รัฐหนุน EV! อัปเดตมาตรการภาษี E-Bike ที่คุณต้องรู้
ขณะที่ภาครัฐกำลังเดินหน้าผลักดันนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง การอัปเดตข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนและโครงสร้างภาษีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น รัฐหนุน EV! อัปเดตมาตรการภาษี E-Bike ที่คุณต้องรู้ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานสะอาดและการมองหาทางเลือกในการเดินทางที่ช่วยประหยัดน้ำมัน
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง
- มาตรการ EV 3.0 ซึ่งให้เงินอุดหนุนและลดหย่อนภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า จะสิ้นสุดการขายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งอาจส่งผลให้ราคารถยนต์ EV ปรับตัวสูงขึ้น
- โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 จะพิจารณาจากเกณฑ์ด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น เช่น ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้า (Electric Range) และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
- อัตราภาษีใหม่จะส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) และ Plug-in Hybrid (PHEV) ที่มีประสิทธิภาพสูง ในขณะที่รถยนต์สันดาปที่ปล่อยมลพิษสูงจะเผชิญกับอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการภาษีหรือเงินอุดหนุนที่เฉพาะเจาะจงสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่โครงสร้างภาษีใหม่จะครอบคลุมรถจักรยานยนต์ ซึ่งต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติม
- การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค และกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาใช้ยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ภาพรวมนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ลดปัญหามลพิษทางอากาศ และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก นโยบายเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคและทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ
สรุปมาตรการ EV 3.0: ช่วงสุดท้าย
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 1 หรือ EV 3.0 ถือเป็นกลไกสำคัญที่กระตุ้นตลาด EV ในประเทศไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มาตรการนี้ประกอบด้วยสิทธิประโยชน์หลักหลายประการ ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า
เงินอุดหนุน: ภาครัฐให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้า โดยวงเงินสูงสุดอยู่ที่ 150,000 บาทต่อคันสำหรับรถยนต์ที่มีขนาดแบตเตอรี่มากกว่า 30 kWh อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายของมาตรการ เงินอุดหนุนได้ถูกปรับลดลงเหลือระหว่าง 20,000–100,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่
การลดหย่อนภาษี: มาตรการนี้ยังรวมถึงการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าจาก 8% เหลือเพียง 2% และสำหรับรถกระบะไฟฟ้าเหลือ 0% นอกจากนี้ยังมีการลดอากรนำเข้าสำหรับรถยนต์สำเร็จรูป (CBU) สูงสุดถึง 40% ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ประกอบการจะต้องมีการผลิตชดเชยในประเทศตามอัตราที่กำหนด
มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดการเข้าร่วมโครงการ (การขาย) ในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และผู้ซื้อจะต้องจดทะเบียนยานยนต์ภายในวันที่ 31 มกราคม 2569 การสิ้นสุดลงของมาตรการนี้คาดว่าจะส่งผลให้ราคารถยนต์ EV ในตลาดปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 50,000–100,000 บาทต่อคัน
ก้าวสู่มาตรการ EV 3.5 และโครงสร้างภาษีใหม่
เพื่อรักษาความต่อเนื่องและยกระดับการสนับสนุนไปอีกขั้น คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการ EV 3.5 ซึ่งจะมาพร้อมกับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ใหม่ทั้งหมด โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการผลักดันให้ผู้บริโภคพิจารณาเลือกใช้ยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษต่ำ การปรับโครงสร้างภาษีนี้ครอบคลุมยานยนต์ทุกประเภท ตั้งแต่รถยนต์นั่ง รถกระบะ ไปจนถึงรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
เจาะลึกโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ปี 2569
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 ถือเป็นการปฏิรูปครั้งสำคัญที่เปลี่ยนจากการพิจารณาขนาดเครื่องยนต์เป็นหลัก มาสู่การใช้เกณฑ์ด้านเทคโนโลยีและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดอัตราภาษี ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางของโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน
เกณฑ์ใหม่ในการกำหนดอัตราภาษี
อัตราภาษีใหม่จะถูกคำนวณโดยพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน เพื่อส่งเสริมยานยนต์ที่มีคุณสมบัติที่พึงประสงค์ ดังนี้:
- ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้า (Electric Range): สำหรับรถยนต์ประเภท Plug-in Hybrid (PHEV) ยิ่งสามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวได้ไกลเท่าไหร่ ก็จะยิ่งได้รับอัตราภาษีที่ต่ำลง
- การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2): ยานยนต์ที่ปล่อย CO2 ในระดับต่ำจะเสียภาษีในอัตราที่ถูกกว่า ซึ่งเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน
- ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS): ยานยนต์ที่ติดตั้งระบบ ADAS อย่างน้อย 2 ระบบขึ้นไป จะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีเป็นพิเศษ เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน
- การใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศ: เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมชิ้นส่วนในประเทศ รถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในไทยจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
เปรียบเทียบอัตราภาษีสรรพสามิตยานยนต์ประเภทต่างๆ
การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างยานยนต์ประเภทต่างๆ โดยเฉพาะระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์สันดาป
| ประเภทรถยนต์ | เงื่อนไขสำคัญ | อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) | – | 2% (คงที่จากมาตรการ EV 3.0) |
| รถกระบะไฟฟ้า 100% (BEV) | – | 2% (ปรับขึ้นจากเดิม 0%) |
| รถยนต์ Plug-in Hybrid (PHEV) – ประสิทธิภาพสูง | วิ่งไฟฟ้า ≥80 กม., ถังน้ำมัน ≤45 ลิตร, ใช้แบตเตอรี่ผลิตในไทย | 5% |
| รถยนต์ Plug-in Hybrid (PHEV) – ทั่วไป | วิ่งไฟฟ้า <80 กม. | 10% |
