มาตรการ EV 3.5: อนาคตราคาจักรยานไฟฟ้าในไทย
- ประเด็นสำคัญที่คุณควรรู้เกี่ยวกับมาตรการ EV 3.5
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.5 คืออะไร?
- ไขข้อสงสัย: เงื่อนไขรับเงินอุดหนุน 10,000 บาท
- ผลกระทบต่อตลาดรถ EV สองล้อในประเทศไทย
- อัปเดตล่าสุด (พ.ย. 2568) และอนาคตของมาตรการ EV 3.5
- เปรียบเทียบความแตกต่าง: รถแบบไหนได้ประโยชน์จาก EV 3.5?
- บทสรุป: ทิศทางอนาคตและโอกาสจากนโยบายรถไฟฟ้า
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐได้เดินทางมาถึงช่วงสำคัญอีกครั้งกับการเปิดตัวมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “EV 3.5” ซึ่งครอบคลุมระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ถึง 2570 มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังสร้างความเคลื่อนไหวและคำถามสำคัญให้กับตลาดรถสองล้อไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่อง **มาตรการ EV 3.5: อนาคตราคาจักรยานไฟฟ้าในไทย** ซึ่งเป็นหัวข้อที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการต่างให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด
ประเด็นสำคัญที่คุณควรรู้เกี่ยวกับมาตรการ EV 3.5
- เงินอุดหนุน 10,000 บาท: มาตรการ EV 3.5 มอบเงินอุดหนุนจำนวน 10,000 บาทต่อคัน สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไขตลอดระยะเวลา 4 ปีของโครงการ (พ.ศ. 2567–2570)
- เงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจง: รถที่จะได้รับเงินอุดหนุนต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
- เป้าหมายหลักคือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: ด้วยเงื่อนไขขนาดแบตเตอรี่ที่กำหนดไว้ ทำให้กลุ่มเป้าหมายหลักของมาตรการนี้คือรถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีมอเตอร์ช่วยปั่นซึ่งโดยทั่วไปมีแบตเตอรี่ขนาดเล็กกว่ามาก
- ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ: นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการลงทุนและสร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาด และหลีกเลี่ยงสงครามราคาที่อาจบั่นทอนเสถียรภาพของอุตสาหกรรม
- การปรับปรุงล่าสุด: คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ได้มีการปรับปรุงเงื่อนไข ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 โดยขยายเวลาการจดทะเบียนรถไปจนถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่ซื้อรถในช่วงปลายปี
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5 คืออะไร?
มาตรการ EV 3.5 คือนโยบายต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดไปแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาคอาเซียน นโยบายนี้ใช้กลไกทางการคลังผ่านการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อ เพื่อกระตุ้นความต้องการในตลาด ควบคู่ไปกับการกำหนดเงื่อนไขที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการต้องตั้งฐานการผลิตในประเทศ สิ่งนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ไปจนถึงการประกอบยานยนต์สำเร็จรูป
ที่มาและเป้าหมายของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า
ที่มาของนโยบายรถไฟฟ้าในประเทศไทยเกิดจากความตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหามลพิษทางอากาศในเขตเมือง เช่น ฝุ่น PM2.5 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้:
- ลดมลพิษ: ยานยนต์ไฟฟ้าไม่มีการปล่อยไอเสียจากท่อไอเสียโดยตรง จึงช่วยลดปัญหามลพิษในท้องถนนและปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้น
- สร้างความมั่นคงทางพลังงาน: ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และหันมาใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้เองภายในประเทศ
- ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve): ผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
- ป้องกันสงครามราคา: มาตรการ EV 3.5 ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ตลาด โดยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) จากการนำเข้ารถยนต์จำนวนมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงและส่งผลเสียต่อผู้ผลิตในระยะยาว
