รัฐหนุน EV! E-Bike จะได้ลดหย่อนภาษีเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าไหม?
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุน E-Bike
- ภาพรวมนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
- เจาะลึกเงินอุดหนุน E-Bike: เงื่อนไขและรายละเอียด
- เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภท
- ไขข้อสงสัย: การลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลและยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก
- บทสรุป: E-Bike ได้รับการสนับสนุน แต่ในรูปแบบที่แตกต่าง
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจมีคำถามว่าเมื่อรัฐหนุน EV แล้ว E-Bike จะได้ลดหย่อนภาษีเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าไหม? คำตอบคือ จักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจริงภายใต้มาตรการ EV 3.5 แต่รูปแบบการสนับสนุนนั้นแตกต่างจากการลดหย่อนภาษีของรถยนต์ไฟฟ้า โดยเป็นการให้เงินอุดหนุนโดยตรง ซึ่งมีเงื่อนไขและรายละเอียดที่ผู้บริโภคควรทำความเข้าใจ
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุน E-Bike
- เงินอุดหนุนโดยตรง: ภาครัฐให้การสนับสนุนจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ในรูปแบบของเงินอุดหนุนจำนวน 10,000 บาทต่อคัน ไม่ใช่การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- เงื่อนไขเฉพาะ: สิทธิ์เงินอุดหนุนจำกัดเฉพาะจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย มีราคาขายไม่เกิน 150,000 บาท และใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
- ระยะเวลามาตรการ: มาตรการ EV 3.5 ที่ครอบคลุมการอุดหนุน E-Bike มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2567 ถึง 2570
- ความแตกต่างจากรถยนต์ EV: สิทธิประโยชน์สำหรับ E-Bike มีความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งในด้านจำนวนเงินอุดหนุนและมาตรการทางภาษีอื่นๆ เช่น ภาษีสรรพสามิต และภาษีนำเข้า
- ไม่ครอบคลุมยานพาหนะขนาดเล็ก: มาตรการนี้มุ่งเน้นที่จักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนได้ ไม่ได้ครอบคลุมถึงสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหรือจักรยานไฟฟ้าขนาดเล็กทั่วไปที่ไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์
ภาพรวมนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ พร้อมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นตลาดและสร้างระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การสนับสนุนผู้บริโภคไปจนถึงการส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศ
ความสำคัญของมาตรการ EV 3.5
มาตรการ EV 3.5 หรือ “มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2” ซึ่งมีผลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ถึง 2570 ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน โดยเป็นมาตรการที่ต่อยอดความสำเร็จจาก EV 3.0 จุดประสงค์หลักคือการรักษาระดับการเติบโตของตลาด EV ในประเทศ พร้อมกับสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยอย่างจริงจัง มาตรการนี้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่ง รถกระบะ และที่สำคัญคือ “จักรยานยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการระบุเงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์สองล้อไฟฟ้าไว้อย่างชัดเจน
เป้าหมายหลักของภาครัฐ
เป้าหมายของนโยบายไม่ได้หยุดอยู่แค่การเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนน แต่ยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว ดังนี้:
- การลดมลพิษ: ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ในเขตเมือง
- การเป็นฐานการผลิต: สร้างแรงจูงใจผ่านเงื่อนไขการผลิตในประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีและสร้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
- การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน: ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศมากขึ้น
- การทำให้ราคาเข้าถึงได้: ใช้กลไกเงินอุดหนุนและมาตรการทางภาษีเพื่อทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าใกล้เคียงกับยานยนต์สันดาปมากขึ้น กระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนได้ง่ายขึ้น
การรวมจักรยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาในมาตรการ EV 3.5 สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐเล็งเห็นถึงความสำคัญของยานยนต์สองล้อ ซึ่งเป็นพาหนะหลักของคนไทยจำนวนมาก และมีศักยภาพสูงในการช่วยลดมลพิษในชีวิตประจำวันได้อย่างมีนัยสำคัญ
เจาะลึกเงินอุดหนุน E-Bike: เงื่อนไขและรายละเอียด
สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานยนต์ไฟฟ้า ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจว่าการสนับสนุนจากภาครัฐนั้นมาในรูปแบบ “เงินอุดหนุน” ซึ่งเป็นส่วนลด ณ จุดขายโดยตรง ไม่ใช่การนำไปลดหย่อนภาษีในภายหลัง การทำความเข้าใจนิยามและเงื่อนไขต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างถูกต้อง
คำนิยาม “E-Bike” ในมาตรการภาครัฐ
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือคำว่า “E-Bike” ในบริบทของมาตรการ EV 3.5 หมายถึง “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่สามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ ไม่ได้หมายรวมถึงจักรยานไฟฟ้า (Electric Bicycle) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (Electric Scooter) ที่ใช้ในการเดินทางระยะสั้นและไม่จำเป็นต้องจดทะเบียน ดังนั้น การสนับสนุนนี้จึงมุ่งเป้าไปที่ยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าที่เป็นยานพาหนะหลักในการเดินทาง มีสมรรถนะเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับรถจักรยานยนต์ทั่วไป
เงินอุดหนุน 10,000 บาทสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ภายใต้มาตรการ EV 3.5 เป็นการสนับสนุนโดยตรงจากภาครัฐสำหรับรถที่ผลิตในประเทศและมีคุณสมบัติตามที่กำหนดเท่านั้น
เงื่อนไขเฉพาะสำหรับการรับเงินอุดหนุน 10,000 บาท
เพื่อให้จักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใดรุ่นหนึ่งเข้าเกณฑ์การรับเงินอุดหนุน 10,000 บาท จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) กำหนดไว้ ดังนี้:
- ราคาขายปลีก: ต้องมีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)
- ขนาดแบตเตอรี่: ต้องติดตั้งแบตเตอรี่ที่มีความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงระยะทางวิ่งและสมรรถนะของรถ
- แหล่งผลิต: ต้องเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในโรงงานภายในประเทศไทยเท่านั้น เงื่อนไขนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศโดยตรง
- มาตรฐานแบตเตอรี่: แบตเตอรี่ที่ใช้ในรถจะต้องผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อความปลอดภัยและคุณภาพ
- ระยะเวลา: มาตรการนี้มีผลสำหรับรถที่จำหน่ายและจดทะเบียนภายในช่วงปี พ.ศ. 2567-2570
ผู้บริโภคที่ซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้ จะได้รับส่วนลด 10,000 บาทจากราคาขายทันที โดยผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายจะเป็นผู้ดำเนินการขอรับเงินอุดหนุนส่วนนี้จากภาครัฐในภายหลัง
เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภท
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถึงนโยบายของภาครัฐ การเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ระหว่างจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) กับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถยนต์นั่ง (BEV) และรถกระบะไฟฟ้า จะช่วยให้เข้าใจถึงลำดับความสำคัญและเป้าหมายของนโยบายที่แตกต่างกัน
ความแตกต่างในด้านเงินอุดหนุนและภาษี
ตารางด้านล่างนี้สรุปสิทธิประโยชน์หลักภายใต้มาตรการ EV 3.5 สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภท
| ประเภทยานยนต์ | เงื่อนไขหลัก | เงินอุดหนุน (ต่อคัน) | การลดภาษีสรรพสามิต |
|---|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท แบตเตอรี่ ≥50 kWh |
50,000 – 100,000 บาท (ปี 2567-2568) 25,000 – 50,000 บาท (ปี 2569-2570) |
จาก 8% เหลือ 2% |
| รถกระบะไฟฟ้า (BEV) | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท แบตเตอรี่ ≥50 kWh ผลิตในประเทศ |
100,000 บาท | จาก 10% เหลือ 0% (ปี 2567-2568) เหลือ 2% (ปี 2569) |
| จักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) | ราคาไม่เกิน 150,000 บาท แบตเตอรี่ ≥3 kWh ผลิตในประเทศ |
10,000 บาท | ไม่มีข้อมูลระบุการลดหย่อนเพิ่มเติม |
เหตุผลเบื้องหลังความแตกต่างของมาตรการ
จากตารางจะเห็นได้ว่ามาตรการสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ามีความครอบคลุมและให้เม็ดเงินสนับสนุนที่สูงกว่าอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังได้ดังนี้:
- มูลค่าการลงทุน: การตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้เงินลงทุนสูงกว่าโรงงานผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมาก มาตรการที่เข้มข้นจึงจำเป็นเพื่อดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก
- ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ: อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ในกลุ่มรถยนต์จึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งในด้านซัพพลายเชน การจ้างงาน และมูลค่าการส่งออก