| รถยนต์สันดาป / Hybrid | ปล่อย CO2 มากกว่า 200 กรัม/กม. | 35% – 40% |
| รถยนต์สันดาป / PHEV ขนาดใหญ่ | เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร | 30% – 50% |
จากตารางจะเห็นได้ว่า รถยนต์สันดาป โดยเฉพาะรุ่นที่ปล่อยมลพิษสูง จะได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีใหม่มากที่สุด ซึ่งเมื่อรวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีท้องถิ่นแล้ว อาจทำให้ราคาจำหน่ายพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สถานะและแนวโน้มมาตรการภาษีสำหรับ E-Bike
ในขณะที่นโยบายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ามีความชัดเจนมากขึ้น คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ แล้วยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐอย่างไร
ข้อมูลปัจจุบันเกี่ยวกับนโยบายภาษีจักรยานไฟฟ้า
จากข้อมูลล่าสุดที่เปิดเผยออกมา พบว่ามาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 รวมถึงโครงสร้างภาษีใหม่ ยังไม่ได้ระบุถึงมาตรการสนับสนุนที่เฉพาะเจาะจงสำหรับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเงินอุดหนุน หรือการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตโดยตรง การให้ความสำคัญในปัจจุบันยังคงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์นั่งและรถกระบะเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ได้ระบุว่าจะครอบคลุมถึง “รถจักรยานยนต์” ด้วย โดยจะใช้เกณฑ์พิจารณาจากขนาดเครื่องยนต์, ประเภทของเทคโนโลยี xEV, การปล่อย CO2, และการติดตั้งระบบ ADAS เช่นกัน แต่รายละเอียดและอัตราภาษีที่แน่ชัดสำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังคงต้องรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการต่อไป
ปัจจัยขับเคลื่อนนโยบายในอนาคต
แม้จะยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในปัจจุบัน แต่มีแนวโน้มว่าในอนาคตภาครัฐอาจพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ ด้วยเหตุผลหลายประการ:
- การเข้าถึงที่ง่ายกว่า: E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่ารถยนต์ ทำให้เป็นทางเลือกที่สามารถเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ได้ และช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าได้เร็วขึ้น
- การลดปัญหาจราจร: ยานพาหนะขนาดเล็กช่วยลดความแออัดของการจราจรในเขตเมืองได้เป็นอย่างดี
- การประหยัดพลังงาน: เป็นทางเลือกในการเดินทางระยะสั้นถึงปานกลางที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น ผู้ที่สนใจใน E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจึงควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงการคลัง และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) อย่างใกล้ชิด เพื่ออัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในปี 2569 และปีต่อๆ ไป
ผลกระทบต่อผู้บริโภคและทิศทางตลาด
การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่นี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ของตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในด้านราคา การแข่งขัน และตัวเลือกสำหรับผู้บริโภค
การเปลี่ยนแปลงของราคายานยนต์
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงของราคาขายปลีกยานยนต์ประเภทต่างๆ หลังวันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
- รถยนต์ไฟฟ้า (BEV): แม้อัตราภาษีสรรพสามิตจะยังคงอยู่ที่ 2% แต่การสิ้นสุดเงินอุดหนุนจากมาตรการ EV 3.0 จะทำให้ราคาจำหน่ายสูงขึ้นจากปัจจุบัน
- รถยนต์ Plug-in Hybrid (PHEV): รุ่นที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ใหม่ (วิ่งไฟฟ้าไกล, แบตเตอรี่ในประเทศ) จะได้เปรียบด้วยอัตราภาษีที่ต่ำ ในขณะที่รุ่นอื่นๆ อาจมีราคาสูงขึ้น
- รถยนต์สันดาปและ Hybrid (HEV): กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีการปล่อย CO2 สูง ซึ่งจะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้ราคาจำหน่ายแพงขึ้นอย่างชัดเจน และอาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง
โอกาสและความท้าทายในการเลือกซื้อ
สำหรับผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นับเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย โอกาสคือการมีตัวเลือกยานยนต์ไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้นในตลาด ขณะที่รถยนต์สันดาปจะถูกกดดันให้ต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยมลพิษ ความท้าทายคือการต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ รอบด้านมากขึ้น ทั้งราคาเริ่มต้น ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว และความคุ้มค่าของเทคโนโลยีที่ได้รับ
การปรับโครงสร้างภาษีนี้จะเป็นตัวเร่งให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องปรับกลยุทธ์ นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐมากขึ้น และในระยะยาวจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดการนำเข้าน้ำมันของประเทศ
สรุปภาพรวมและคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจ
การเปลี่ยนผ่านนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของไทยจากมาตรการ EV 3.0 สู่โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ในปี 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำและศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค แม้ว่ามาตรการในช่วงแรกจะมุ่งเน้นไปที่รถยนต์เป็นหลัก และยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายสนับสนุนจักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike แต่ทิศทางโดยรวมชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการส่งเสริมยานยนต์ทุกรูปแบบที่ใช้พลังงานสะอาด
สำหรับผู้ที่มองหาทางเลือกในการเดินทางที่คล่องตัว ประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แม้จะยังไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรง แต่ด้วยต้นทุนการใช้งานที่ต่ำและประโยชน์ด้านอื่นๆ ก็ทำให้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว
หากกำลังพิจารณาเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ สามารถเยี่ยมชมและเลือกซื้อได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งเป็นศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าหลากหลายประเภท ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ
สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทางต่างๆ:
FACEBOOK PAGE
LINE
หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

