จับตานโยบายรัฐ 2026! ดันสถานีชาร์จ E-Bike ทั่วไทย
- ทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยในอนาคตอันใกล้
- ภาพรวมนโยบาย EV 30@30: ก้าวสำคัญสู่ยานยนต์ไร้มลพิษ
- สถานะปัจจุบันของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จในประเทศไทย
- ข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน สู่การสร้าง EV Ecosystem ที่สมบูรณ์
- ความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้ใช้งาน E-Bike
- สรุป: เริ่มต้นการเดินทางที่คุ้มค่าและยั่งยืนได้ตั้งแต่วันนี้
ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น การเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้กลายเป็นทางออกที่สำคัญสำหรับคนเมืองยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและนักศึกษาที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความคล่องตัวในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงลังเลใจเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะสถานีชาร์จ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การรอคอยนโยบายจากภาครัฐอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เมื่อมีทางเลือกที่สามารถเริ่มต้นความประหยัดและสะดวกสบายได้ทันทีที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคุณภาพสูงที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
- นโยบาย 30@30 ของภาครัฐตั้งเป้าหมายสนับสนุนการผลิตยานยนต์ไร้มลพิษ (ZEV) ให้ได้ 30% ภายในปี 2573 ซึ่งรวมถึงการขยายสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1,450 แห่งทั่วประเทศ
- ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมีนาคม 2568 ประเทศไทยมีสถานีชาร์จ EV แล้วกว่า 3,720 แห่ง พร้อมหัวชาร์จมากกว่า 11,622 หัว ซึ่งแสดงถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโครงสร้างพื้นฐาน
- แม้ว่านโยบายเฉพาะเจาะจงสำหรับสถานีชาร์จ E-Bike โดยตรงในปี 2569 ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา แต่ทิศทางโดยรวมชี้ชัดถึงการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทอย่างเต็มรูปแบบ
- การเป็นเจ้าของ E-Bike หรือ Electric Scooter ส่วนตัวในวันนี้ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดค่าเดินทางได้ทันที โดยอาศัยการชาร์จแบตเตอรี่ที่บ้านหรือที่ทำงานได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องพึ่งพาสถานีชาร์จสาธารณะเพียงอย่างเดียว
บทความนี้จะวิเคราะห์แนวโน้มและนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนสถานีชาร์จ E-Bike ในปี 2569 ควบคู่ไปกับการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมและเข้าใจถึงโอกาสในการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและชาญฉลาดอีกด้วย
ทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าไทยในอนาคตอันใกล้
แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยคำว่า จับตานโยบายรัฐ 2026! ดันสถานีชาร์จ E-Bike ทั่วไทย ได้กลายเป็นหัวข้อที่สะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชนต่อการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้ครอบคลุมและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น นโยบายดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังขยายผลไปถึงยานพาหนะขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนเมือง นักศึกษา และพนักงานออฟฟิศ ที่มองหาทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ความสำคัญของนโยบายนี้เกิดขึ้นจากความต้องการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวน ขณะเดียวกันก็ตอบสนองต่อเป้าหมายระดับประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายนี้คือผู้ใช้รถจักรยานยนต์เดิมและผู้ที่กำลังมองหายานพาหนะส่วนตัวคันแรก ซึ่ง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากมีราคาเริ่มต้นที่ไม่สูง ค่าบำรุงรักษาต่ำ และใช้งานง่าย การผลักดันให้มีสถานีชาร์จและจุดสลับแบตเตอรี่ที่ครอบคลุมจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง โดยช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่คาดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
