อัปเดตนโยบาย EV 2568: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้ไหม?
การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการอัปเดตนโยบาย EV 2568 ที่หลายคนจับตามองถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ หนึ่งในคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ การซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้ไหม? ซึ่งเป็นข้อสงสัยสำหรับผู้ที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้งานสะดวกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บทความนี้จะวิเคราะห์รายละเอียดของมาตรการล่าสุด เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตการสนับสนุนของภาครัฐและสถานะของจักรยานไฟฟ้าในนโยบายดังกล่าว
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV ปี 2568
- เป้าหมายหลักของนโยบาย: มาตรการ EV 3.5 (ปี 2567-2570) มุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียนเป็นหลัก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
- เงินอุดหนุน: ภาครัฐให้เงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาทสำหรับรถยนต์นั่งและรถกระบะไฟฟ้า และสูงสุด 10,000 บาทสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไข
- สถานะของ E-Bike: นโยบาย EV 3.5 ไม่ได้ระบุถึงการให้เงินอุดหนุนหรือสิทธิลดหย่อนภาษีโดยตรงสำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ไม่อยู่ในประเภทต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
- การลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา: สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีสำหรับ E-Bike อาจต้องรอการประกาศมาตรการเฉพาะทางจากกรมสรรพากร ซึ่งเป็นคนละส่วนกับมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรม EV
- ความชัดเจนทางกฎหมาย: สิทธิประโยชน์ตามนโยบาย EV จะครอบคลุมยานพาหนะที่นิยามว่าเป็น “รถ” ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ซึ่งจักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่ไม่เข้าข่าย
ภาพรวมนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า EV 2568
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยได้เดินทางมาถึงช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยต่อยอดจากมาตรการ EV 3 สู่ มาตรการ EV 3.5 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2570 เป้าหมายหลักของนโยบายนี้คือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการใช้งานในประเทศอย่างแพร่หลาย เพื่อลดการปล่อยมลพิษและก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากเป็นตัวกำหนดทิศทางของตลาด ทั้งในด้านราคา สิทธิประโยชน์ และเงื่อนไขต่างๆ โดยภาครัฐได้ออกแบบนโยบายให้มีความต่อเนื่องและปรับปรุงเงื่อนไขบางประการเพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน ป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดและสงครามราคาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งข้อมูลล่าสุด ณ เดือนตุลาคม 2568 มียอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) สะสมสูงถึง 238,183 คัน สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตที่ก้าวกระโดดและผลสำเร็จของนโยบายที่ผ่านมา
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขสำคัญ
มาตรการ EV 3.5 ถือเป็นหัวใจหลักของนโยบาย EV 2568 ที่มอบสิทธิประโยชน์หลายด้านให้แก่ผู้ซื้อและผู้ผลิต โดยมีเงื่อนไขที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริมการลงทุนและการผลิตในประเทศเป็นสำคัญ สิทธิประโยชน์หลักสามารถแบ่งออกได้เป็นเงินอุดหนุนและมาตรการทางภาษี
เงินอุดหนุนจากภาครัฐสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
หนึ่งในแรงจูงใจที่สำคัญที่สุดคือเงินอุดหนุน EV ที่ภาครัฐมอบให้แก่ผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าที่ประกอบหรือผลิตในประเทศ โดยจำนวนเงินอุดหนุนจะแตกต่างกันไปตามประเภทของรถยนต์และขนาดของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยให้ราคาจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
| ประเภทรถยนต์ไฟฟ้า | เงื่อนไขราคาและแบตเตอรี่ | เงินอุดหนุนสูงสุด (บาท/คัน) |
|---|---|---|
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท / แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | 100,000 |
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท / แบตเตอรี่ < 50 kWh | 50,000 |
| รถกระบะไฟฟ้า | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท / แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | 100,000 |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | ราคาไม่เกิน 150,000 บาท / แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh | 10,000 |
สิทธิประโยชน์ด้านภาษี: การลดอากรนำเข้าและภาษีสรรพสามิต
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนโดยตรงแล้ว มาตรการ EV 3.5 ยังคงสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการและส่งผลต่อราคาจำหน่ายปลีกที่ถูกลงสำหรับผู้บริโภค ดังนี้:
- การลดอากรนำเข้า: สำหรับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ในช่วงปี 2567-2568 ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับการลดอากรนำเข้าสูงสุดถึง 40% ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำรถรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดได้ในราคาที่แข่งขันได้ ก่อนที่จะเริ่มสายการผลิตในประเทศ
- การลดภาษีสรรพสามิต: รถยนต์นั่งไฟฟ้าที่มีราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท จะได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตเหลือเพียง 2% จากอัตราปกติที่ 8% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาสุดท้ายของรถยนต์ไฟฟ้าถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ
เงื่อนไขสำหรับผู้ประกอบการ: การผลิตชดเชยและมาตรฐานแบตเตอรี่
เพื่อให้แน่ใจว่าสิทธิประโยชน์ที่ภาครัฐมอบให้จะนำไปสู่การลงทุนและการจ้างงานในประเทศ มาตรการ EV 3.5 ได้กำหนดเงื่อนไขที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการไว้ดังนี้:
- เงื่อนไขการผลิตชดเชย: ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจะต้องมีแผนการผลิตชดเชยในประเทศ โดยกำหนดอัตราส่วนการนำเข้าต่อการผลิตไว้ที่ 1:2 (นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตชดเชย 2 คัน) ภายในปี 2569 และจะเพิ่มเป็น 1:3 ภายในปี 2570 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตั้งฐานการผลิตในไทยอย่างแท้จริง
- มาตรฐานแบตเตอรี่: แบตเตอรี่ที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าจะต้องผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และต้องรองรับเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว (Quick Charge) เพื่อสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพให้กับผู้บริโภค
คำตอบที่ชัดเจน: อัปเดตนโยบาย EV 2568: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้ไหม?
