อนาคตสัญจร: E-Bike จะเปลี่ยนโฉมเมืองไทยได้อย่างไร?
- ประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
- บทบาทสำคัญของ E-Bike ต่ออนาคตเมืองไทย
- ภาพรวมตลาด E-Bike และยานยนต์สองล้อไฟฟ้าในปัจจุบัน
- เทคโนโลยีขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ยุค E-Bike
- การปฏิรูปโครงสร้างเมืองเพื่อรองรับ E-Bike
- ผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ
- ความท้าทายและอุปสรรคในมุมมองผู้บริโภค
- บทบาทภาครัฐและนโยบายที่ต้องจับตามอง
- วิสัยทัศน์เมืองไทยในยุคแห่งการสัญจรด้วย E-Bike
- เริ่มต้นการเดินทางสู่อนาคต
ท่ามกลางความท้าทายของเมืองใหญ่ในประเทศไทย ทั้งปัญหารถติดสะสม มลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5 และค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงขึ้น คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ อนาคตสัญจร: E-Bike จะเปลี่ยนโฉมเมืองไทยได้อย่างไร? จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคำตอบสำคัญในฐานะยานพาหนะขนาดเล็ก (Micro-mobility) ที่มีศักยภาพในการปฏิวัติรูปแบบการเดินทางในเมือง เติมเต็มช่องว่างของระบบขนส่งมวลชน และผลักดันให้เมืองน่าอยู่มากยิ่งขึ้น
ประเด็นสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
- การตอบโจทย์ปัญหาเมือง: E-Bike เป็นทางออกสำหรับการเดินทางระยะสั้นถึงปานกลาง ช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ และเสียงในเขตเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การเชื่อมต่อการเดินทาง: จักรยานไฟฟ้าทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมการเดินทาง ch-mile / Last-mile ที่สำคัญ ช่วยให้การเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า BTS/MRT สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
- การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนโยบาย: นวัตกรรมแบตเตอรี่ ระบบชาร์จ และฟีเจอร์อัจฉริยะ ควบคู่ไปกับนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ เป็นปัจจัยเร่งให้ E-Bike ได้รับการยอมรับในวงกว้าง
- การปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์เมือง: การใช้งาน E-Bike ที่แพร่หลายจะนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น เลนจักรยานที่ปลอดภัย และส่งเสริมแนวคิดการวางผังเมืองสมัยใหม่อย่าง “เมือง 15 นาที”
- ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ: การเติบโตของตลาด E-Bike ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค
บทบาทสำคัญของ E-Bike ต่ออนาคตเมืองไทย
E-Bike ไม่ใช่เป็นเพียงกระแสแฟชั่นชั่วคราว แต่เป็นเมกะเทรนด์ระดับโลกที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการคมนาคมในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ด้วยยอดขายที่คาดการณ์ว่าจะสูงถึง 40 ล้านคันต่อปีทั่วโลก ยานพาหนะชนิดนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่อนาคตการสัญจรที่ยั่งยืน
โซลูชันสำหรับปัญหาเมืองใหญ่
เมืองใหญ่ของไทย เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เชียงใหม่ หรือพัทยา ต่างเผชิญกับปัญหาที่คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นการจราจรที่หนาแน่น มลพิษทางอากาศและเสียง รวมถึงข้อจำกัดด้านที่จอดรถ ข้อมูลชี้ว่าการเดินทางส่วนใหญ่ในแต่ละวันเป็นการเดินทางในระยะสั้นถึงปานกลาง (3–10 กิโลเมตร) ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการใช้ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หากสามารถส่งเสริมให้ยานพาหนะเหล่านี้กลายเป็นตัวเลือกหลักสำหรับการเดินทางไปทำงาน ไปสถานที่ใกล้บ้าน หรือต่อไปยังระบบขนส่งมวลชน จะสามารถลดจำนวนรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันบนท้องถนนลงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน
การเติมเต็มช่องว่างของระบบขนส่ง
E-Bike ทำหน้าที่เป็นโซลูชันการเดินทางขนาดเล็ก (Micro-mobility) ที่ช่วยเชื่อมต่อการเดินทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะการเดินทางในระยะ “First-mile” (จากบ้านไปยังสถานีรถไฟฟ้า) และ “Last-mile” (จากสถานีไปยังที่ทำงานหรือจุดหมายปลายทาง) ซึ่งเป็นช่องว่างที่การเดินเท้าอาจไกลเกินไปและการใช้บริการขนส่งสาธารณะอื่นอาจไม่สะดวก การมี E-Bike เป็นทางเลือกจะช่วยลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัวและแท็กซี่ ทำให้ระบบนิเวศการเดินทางโดยรวมมีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น
ภาพรวมตลาด E-Bike และยานยนต์สองล้อไฟฟ้าในปัจจุบัน
ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากการเป็นประเทศที่มีการใช้รถจักรยานยนต์อย่างหนาแน่น ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ ตลาดในปัจจุบันเริ่มคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการเข้ามาของผู้เล่นรายใหญ่และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ
บริบทตลาดและแรงสนับสนุนจากภาครัฐ
รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างจริงจัง โดยมีมาตรการจูงใจและเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลให้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและ E-Bike กลายเป็นตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและธุรกิจเดลิเวอรีที่ต้องการลดต้นทุนด้านพลังงานและค่าบำรุงรักษา
ผู้เล่นหลักและกลยุทธ์การตลาด
ตลาด E-Bike ในไทยมีผู้เล่นทั้งแบรนด์ระดับโลกและบริษัทไทยที่เข้ามาแข่งขันกันอย่างเข้มข้น โดยแต่ละรายต่างมีกลยุทธ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน
| ผู้เล่นในตลาด | กลยุทธ์และจุดเด่น | กลุ่มเป้าหมาย |
|---|---|---|
| YADEA | เน้นเทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะ (TTFAR) เพื่อประสิทธิภาพการวิ่งที่ไกลขึ้น, ตั้งฐานการผลิตในประเทศ (สมุทรปราการ) โดยใช้แรงงานและซัพพลายเออร์ในไทยเพื่อสร้างความยั่งยืน | ผู้ใช้งานที่มองหา E-Bike และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงและเทคโนโลยีล้ำสมัย |
| AJ EV | ใช้กลยุทธ์ด้านราคาที่เข้าถึงได้, โปรโมตเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ, สร้างความมั่นใจด้วยมาตรฐานการผลิต การรับประกัน และบริการหลังการขาย | ผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์น้ำมันเดิมที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า และผู้ที่มองหาตัวเลือกที่คุ้มค่า |
เทรนด์ที่เห็นได้ชัดในตลาดคือ ผู้ผลิตต่างมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค เพื่อลดความกังวลในประเด็นต่างๆ เช่น อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ และความทนทานของตัวรถ ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล พร้อมบริการหลังการขายที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มฟีเจอร์อัจฉริยะ เช่น ระบบติดตาม GPS ป้องกันการโจรกรรม และการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัย
เทคโนโลยีขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสู่ยุค E-Bike
การพัฒนาทางเทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญที่จะผลักดันให้ E-Bike กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่เป็นตัวขับเคลื่อน
นวัตกรรมแบตเตอรี่
เทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในปัจจุบันมีน้ำหนักเบาลงและมีความจุสูงขึ้น ทำให้ E-Bike สามารถวิ่งได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง นอกจากนี้ การวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ชนิด Solid-state ในอนาคตจะเข้ามาปฏิวัติวงการอีกครั้ง โดยมีศักยภาพที่จะเพิ่มระยะทางและลดระยะเวลาในการชาร์จลงได้อย่างมหาศาล ซึ่งจะช่วยขจัดข้อจำกัดด้านระยะทางและทำให้ E-Bike เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น
โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ
กุญแจสำคัญสู่การยอมรับในวงกว้างคือความสะดวกในการเข้าถึงสถานีชาร์จ การเร่งขยายเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะและกำหนดมาตรฐานหัวชาร์จที่เป็นหนึ่งเดียวกัน จะช่วยลดความกังวลของผู้ใช้งาน หากมีการติดตั้งจุดชาร์จตามพื้นที่สำคัญ เช่น สถานีบริการน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า หรือจุดเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ จะทำให้ผู้คนกล้าที่จะเลือกใช้ E-Bike ในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ฟีเจอร์อัจฉริยะและความปลอดภัย
E-Bike ในอนาคตจะไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่จะเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับผู้ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน ฟีเจอร์อย่างระบบติดตาม GPS แบบเรียลไทม์ ระบบแจ้งเตือนการโจรกรรม และการวิเคราะห์ข้อมูลการขับขี่ จะกลายเป็นมาตรฐานที่ช่วยเพิ่มทั้งความปลอดภัยและความสะดวกสบาย นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ช่วยขี่เพื่อตรวจจับสภาพแวดล้อมและป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งจะทำให้การเดินทางด้วย E-Bike ปลอดภัยสำหรับทุกคน
การปฏิรูปโครงสร้างเมืองเพื่อรองรับ E-Bike
การที่ E-Bike จะสามารถเปลี่ยนโฉมเมืองได้อย่างเต็มศักยภาพ จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองควบคู่กันไป เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้งานอย่างแท้จริง