ภาพรวมนโยบาย EV 30@30: ก้าวสำคัญสู่ยานยนต์ไร้มลพิษ
นโยบายหลักที่ขับเคลื่อนทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าของไทยคือ “นโยบาย 30@30” ซึ่งเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติได้วางไว้ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก
เป้าหมายหลักและระยะเวลาดำเนินการ
เป้าหมายของนโยบาย 30@30 คือการผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) แผนการดำเนินงานถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ:
- ระยะสั้น (ปี 2563-2565): เน้นการนำร่องและกระตุ้นตลาด โดยส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการและรถขนส่งสาธารณะ เพื่อสร้างความคุ้นเคยและเป็นตัวอย่างให้แก่ภาคประชาชน
- ระยะกลาง (ปี 2566-2568): เร่งสร้างอุปสงค์ในประเทศ ผ่านมาตรการทางภาษีและเงินอุดหนุน ควบคู่ไปกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จให้มีความหนาแน่นมากขึ้น
- ระยะยาว (ปี 2569-2573): ผลักดันการผลิตในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ โดยตั้งเป้าผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้ถึง 750,000 คันต่อปี พร้อมส่งเสริมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ให้มีราคาลดลง 40-50% และพิจารณาลดหย่อนภาษีสรรพสามิตรายปีสำหรับผู้ใช้ EV
การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ E-Bike และ EV ประเภทอื่น
ภายใต้นโยบาย 30@30 ไม่ได้มุ่งเน้นแค่รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อด้วย โดยมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดังนี้:
- สถานีชาร์จแบบเร็ว (Fast Charge) สาธารณะ: ตั้งเป้าหมายติดตั้งจำนวน 12,000 หัวจ่ายทั่วประเทศ เพื่อรองรับการเดินทางระยะไกลและอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า
- สถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station): เป้าหมายสำคัญสำหรับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและ E-Bike คือการจัดตั้งสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่จำนวน 1,450 สถานีทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการรอชาร์จลงได้อย่างมหาศาล เพียงแค่เข้าไปสลับแบตเตอรี่ก้อนใหม่ก็สามารถเดินทางต่อได้ทันที
นอกจากนี้ แผนการยังกำหนดให้มีการวางตำแหน่งสถานีชาร์จในพื้นที่ชุมชนและตามถนนสายหลัก โดยมีระยะห่างระหว่างสถานีไม่เกิน 50-70 กิโลเมตร เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานว่าจะสามารถเข้าถึงจุดบริการได้อย่างสะดวกสบายตลอดการเดินทาง
สถานะปัจจุบันของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จในประเทศไทย
แม้เป้าหมายในอนาคตจะมีความท้าทาย แต่ความคืบหน้าของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบันก็เติบโตอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า
จำนวนสถานีและหัวชาร์จล่าสุด
จากข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีผู้ให้บริการสถานีชาร์จ EV ถึง 20 แบรนด์ มีจำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะรวมทั้งสิ้น 3,720 แห่ง และมีจำนวนหัวชาร์จรวม 11,622 หัวจ่าย โดยสามารถจำแนกประเภทได้ดังนี้:
- DC CCS2: 6,103 หัวจ่าย (หัวชาร์จแบบเร็วที่นิยมในรถยนต์ยุโรปและรุ่นใหม่ๆ)
- DC CHAdeMO: 421 หัวจ่าย (หัวชาร์จแบบเร็วที่นิยมในรถยนต์ญี่ปุ่นบางรุ่น)
- AC Type 2: 5,098 หัวจ่าย (หัวชาร์จแบบปกติที่สามารถติดตั้งได้ตามบ้านและห้างสรรพสินค้า)
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการลงทุนอย่างจริงจังจากภาคเอกชนและการขยายตัวที่สอดรับกับจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บทบาทของหน่วยงานกำกับดูแล
สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและกำกับดูแลการขยายสถานีชาร์จให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐานและปลอดภัย โดยร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.), และกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยให้เทียบเท่ากับสถานีบริการน้ำมัน กำหนดอัตราค่าบริการที่เป็นธรรม และปรับปรุงกระบวนการขอใบอนุญาตให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น การใช้ระบบ e-Licensing สำหรับสถานีขนาดเล็ก ซึ่งช่วยลดระยะเวลาจากเดิมลงได้อย่างมาก