กรอบเวลาและกลุ่มเป้าหมายหลัก
มาตรการ EV 3.5 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570 รวมเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 ปี โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องครอบคลุมหลายภาคส่วน:
- ผู้บริโภค: เป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเงินอุดหนุน ทำให้สามารถเข้าถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว
- ผู้ผลิตยานยนต์: ได้รับแรงจูงใจในการลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของตนเข้าเงื่อนไขการได้รับเงินอุดหนุน ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดได้
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนและแบตเตอรี่: ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมประกอบยานยนต์ในประเทศ ทำให้เกิดความต้องการชิ้นส่วนและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น
- ภาครัฐ: สามารถบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจตามที่วางไว้ สร้างภาพลักษณ์ของประเทศที่ทันสมัยและใส่ใจต่อความยั่งยืน
ไขข้อสงสัย: เงื่อนไขรับเงินอุดหนุน 10,000 บาท
หัวใจสำคัญของมาตรการ EV 3.5 ที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อ คือเงินอุดหนุนจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การจะได้รับสิทธิ์ส่วนลดรถไฟฟ้ามูลค่า 10,000 บาทนั้น ยานพาหนะจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อชี้นำทิศทางของตลาดและอุตสาหกรรมให้เป็นไปตามเป้าหมายของนโยบาย
คุณสมบัติสำคัญของรถที่เข้าร่วมโครงการ
เพื่อให้เกิดความชัดเจน รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จะได้รับเงินอุดหนุนต้องผ่านเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อต่อไปนี้:
- ราคาจำหน่ายปลีก: ต้องมีราคาแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ครอบคลุมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในตลาดระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง
- ขนาดแบตเตอรี่: ต้องติดตั้งแบตเตอรี่ที่มีความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป เกณฑ์ข้อนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นตัวบ่งชี้ประเภทของรถที่นโยบายมุ่งส่งเสริม ซึ่งเน้นรถที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริงและมีระยะทางวิ่งต่อการชาร์จที่เหมาะสม
- แหล่งผลิต: ต้องเป็นรถที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น เงื่อนไขนี้เป็นกลไกหลักในการบังคับให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานภายในประเทศโดยตรง ผู้ผลิตที่ต้องการเข้าร่วมโครงการจะต้องมีแผนการผลิตในประเทศที่ชัดเจน
“จักรยานไฟฟ้า” กับ “จักรยานยนต์ไฟฟ้า”: ความแตกต่างที่ต้องรู้ในมาตรการนี้
หนึ่งในความสับสนที่พบบ่อยคือขอบเขตของคำว่า “จักรยานไฟฟ้า” ในมาตรการนี้ ผู้บริโภคจำนวนมากอาจเข้าใจว่า E-Bike หรือจักรยานที่มีมอเตอร์ช่วยปั่นจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงื่อนไขขนาดแบตเตอรี่ขั้นต่ำที่ 3 kWh ได้จำกัดขอบเขตของนโยบายไว้อย่างชัดเจน
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): โดยทั่วไปคือจักรยานที่มีระบบมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อช่วยผ่อนแรงในการปั่น ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเป็นระยะทางไกล แบตเตอรี่ของ E-Bike มักมีความจุต่ำ อยู่ในช่วง 0.25-0.75 kWh เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้มาก ดังนั้น E-Bike จึงไม่เข้าข่ายได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาทจากมาตรการ EV 3.5
- สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและจักรยานยนต์ไฟฟ้า: คือรถสองล้อที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มีสมรรถนะและความเร็วใกล้เคียงกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน โดยทั่วไปรถประเภทนี้จะมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อให้สามารถวิ่งได้ระยะทาง 70-150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มีความจุแบตเตอรี่เกิน 3 kWh และเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายนี้
