่อส่งออก: นโยบาย EV 3.5+ ปรับปรุงจากมาตรการเดิม โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อการส่งออกเป็นหลัก เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค
- ประโยชน์ทางอ้อมต่อจักรยานไฟฟ้า: แม้มาตรการจะไม่ได้มุ่งเป้ามาที่จักรยานไฟฟ้าโดยตรง แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่จะส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วน เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวตามไปด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าในการเข้าถึงชิ้นส่วนในประเทศได้ง่ายขึ้น
- ความท้าทายด้านต้นทุน: ผู้ประกอบการจักรยานไฟฟ้ายังคงเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ซึ่งยังมีราคาสูงกว่าการนำเข้าจากจีนประมาณ 10-15% ทำให้การแข่งขันด้านราคายังเป็นประเด็นสำคัญ
- การปรับโครงสร้างภาษี: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากรายละเอียดของอัตราภาษีและคำนิยามประเภทรถจะมีผลโดยตรงต่อต้นทุนและราคาจำหน่ายของจักรยานไฟฟ้าในอนาคต
- การปรับตัวของผู้ประกอบการ: ผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าจำเป็นต้องวางกลยุทธ์เพื่อใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศที่กำลังเติบโต เช่น การสร้างพันธมิตรกับซัพพลายเออร์ในประเทศ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานเพื่อการส่งออก และการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านบริการ
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5+: การเปลี่ยนแปลงและเป้าหมายหลัก
การวิเคราะห์ นโยบาย EV 3.5+ กับอนาคตจักรยานไฟฟ้าในไทย เผยให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการสร้างความต่อเนื่องและต่อยอดจากมาตรการ EV 3.0 เดิม โดยมุ่งปรับปรุงเงื่อนไขเพื่อกระตุ้นการลงทุนและเร่งการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศให้เกิดขึ้นจริง มาตรการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมด รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเดินทางแห่งอนาคต การทำความเข้าใจในรายละเอียดของนโยบายจะช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคสามารถประเมินผลกระทบและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้
นโยบาย EV 3.5+ ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขจุดอ่อนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรม โดยขยายระยะเวลาและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ผลิต เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาด (Oversupply) และส่งเสริมให้เกิดการผลิตเพื่อส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมมายังผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ประกอบการในตลาดจักรยานไฟฟ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การปรับเงื่อนไขเพื่อความยืดหยุ่นและกระตุ้นการผลิต
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของมาตรการ EV 3.5+ คือการปรับปรุงเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการจดทะเบียนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและรักษาเสถียรภาพของตลาด ประเด็นหลักที่มีการปรับปรุงได้แก่:
- การขยายเวลาจดทะเบียน: เดิมทีรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศจะต้องจดทะเบียนภายในเดือนธันวาคมของปีนั้นๆ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ แต่ในมาตรการใหม่ได้มีการขยายเวลาให้สามารถจดทะเบียนได้ภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป การปรับเปลี่ยนนี้ช่วยลดแรงกดดันให้กับผู้ผลิตและผู้ซื้อที่ทำธุรกรรมในช่วงปลายปี ทำให้รถยนต์ที่จำหน่ายไม่ถูกตัดสิทธิ์จากมาตรการสนับสนุน
- การผ่อนผันเงื่อนไขด้านแบตเตอรี่: นโยบายได้ขยายเวลาและผ่อนผันเงื่อนไขการนับมูลค่าวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศสำหรับแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยานยนต์ไฟฟ้า การผ่อนปรนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ลงทุนมีเวลาในการปรับตัวและสร้างฐานการผลิตในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้นก่อนที่จะบังคับใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดต่อไป
เป้าหมายการเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกระดับภูมิภาค
เป้าหมายสูงสุดของนโยบาย EV 3.5+ คือการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออกในระดับภูมิภาค (Regional EV Hub) เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ภาครัฐได้ออกมาตรการจูงใจที่สำคัญคือการปรับเงื่อนไขการนับจำนวนการผลิตชดเชย (Production Offset) โดยให้สิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับการผลิตเพื่อส่งออก
ตัวอย่างเช่น การกำหนดให้นับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการส่งออก 1 คัน มีค่าเทียบเท่ากับการผลิตชดเชยตามเงื่อนไขถึง 1.5 คัน (หรือในอัตราส่วนอื่นที่ปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลา) กลไกนี้สร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกเลือกใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตไม่เพียงเพื่อจำหน่ายในประเทศ แต่เพื่อส่งออกไปยังตลาดอื่นในภูมิภาคอาเซียนและทั่วโลก ซึ่งจะนำไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยี การจ้างงาน และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ครบวงจรยิ่งขึ้น