- ราคาและกำแพงการตัดสินใจ: รถยนต์ไฟฟ้ายังมีราคาสูงกว่ารถยนต์สันดาปอย่างมีนัยสำคัญ เงินอุดหนุนและส่วนลดทางภาษีจำนวนมากจึงจำเป็นเพื่อลดภาระของผู้บริโภคและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ในขณะที่จักรยานยนต์ไฟฟ้ามีราคาเริ่มต้นที่ไม่สูงเท่า ทำให้เงินอุดหนุน 10,000 บาทก็สามารถสร้างแรงจูงใจได้แล้ว
ไขข้อสงสัย: การลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลและยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนโดยตรงแล้ว ยังมีคำถามอื่นๆ ที่ผู้บริโภคจำนวนมากสงสัย โดยเฉพาะเรื่องการนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีส่วนบุคคล และขอบเขตของมาตรการว่าครอบคลุมยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอื่นๆ หรือไม่
สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับ E-Bike
คำตอบที่ชัดเจนในปัจจุบันคือ ไม่มี มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ รูปแบบการสนับสนุนของภาครัฐสำหรับ E-Bike ภายใต้มาตรการ EV 3.5 นั้นจำกัดอยู่ที่เงินอุดหนุน 10,000 บาท ณ จุดขายเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ในอดีต เช่น “ช้อปดีมีคืน” ที่อนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการมาหักลดหย่อนภาษีได้
ดังนั้น ผู้ที่ซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์ จะได้รับประโยชน์ในรูปแบบของส่วนลดทันที แต่จะไม่สามารถนำใบเสร็จไปใช้ยื่นเพื่อลดหย่อนภาษีประจำปีเพิ่มเติมได้อีก
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้าทั่วไปครอบคลุมหรือไม่?
มาตรการอุดหนุนนี้ ไม่ครอบคลุม สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้าทั่วไป เนื่องจากเงื่อนไขหลักที่กำหนดไว้คือขนาดแบตเตอรี่ต้องมีขนาด 3 kWh ขึ้นไป และต้องเป็นยานพาหนะที่สามารถจดทะเบียนได้ ซึ่งยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กส่วนใหญ่ในท้องตลาดมีคุณสมบัติไม่ตรงตามเกณฑ์เหล่านี้
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: ส่วนใหญ่มีแบตเตอรี่ขนาดเล็กกว่า 1 kWh เพื่อให้มีน้ำหนักเบาและคล่องตัว เหมาะสำหรับการเดินทางในระยะทางสั้นๆ (Last-mile connectivity)
- จักรยานไฟฟ้า (Pedelec): มีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบช่วยผ่อนแรง ไม่ใช่ระบบขับเคลื่อนหลัก และมีแบตเตอรี่ขนาดเล็กเช่นกัน
ดังนั้น ผู้ที่สนใจซื้อยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กเหล่านี้ จะไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากมาตรการ EV 3.5 อย่างไรก็ตาม ยานพาหนะเหล่านี้ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
บทสรุป: E-Bike ได้รับการสนับสนุน แต่ในรูปแบบที่แตกต่าง
โดยสรุป สำหรับคำถามที่ว่า “รัฐหนุน EV! E-Bike จะได้ลดหย่อนภาษีเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าไหม?” คำตอบคือ จักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างแท้จริง แต่ไม่ใช่ในรูปแบบของการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่เป็นเงินอุดหนุนโดยตรงจำนวน 10,000 บาทต่อคัน ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดของมาตรการ EV 3.5 ซึ่งกำหนดให้รถต้องผลิตในประเทศ มีราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ 3 kWh ขึ้นไป
มาตรการนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐในการผลักดันยานยนต์สองล้อไฟฟ้าให้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ แต่ยังคงให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าในแง่ของมูลค่าการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่และสร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่งในประเทศ ผู้บริโภคที่สนใจจึงควรตรวจสอบคุณสมบัติของจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ต้องการให้แน่ใจว่าเข้าเกณฑ์การสนับสนุน เพื่อรับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายของภาครัฐ
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
สำหรับผู้ที่กำลังมองหายานพาหนะไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ทั้งจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีสมรรถนะสูง จักรยานไฟฟ้าสำหรับการออกกำลังกายและเดินทางในเมือง หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อความคล่องตัว GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย พร้อมตอบสนองทุกความต้องการ
สามารถเข้ามาเลือกชมและทดลองขับขี่ยานพาหนะไฟฟ้ารุ่นต่างๆ ได้ที่ร้าน หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: GIANT Shopping Mall
- LINE: @GIANTshoppingmall
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)