แม้ชื่อนโยบายอาจทำให้เข้าใจกว้างๆ แต่เงื่อนไขแบตเตอรี่ขั้นต่ำ 3 kWh ชี้ชัดว่าเป้าหมายหลักของมาตรการ EV 3.5 คือกลุ่มสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่จักรยานไฟฟ้าติดมอเตอร์ (E-Bike) โดยทั่วไป
ผลกระทบต่อตลาดรถ EV สองล้อในประเทศไทย
การบังคับใช้มาตรการ EV 3.5 กำลังจะสร้างแรงกระเพื่อมครั้งสำคัญให้กับตลาดรถ EV สองล้อของไทยในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า โดยผลกระทบจะเกิดขึ้นในหลายมิติ ตั้งแต่โครงสร้างราคา การแข่งขันของผู้เล่นในตลาด ไปจนถึงพฤติกรรมและการตัดสินใจของผู้บริโภค
การเปลี่ยนแปลงของราคาจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือการปรับตัวของราคาจำหน่าย สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและเข้าเกณฑ์ทุกข้อ จะมีราคาจำหน่ายสุทธิลดลง 10,000 บาททันที ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มีนัยสำคัญและช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น สิ่งนี้จะทำให้รถกลุ่มดังกล่าวมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ:
- รถที่นำเข้าจากต่างประเทศ: ซึ่งจะไม่ได้รับเงินอุดหนุน ทำให้มีราคาจำหน่ายสูงกว่ารถที่ผลิตในประเทศที่มีสเปกใกล้เคียงกัน
- รถที่ไม่ผ่านเกณฑ์แบตเตอรี่: เช่น รถที่มีแบตเตอรี่ขนาดเล็กกว่า 3 kWh ก็จะไม่ได้รับส่วนลดนี้เช่นกัน
- จักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน: ส่วนต่างราคาที่ลดลงจะทำให้สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับรถจักรยานยนต์สันดาปในระดับราคาใกล้เคียงกัน
ในขณะเดียวกัน ราคาจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่ไม่เข้าเกณฑ์อาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการนี้ แต่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการที่ผู้บริโภคบางส่วนอาจหันไปให้ความสนใจสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ราคาถูกลงแทน
ทิศทางของผู้ผลิตและผู้นำเข้า: ปรับตัวเพื่อโอกาส
มาตรการนี้เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้ประกอบการให้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจ ผู้ผลิตแบรนด์ต่างๆ ทั้งไทยและต่างชาติ จะถูกกระตุ้นให้เร่งพิจารณาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ส่วนผู้ที่เคยเน้นการนำเข้าเป็นหลักอาจต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่และจำเป็นต้องปรับตัว เช่น การหันไปร่วมมือกับโรงงานในประเทศ หรือเปลี่ยนไปทำตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้โดยตรง
มุมมองผู้บริโภค: จังหวะที่ดีที่สุดในการซื้อ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อรถสองล้อไฟฟ้า ช่วงเวลานี้นับเป็นโอกาสที่ดีในการศึกษาข้อมูลและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
- หากสนใจสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: ควรมองหารุ่นที่ประกาศตัวชัดเจนว่าเข้าร่วมโครงการ EV 3.5 ซึ่งหมายถึงรถที่ผลิตในประเทศและมีสเปกตามเกณฑ์ การซื้อรถกลุ่มนี้จะได้รับความคุ้มค่าสูงสุดจากส่วนลด 10,000 บาท
- หากสนใจ E-Bike: แม้จะไม่ได้รับส่วนลดโดยตรง แต่การแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้นอาจส่งผลให้ผู้จำหน่าย E-Bike จัดโปรโมชันส่งเสริมการขายอื่นๆ เพื่อรักษาฐานลูกค้าไว้ ดังนั้นจึงควรเปรียบเทียบข้อเสนอต่างๆ อย่างรอบคอบ
ช่วง 6-12 เดือนแรกของการบังคับใช้มาตรการจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ซึ่งผู้บริโภคอาจได้เห็นการเปิดตัวสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่ผลิตในประเทศมากขึ้น
อัปเดตล่าสุด (พ.ย. 2568) และอนาคตของมาตรการ EV 3.5
เพื่อให้มาตรการดำเนินไปอย่างราบรื่นและตอบสนองต่อสถานการณ์จริงในตลาด บอร์ด EV ได้มีการประชุมและเห็นชอบให้ปรับปรุงรายละเอียดบางประการเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความตั้งใจจริงในการผลักดันนโยบาย