| หัวข้อเปรียบเทียบ | E-Bike / สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (GIANT Shopping Mall) | รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป |
|---|---|---|
| ค่าพลังงาน (เฉลี่ยต่อ 100 กม.) | ประมาณ 10-15 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราค่าไฟฟ้า) | ประมาณ 80-120 บาท (ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน) |
| ค่าบำรุงรักษารายปี | ต่ำมาก (เน้นตรวจเช็คระบบเบรก, ยาง) | สูงกว่า (เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง, หัวเทียน, ไส้กรอง) |
| มลพิษทางอากาศและเสียง | ไม่มี (Zero Emission) และเงียบสนิท | มีการปล่อยไอเสีย (PM2.5) และมีเสียงดัง |
| ความสะดวกในการเติมพลังงาน | ชาร์จได้ที่บ้าน, ที่ทำงาน, หรือจุดบริการ | ต้องเข้าสถานีบริการน้ำมันเท่านั้น |
ข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน สู่การสร้าง EV Ecosystem ที่สมบูรณ์
ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนด้วย สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมได้เสนอแนวทางและมาตรการต่างๆ เพื่อเร่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของตลาด EV ในประเทศไทย
5 ข้อเสนอหลักเพื่อขับเคลื่อนตลาด
สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยได้นำเสนอ 5 ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญเพื่อเร่งการพัฒนา EV Ecosystem ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น:
- การนำร่องโดยภาครัฐ: ส่งเสริมให้หน่วยงานราชการและสถาบันของรัฐเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นลำดับแรก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นแบบอย่าง
- การขยายสถานีชาร์จ: เร่งรัดการขยายจำนวนสถานีชาร์จและสถานีสลับแบตเตอรี่ให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- แอปพลิเคชันกลาง: พัฒนาแอปพลิเคชันส่วนกลางที่รวบรวมข้อมูลสถานีชาร์จจากทุกผู้ให้บริการไว้ในที่เดียว เพื่อความสะดวกของผู้ใช้งาน
- มาตรการภาษีคาร์บอน: พิจารณาการใช้มาตรการภาษีคาร์บอน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคลดการใช้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
- การสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค: พัฒนาระบบบริการหลังการขาย, การเข้าถึงสินเชื่อ, และการพัฒนาบุคลากรช่างฝีมือให้มีมาตรฐาน เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับผู้ใช้งาน EV
นอกจากนี้ บริษัทเอกชนอย่างแกร็บ (Grab) ยังได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพาร์ทเนอร์คนขับที่ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในการให้บริการส่งอาหารและพัสดุเป็น 10% ภายในปี 2569 ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการใช้งาน EV ในภาคธุรกิจขนส่งที่กำลังเติบโต
สร้างความเชื่อมั่นวันนี้ ด้วยทางเลือกที่เหนือกว่า
จากข้อเสนอของภาคเอกชน จะเห็นได้ว่า “ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค” คือหัวใจสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนตลาด แม้ภาครัฐและเอกชนกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการหลังการขายในภาพรวม แต่ผู้บริโภคที่ชาญฉลาดสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ ด้วยการเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าจากผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ ที่ GIANT Shopping Mall เราเข้าใจปัญหานี้ดีที่สุด จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นมากกว่าร้านค้า แต่เป็นพันธมิตรที่พร้อมดูแลการเดินทางของคุณในทุกมิติ เรานำเสนอ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่คัดสรรมาเฉพาะรุ่นที่มีคุณภาพสูง ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย แบตเตอรี่ทนทานใช้งานได้ยาวนาน และมอเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่ตอบสนองทุกการขับขี่