จากข้อมูลและรายละเอียดของมาตรการ EV 3.5 ที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามหลักได้ว่า ในปัจจุบัน นโยบาย EV 2568 ยังไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่ไม่ต้องจดทะเบียน เนื่องจากเป้าหมายของนโยบายมุ่งเน้นไปที่ “ยานยนต์” ตามคำนิยามของกฎหมาย ซึ่งหมายถึงรถที่ต้องมีการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก
สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในนโยบายปัจจุบัน
ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งได้รับความนิยมสูงสำหรับการเดินทางในระยะใกล้และในเมือง ยังไม่ถูกรวมอยู่ในกรอบของมาตรการรัฐ EV ชุดปัจจุบัน สิทธิประโยชน์ที่ระบุไว้ ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุน การลดอากรนำเข้า หรือการลดภาษีสรรพสามิต ล้วนมีเงื่อนไขผูกกับยานยนต์ที่ต้องจดทะเบียนและมีคุณสมบัติตามที่กำหนด เช่น ขนาดแบตเตอรี่และราคาจำหน่าย ดังนั้น ผู้ที่ซื้อ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อใช้งานส่วนตัว จะยังไม่สามารถขอรับสิทธิประโยชน์เหล่านี้ได้
ความแตกต่างสำคัญ ระหว่าง “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” และ “จักรยานไฟฟ้า (E-Bike)”
การทำความเข้าใจความแตกต่างทางกฎหมายระหว่างยานพาหนะสองประเภทนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น:
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle): เป็นยานพาหนะที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ “รถจักรยานยนต์” ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด มีกำลังมอเตอร์และความเร็วสูง ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก มีแผ่นป้ายทะเบียน ผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ และต้องทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) รถประเภทนี้เข้าเกณฑ์รับเงินอุดหนุน 10,000 บาท หากมีคุณสมบัติตามที่นโยบาย EV 3.5 กำหนด
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): โดยทั่วไปหมายถึงจักรยานที่มีการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยผ่อนแรง (Pedal-assist) หรือมีคันเร่ง แต่มีความเร็วและกำลังมอเตอร์จำกัด ทำให้ไม่เข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ตามกฎหมาย จึงไม่ต้องจดทะเบียน ไม่ต้องมีใบขับขี่ และไม่ถูกบังคับให้ทำ พ.ร.บ. ด้วยเหตุนี้ E-Bike จึงไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน
โอกาสในอนาคตและสิ่งที่ผู้บริโภคควรติดตาม
แม้ว่าการลดหย่อนภาษี จักรยานไฟฟ้าจะยังไม่เกิดขึ้นภายใต้นโยบาย EV 3.5 แต่ไม่ได้หมายความว่าโอกาสจะหมดไปโดยสิ้นเชิง ทิศทางของภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการลดมลพิษทางอากาศ อาจนำไปสู่การออกมาตรการสนับสนุนยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กในอนาคตได้ ซึ่งอาจมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
สิ่งที่ผู้บริโภคและผู้ที่สนใจควรติดตามอย่างใกล้ชิดคือประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องภาษี เช่น กรมสรรพากร ซึ่งอาจมีมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อส่งเสริมการซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นการเฉพาะ คล้ายกับโครงการในอดีตอย่าง “ช้อปดีมีคืน” ซึ่งหากมีการออกมาตรการในลักษณะนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จักรยานไฟฟ้าจะถูกรวมเข้าไปเป็นหนึ่งในสินค้าที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
แม้มาตรการ EV 3.5 จะยังไม่ครอบคลุมจักรยานไฟฟ้าโดยตรง แต่ทิศทางการส่งเสริมพลังงานสะอาดของภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยบวกที่น่าจับตามองสำหรับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในอนาคต ซึ่งอาจมีมาตรการสนับสนุนในรูปแบบอื่นตามมา
สรุปและแนวทางการเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้า
โดยสรุป การอัปเดตนโยบาย EV 2568 หรือมาตรการ EV 3.5 ได้วางกรอบการสนับสนุนที่ชัดเจนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียน เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศและกระตุ้นการใช้งาน อย่างไรก็ตาม สำหรับคำถามที่ว่า ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้ไหม คำตอบในปัจจุบันคือยังไม่สามารถทำได้ภายใต้มาตรการนี้ เนื่องจากจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ไม่เข้าข่ายเป็นยานยนต์ที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่มีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีโดยตรง การเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางในยุคปัจจุบัน ด้วยข้อดีในด้านความประหยัด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความคล่องตัวในการใช้งานในเมือง การเลือกซื้อยานพาหนะที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากความต้องการใช้งานและไลฟ์สไตล์เป็นหลัก
สำหรับผู้ที่มองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าหลากหลายประเภท พร้อมให้คำปรึกษาและบริการหลังการขายที่น่าเชื่อถือ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: @705dancc
- Website: ติดต่อเรา
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