ผลกระทบของนโยบาย EV 3.5+ ต่อระบบนิเวศจักรยานไฟฟ้า
แม้ว่าสิทธิประโยชน์หลักของมาตรการ EV 3.5+ จะมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นกับตลาดจักรยานไฟฟ้า (e-bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่จะสร้างระบบนิเวศที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในหลายมิติ
แม้มาตรการ EV 3.5+ จะถูกออกแบบมาเพื่อยานยนต์ขนาดใหญ่เป็นหลัก แต่ผลกระทบทางอ้อมต่อระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้า กลับสร้างทั้งโอกาสและความท้าทายที่น่าจับตามอง
การเติบโตของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนสำคัญ
การที่ประเทศไทยตั้งเป้าเป็นฐานการผลิต EV จะดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าสามารถได้รับประโยชน์โดยตรง ดังนี้:
- แบตเตอรี่: เมื่อโรงงานผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับตลาดรถยนต์ EV จะส่งผลให้เกิดการผลิตแบตเตอรี่ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสำหรับจักรยานไฟฟ้า เพิ่มขึ้นตามไปด้วย สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าในไทยสามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบในประเทศได้ง่ายขึ้น ลดการพึ่งพาการนำเข้า และอาจส่งผลให้ต้นทุนถูกลงในระยะยาว
- มอเตอร์และระบบควบคุม: การลงทุนในโรงงานผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า, ส่วนควบคุม (Controller), และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ สำหรับยานยนต์ จะสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรม (Industrial Cluster) ที่แข็งแกร่ง ผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและชิ้นส่วนเหล่านี้ได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และระยะเวลาในการจัดหาชิ้นส่วน (Lead Time)
ข้อจำกัดและประเด็นที่ผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าต้องพิจารณา
อย่างไรก็ตาม นโยบาย EV 3.5+ ไม่ได้มอบสิทธิประโยชน์โดยตรงให้กับผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าเทียบเท่ากับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ยังคงมีข้อจำกัดบางประการที่ต้องเผชิญ ประเด็นสำคัญคือสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนและการยกเว้นภาษีต่างๆ อาจไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์จักรยานไฟฟ้าอย่างเต็มที่ เนื่องจากเกณฑ์และเงื่อนไขส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาสำหรับยานยนต์ขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างการผลิตที่ซับซ้อนกว่า ดังนั้น ผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าจึงยังต้องแข่งขันด้านต้นทุนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากต่างประเทศ
โอกาสและความท้าทายสำหรับตลาดจักรยานไฟฟ้าไทย
ภายใต้บริบทของนโยบาย EV 3.5+ ตลาดจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ซึ่งมาพร้อมกับโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และความท้าทายที่ต้องปรับตัว ผู้ประกอบการที่สามารถมองเห็นทิศทางและวางกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสมจะสามารถเติบโตไปพร้อมกับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าได้
โอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากมาตรการ
- ต้นทุนชิ้นส่วนที่มีแนวโน้มลดลง: ในระยะกลางถึงระยะยาว หากมาตรการสามารถดึงดูดการลงทุนตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศได้สำเร็จ ผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าจะสามารถเข้าถึงชิ้นส่วนที่มีต้นทุนต่ำลงและมีเสถียรภาพในการจัดหามากขึ้น
- ความร่วมมือกับผู้ผลิตรายใหญ่ (OEM): การเกิดขึ้นของคลัสเตอร์อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า อาจเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้ารายใหม่หรือรายย่อยสามารถร่วมมือในรูปแบบการรับจ้างผลิต (OEM/ODM) กับโรงงานขนาดใหญ่ เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและกำลังการผลิต
- โอกาสในการส่งออก: การที่รัฐบาลส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการขยายตลาดจักรยานไฟฟ้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในด้านโลจิสติกส์และข้อตกลงทางการค้า ผู้ผลิตที่สามารถยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลจะมีโอกาสเติบโตในตลาดส่งออกได้
ความเสี่ยงและอุปสรรคที่ยังคงอยู่
- การแข่งขันด้านราคา: ปัจจุบันต้นทุนชิ้นส่วนที่ผลิตในไทยยังคงสูงกว่าการนำเข้าจากจีนประมาณ 10-15% ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับตลาดจักรยานไฟฟ้าที่ผู้บริโภคมีความอ่อนไหวต่อราคาค่อนข้างสูง
- ความไม่แน่นอนของตลาด: แม้มาตรการจะพยายามป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดในกลุ่มรถยนต์ EV แต่ความผันผวนของตลาดยังคงมีอยู่ หากเกิดการแข่งขันลดราคาอย่างรุนแรงในตลาด EV ขนาดใหญ่ อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วน ซึ่งจะส่งผลต่อผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าที่ใช้ซัพพลายเออร์ร่วมกัน
- สิทธิประโยชน์ที่ไม่ครอบคลุม: ดังที่กล่าวไปข้างต้น เกณฑ์การผลิตชดเชยและเงื่อนไขด้านการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) ถูกออกแบบมาสำหรับรถยนต์เป็นหลัก ทำให้ผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าอาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุนเทียบเท่ากับผู้เล่นในตลาดรถยนต์
| ปัจจัยพิจารณา | โอกาส | ความท้าทาย |
|---|---|---|
| ห่วงโซ่อุปทาน | เข้าถึงชิ้นส่วนในประเทศ (แบตเตอรี่, มอเตอร์) ได้ง่ายขึ้น ลดเวลานำเข้า | ต้นทุนชิ้นส่วนในประเทศยังสูงกว่าการนำเข้าจากจีน อาจกระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคา |
| สิทธิประโยชน์จากนโยบาย | ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเติบโตของระบบนิเวศ EV ทั้งหมด | มาตรการไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์โดยตรง ทำให้เสียเปรียบผู้ผลิตยานยนต์ขนาดใหญ่ |
| ตลาดและการแข่งขัน | โอกาสในการส่งออกไปยังตลาดภูมิภาค โดยอาศัยความเป็นฐานการผลิตของไทย | ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง |
| กฎระเบียบและภาษี | มีโอกาสที่โครงสร้างภาษีใหม่จะเอื้อประโยชน์ต่อยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก | ความไม่แน่นอนของอัตราภาษีใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและราคาขาย |
ทิศทางนโยบายภาษีและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของตลาดจักรยานไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้นี้ คือการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ซึ่งรัฐบาลมีแผนจะดำเนินการเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ รายละเอียดเกี่ยวกับอัตราภาษีใหม่จะถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาของจักรยานไฟฟ้าทั้งทางตรงและทางอ้อม
ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับคำนิยามและการจัดประเภทของยานพาหนะไฟฟ้า หากกฎระเบียบใหม่มีการแยกประเภทสำหรับ “จักรยานไฟฟ้า” (e-bike) ออกจาก “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” (e-motorcycle) อย่างชัดเจน โดยใช้เกณฑ์ต่างๆ เช่น ความเร็วสูงสุด, กำลังของมอเตอร์, หรือน้ำหนักของตัวรถ ก็อาจทำให้อัตราภาษีและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับแตกต่างกันไป ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องปรับกลยุทธ์การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับโครงสร้างภาษีใหม่เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
แนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการจักรยานไฟฟ้า
ในภาวะที่นโยบายภาครัฐกำลังเปลี่ยนแปลงและสร้างระบบนิเวศใหม่ ผู้ประกอบการในตลาดจักรยานไฟฟ้าควรพิจารณาแนวทางเชิงกลยุทธ์ต่อไปนี้เพื่อปรับตัวและสร้างการเติบโต:
- สร้างพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน: สร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตแบตเตอรี่และมอเตอร์ในประเทศ เพื่อให้ได้ต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ และสร้างความมั่นคงในการจัดหาชิ้นส่วนในระยะยาว
- มุ่งเน้นมาตรฐานเพื่อการส่งออก: พัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานทางไฟฟ้าสากล เพื่อใช้ประโยชน์จากนโยบายที่ส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก
- ติดตามนโยบายอย่างใกล้ชิด: เฝ้าระวังและติดตามประกาศจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างภาษีและคำนิยามสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่าผลิตภัณฑ์จักรยานไฟฟ้าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการมากน้อยเพียงใด
- สร้างมูลค่าเพิ่มด้านบริการ: นอกจากการแข่งขันด้านราคา ควรสร้างความแตกต่างด้วยการเพิ่มมูลค่าด้านบริการ เช่น การพัฒนาระบบแบตเตอรี่แบบถอดเปลี่ยนได้ (Battery Swapping), การสร้างเครือข่ายจุดชาร์จ, และการให้บริการหลังการขายที่ครอบคลุม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความภักดีของลูกค้า
บทสรุปและอนาคตของตลาดจักรยานไฟฟ้า
โดยสรุป นโยบาย EV 3.5+ ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค แม้ว่าจักรยานไฟฟ้าจะไม่ใช่เป้าหมายหลักของนโยบายนี้ แต่ก็ได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากการเติบโตของห่วงโซ่อุปทานและระบบนิเวศโดยรวม อนาคตของตลาดจักรยานไฟฟ้าในไทยจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการในการใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้น พร้อมกับรับมือความท้าทายด้านต้นทุนและการแข่งขันที่ยังคงมีอยู่ การติดตามความชัดเจนของนโยบายภาษีและการวางกลยุทธ์ที่เหมาะสมจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้
สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีจักรยานไฟฟ้าและกำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ การเลือกซื้อจากผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือและมีความเชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญ ที่ GIANT Shopping Mall มีจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike หลากหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ พร้อมทีมงานที่พร้อมให้คำปรึกษา
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: ทุกวันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