ลงทุนครั้งเดียวจบ! เป็นเจ้าของยานพาหนะไฟฟ้าส่วนตัวจาก GIANT Shopping Mall ไม่ต้องรอโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ ชาร์จแบตเตอรี่ได้สะดวกที่บ้าน พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญและบริการหลังการขายที่ครบวงจร สร้างความมั่นใจให้คุณได้ตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจเลือกเรา
ที่ GIANT Shopping Mall เราเปลี่ยน “แนวโน้มตลาด” ให้กลายเป็น “ความจริง” ที่คุณสัมผัสได้ทันที ด้วยการนำเสนอสินค้ารุ่นยอดนิยมที่ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้งานจริง ทั้งในกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการความคล่องตัว หรือกลุ่มไรเดอร์ที่ต้องการความทนทานและประหยัดสูงสุด เราเชื่อมโยง “เทคโนโลยี” ที่ล้ำสมัยเข้ากับ “สเปกสินค้า” ที่จับต้องได้ พร้อมเสนอ “ความคุ้มค่าของราคา” ที่ดีที่สุด เพื่อให้การเปลี่ยนมาใช้ EV ของคุณเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดหวัง
| โมเดล / ประเภท | เหมาะสำหรับ | ระยะทางต่อการชาร์จ | จุดเด่น |
|---|---|---|---|
| City Commuter E-Bike | นักศึกษา, พนักงานออฟฟิศ | 40-60 กม. | ดีไซน์สวยงาม, น้ำหนักเบา, คล่องตัวในเมือง |
| Heavy-Duty Electric Scooter | ไรเดอร์, ธุรกิจขนส่ง | 70-90 กม. | โครงสร้างแข็งแรง, แบตเตอรี่ความจุสูง, รับน้ำหนักได้ดี |
| Compact Folding E-Bike | ผู้ที่เดินทางด้วยรถสาธารณะ, ผู้มีพื้นที่จำกัด | 30-50 กม. | พับเก็บง่าย, พกพาสะดวก, น้ำหนักเบาเป็นพิเศษ |
ความท้าทายและโอกาสสำหรับผู้ใช้งาน E-Bike
แม้ว่าภาพรวมนโยบายจะสดใส แต่ต้องยอมรับว่าข้อมูลการสนับสนุนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังคงเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก นโยบายสำหรับสถานีชาร์จ E-Bike โดยตรงยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนเท่ากับเป้าหมายสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ นี่คือความท้าทายที่ผู้บริโภคบางส่วนอาจยังกังวล
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายนี้กลับกลายเป็น “โอกาส” ที่ยิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่เลือกเป็นเจ้าของ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนตัวในวันนี้ เพราะยานพาหนะประเภทนี้ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสถานีชาร์จสาธารณะเป็นหลัก แบตเตอรี่ส่วนใหญ่สามารถถอดออกเพื่อนำไปชาร์จกับปลั๊กไฟมาตรฐานที่บ้าน, หอพัก, หรือที่ทำงานได้อย่างง่ายดาย ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานสามารถควบคุมการ “เติมพลังงาน” ได้ด้วยตัวเอง 100% หมดกังวลเรื่องการรอคิวหรือการเดินทางไปสถานีชาร์จ นี่คืออิสระและความสะดวกสบายที่รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่สามารถมอบให้ได้เต็มที่ในปัจจุบัน การตัดสินใจเป็นเจ้าของ E-Bike วันนี้จึงเป็นการก้าวข้ามข้อจำกัดและคว้าโอกาสแห่งความประหยัดและความสะดวกสบายมาไว้ในมือทันที
สรุป: เริ่มต้นการเดินทางที่คุ้มค่าและยั่งยืนได้ตั้งแต่วันนี้
แนวโน้มการผลักดันสถานีชาร์จ E-Bike ทั่วไทยภายใต้นโยบายของภาครัฐในปี 2569 และอนาคต เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ายุคของยานยนต์ไฟฟ้ากำลังมาถึงอย่างเต็มตัว การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด อย่างไรก็ตาม การรอคอยให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบอาจทำให้คุณพลาดโอกาสในการประหยัดค่าใช้จ่ายและสัมผัสประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่าในวันนี้
การตัดสินใจเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike คุณภาพจาก GIANT Shopping Mall คือการลงทุนที่ชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุดในเวลานี้ ท่านจะได้รับยานพาหนะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมการรับประกันและบริการหลังการขายที่ครบวงจรจากทีมงานมืออาชีพ อย่าปล่อยให้ความกังวลเรื่องสถานีชาร์จมาเป็นอุปสรรคในการเริ่มต้นชีวิตที่ดีกว่า
เลือกความคุ้มค่าที่เริ่มต้นได้ทันที เลือก GIANT Shopping Mall
เยี่ยมชมและทดลองขับขี่ได้ที่ร้าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ติดต่อเราผ่านช่องทาง: FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม