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค E-Bike ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนยานพาหนะ แต่คือการคืนพื้นที่ถนนให้กับผู้คน และออกแบบเมืองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ระบบขนส่งเชื่อมต่อไร้รอยต่อ (First-mile / Last-mile)
แนวโน้มทั่วโลกคือการบูรณาการ E-Bike เข้ากับระบบขนส่งสาธารณะหลัก โดยการสร้างที่จอดรถและจุดชาร์จ E-Bike บริเวณสถานีรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน หรือป้ายรถประจำทาง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ E-Bike เดินทางจากบ้านมายังสถานี และจากสถานีต่อไปยังที่ทำงานได้อย่างสะดวกสบาย รูปแบบการเดินทางแบบผสมผสาน (Intermodal) นี้จะช่วยลดปริมาณรถยนต์ส่วนตัวที่เข้ามาในใจกลางเมืองและแก้ปัญหารถติดบริเวณสถานีและศูนย์การค้าได้
โครงข่ายเลนจักรยานและการจัดสรรพื้นที่ถนนใหม่
ความปลอดภัยเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจใช้ E-Bike การลงทุนสร้างโครงข่ายเลนจักรยานที่ปลอดภัย มีการแบ่งแยกออกจากช่องจราจรของรถยนต์อย่างชัดเจน และเชื่อมต่อย่านสำคัญต่างๆ เข้าด้วยกัน จะเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้ผู้คนกล้าหันมาใช้ E-Bike ในชีวิตประจำวัน เมืองที่ให้ความสำคัญกับทางเท้าและเลนจักรยานมากขึ้น มักจะนำไปสู่การจัดสรรพื้นที่ถนนใหม่ โดยลดพื้นที่สำหรับรถยนต์และเพิ่มพื้นที่สำหรับกิจกรรมชุมชน ร้านค้า และพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นการเปลี่ยนบุคลิกของเมืองให้มีชีวิตชีวาและเป็นมิตรกับผู้คนมากขึ้น
โมเดล “เมือง 15 นาที” และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
แนวคิด “เมือง 15 นาที” (15-Minute City) คือการวางผังเมืองที่ประชาชนสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ภายใน 15 นาทีด้วยการเดินหรือปั่นจักรยาน E-Bike เป็นเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบสำหรับแนวคิดนี้ เมื่อการเดินทางระยะสั้นมีความสะดวก ปลอดภัย และราคาถูก ผู้คนไม่จำเป็นต้องกระจุกตัวอยู่ใกล้แหล่งงานในใจกลางเมืองเสมอไป ทำให้ย่านชานเมืองมีศักยภาพในการพัฒนามากขึ้น ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ อาจเริ่มออกแบบให้มีที่จอดและจุดชาร์จ E-Bike เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกมาตรฐาน เช่นเดียวกับที่จอดรถยนต์ในปัจจุบัน
ผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ
การส่งเสริม E-Bike ให้แพร่หลายไม่ได้ส่งผลดีต่อระบบคมนาคมเพียงอย่างเดียว แต่ยังสร้างประโยชน์ในมิติอื่นๆ อย่างครอบคลุม
คุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมเมือง
การเปลี่ยนจากการใช้รถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมาเป็น E-Bike จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) และฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการปรับปรุงคุณภาพอากาศในเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอาเซียน โดยการสร้างอุปสงค์ภายในประเทศจะช่วยรองรับฐานการผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วนต่างๆ ในอนาคต
สุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน
แม้ว่า E-Bike จะมีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยผ่อนแรง แต่ผู้ขับขี่ยังคงต้องออกแรงปั่นอยู่บ้าง ซึ่งช่วยส่งเสริมกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่อาจไม่สะดวกปั่นจักรยานธรรมดาในระยะทางไกลหรือเส้นทางที่มีความชัน การเปลี่ยนจากการนั่งเครียดอยู่บนรถที่ติดขัดมาเป็นการเดินทางด้วย E-Bike ยังช่วยลดความเครียดและเพิ่มคุณภาพชีวิตโดยรวมได้อีกด้วย
เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในประเทศ
การเติบโตของตลาด E-Bike และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในประเทศจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลายมิติ การตั้งโรงงานผลิตในประเทศ เช่น กรณีของ YADEA ที่ตั้งเป้าผลิตถึง 600,000 คันภายใน 3 ปี จะช่วยสร้างงาน สร้างทักษะแรงงาน และพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในไทย นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องตามมา เช่น ศูนย์ซ่อมบำรุง สถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ และธุรกิจให้เช่าหรือแชร์ริ่ง E-Bike
ความท้าทายและอุปสรรคในมุมมองผู้บริโภค
แม้ว่าศักยภาพของ E-Bike จะมีสูง แต่การยอมรับในวงกว้างยังคงมีความท้าทายอยู่หลายประการ ผู้บริโภคชาวไทยจำนวนมากยังคงมีความลังเลและกังวลในประเด็นสำคัญ ดังนี้:
- คุณภาพและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่: ความกังวลเรื่องแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วและค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนที่ค่อนข้างสูง
- ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ: ความกลัวว่าแบตเตอรี่จะหมดกลางทาง (Range Anxiety) โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางไกลกว่าปกติ
- ความสะดวกในการชาร์จ: การหาจุดชาร์จสาธารณะที่ยังไม่ครอบคลุม และความยุ่งยากในการถอดแบตเตอรี่ไปชาร์จในที่พักอาศัยบางประเภท เช่น อพาร์ตเมนต์
- ความน่าเชื่อถือของแบรนด์และบริการหลังการขาย: ความไม่แน่ใจในมาตรฐานของผู้ผลิตรายใหม่ๆ และการหาศูนย์บริการที่เชื่อถือได้
ดังนั้น กลยุทธ์สำคัญของผู้ประกอบการคือการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ผ่านการรับประกันคุณภาพสินค้า การสื่อสารข้อมูลที่โปร่งใส และการขยายเครือข่ายบริการหลังการขายให้ครอบคลุม นอกจากนี้ ปัญหาด้านราคาเริ่มต้นที่ยังสูงกว่ารถจักรยานยนต์น้ำมันทั่วไปยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับผู้มีรายได้น้อย หากไม่มีมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐหรือทางเลือกทางการเงินที่เหมาะสม
บทบาทภาครัฐและนโยบายที่ต้องจับตามอง
นโยบายของภาครัฐมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางอนาคตของ E-Bike ในประเทศไทย ปัจจุบันรัฐบาลได้เดินหน้าแผนการผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้าน EV ในอาเซียน ผ่านมาตรการจูงใจทางภาษีและเงินอุดหนุน อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่เชิงนโยบายที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อปลดล็อกศักยภาพของ E-Bike อย่างเต็มที่ ได้แก่:
- นโยบายระดับเมือง: การที่หน่วยงานท้องถิ่น เช่น กรุงเทพมหานคร ออกข้อบัญญัติและจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างเลนจักรยานที่ปลอดภัยและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
- มาตรฐานความปลอดภัย: การกำหนดกฎระเบียบที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเร็วสูงสุดที่อนุญาต การบังคับสวมหมวกนิรภัย และข้อปฏิบัติในการใช้ทางร่วมกับยานพาหนะอื่นและคนเดินเท้า
- การส่งเสริมโมเดลธุรกิจใหม่: การสนับสนุนธุรกิจ E-Bike Sharing หรือระบบเช่ารายเที่ยว เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและทดลองใช้งานได้ง่ายขึ้น
การริเริ่มโครงการนำร่องในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เช่น การสร้าง “ย่าน E-Bike ที่เป็นมิตร” (E-Bike Friendly Zone) ที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับครบวงจร หรือโครงการนำร่องให้หน่วยงานราชการใช้ E-Bike ในการเดินทางระยะใกล้ จะช่วยสร้างกรณีศึกษาที่ชัดเจนและเร่งให้สังคมเกิดการยอมรับได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
วิสัยทัศน์เมืองไทยในยุคแห่งการสัญจรด้วย E-Bike
หากการพัฒนาเทคโนโลยี การลงทุนของภาคเอกชน และการสนับสนุนจากภาครัฐดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ภาพของเมืองไทยในอีก 10–15 ปีข้างหน้าอาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง สัดส่วนของรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันบนท้องถนนจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด และถูกแทนที่ด้วย E-Bike และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เงียบและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวจะมีบริการ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าให้เช่าอย่างแพร่หลาย กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่งสาธารณะ พื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าจะถูกออกแบบใหม่ให้รองรับการจอดและชาร์จยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กเหล่านี้อย่างเป็นระบบ และที่สำคัญที่สุด คุณภาพอากาศในเมืองจะดีขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้นตามไปด้วย
เริ่มต้นการเดินทางสู่อนาคต
E-Bike ไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงสู่วิถีชีวิตเมืองที่ชาญฉลาด ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อผู้คนมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ผลิต และผู้ใช้งานทุกคน สำหรับผู้ที่พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งสำคัญนี้ การเริ่มต้นเลือกหาจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่ พร้อมให้คำปรึกษาและบริการเพื่อให้คุณมั่นใจในการก้าวสู่โลกแห่งการสัญจรแห่งอนาคต
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
FACEBOOK PAGE: FACEBOOK PAGE
LINE: LINE
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