การขยายเวลาจดทะเบียน: เพิ่มความยืดหยุ่นให้ตลาด
การปรับปรุงที่สำคัญคือการขยายกรอบเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ จากเดิมที่กำหนดให้ต้องจดทะเบียนภายในเดือนธันวาคมของปีสุดท้ายของมาตรการ (พ.ศ. 2570) ได้ขยายออกไปเป็นภายในเดือนมกราคมของปีถัดไป การเปลี่ยนแปลงนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากช่วงปลายปีมักเป็นช่วงที่มีการซื้อขายรถยนต์และจักรยานยนต์เป็นจำนวนมาก การขยายเวลาจะช่วยให้ผู้ที่ซื้อรถในช่วงเดือนธันวาคมสามารถดำเนินการจดทะเบียนได้ทันและไม่เสียสิทธิ์ในการรับเงินอุดหนุน
เงื่อนไขการจ่ายเงินอุดหนุนที่รัดกุมขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ผู้ประกอบการที่รัดกุมยิ่งขึ้น โดยระบุว่าหากผู้ประกอบการรายใดมีการผลิตล่าช้ากว่าแผนงานที่ได้แจ้งไว้กับกรมสรรพสามิต กรมฯ จะชะลอการจ่ายเงินอุดหนุนในส่วนของผู้บริโภคออกไปจนกว่าผู้ประกอบการจะสามารถดำเนินการผลิตได้ตามแผนที่วางไว้ มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ผลิตจะมีความรับผิดชอบและปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ ซึ่งจะช่วยปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคในท้ายที่สุด
เปรียบเทียบความแตกต่าง: รถแบบไหนได้ประโยชน์จาก EV 3.5?
เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติของรถสองล้อไฟฟ้ากลุ่มต่างๆ ที่จะได้รับและไม่ได้รับผลประโยชน์จากมาตรการ EV 3.5 ได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณสมบัติ | กลุ่มที่เข้าเกณฑ์ (ได้รับประโยชน์) | กลุ่มที่ไม่เข้าเกณฑ์ (ไม่ได้รับประโยชน์) |
|---|---|---|
| ประเภทรถ | สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, จักรยานยนต์ไฟฟ้า | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike), รถนำเข้า, รถมือสอง |
| เงินอุดหนุน | 10,000 บาทต่อคัน | ไม่ได้รับ |
| ขนาดแบตเตอรี่ | 3 kWh ขึ้นไป | ต่ำกว่า 3 kWh (ส่วนใหญ่คือ E-Bike) |
| แหล่งผลิต | ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น | นำเข้าจากต่างประเทศ |
| ราคาจำหน่าย | ไม่เกิน 150,000 บาท | เกิน 150,000 บาท หรือไม่จำกัด |
| ผลกระทบต่อราคา | ราคาจำหน่ายสุทธิลดลง ทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น | ราคาคงเดิม อาจเสียเปรียบในการแข่งขัน |
บทสรุป: ทิศทางอนาคตและโอกาสจากนโยบายรถไฟฟ้า
โดยสรุป **มาตรการ EV 3.5: อนาคตราคาจักรยานไฟฟ้าในไทย** ได้สร้างความชัดเจนว่าภาครัฐมุ่งเน้นการส่งเสริมตลาด “สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่ผลิตในประเทศเป็นหลัก ผ่านการให้เงินอุดหนุน 10,000 บาท ภายใต้เงื่อนไขด้านราคา แบตเตอรี่ และแหล่งผลิตที่เข้มงวด นโยบายนี้จะส่งผลให้ราคารถกลุ่มดังกล่าวถูกลง กระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค และผลักดันให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับผู้บริโภค นี่คือช่วงเวลาแห่งโอกาสในการพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะพลังงานสะอาดในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่กำลังมองหาสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการใช้งานในเมือง ส่วนผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) แม้จะไม่ได้รับส่วนลดโดยตรง แต่ก็ยังสามารถเลือกซื้อได้ตามความต้องการใช้งาน และอาจได้รับประโยชน์จากโปรโมชันอื่นๆ ที่ผู้จำหน่ายนำเสนอเพื่อแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป การติดตามข้อมูลข่าวสารจากผู้ผลิตและภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดในช่วงเวลานี้
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าหลากหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของคุณ
สามารถเข้ามาเลือกชมสินค้าและรับคำปรึกษาได้ที่ร้าน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: https://line.me/R/ti/p/%40705dancc
- ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: คลิกที่นี่
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

