ส่องนโยบายรัฐ 2569: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้ไหม?
- ภาพรวมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปี 2569
- เจาะลึกโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ไฟฟ้าฉบับใหม่
- สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในนโยบายปัจจุบัน
- วิเคราะห์แนวโน้มและสิ่งที่ผู้บริโภคควรทราบ
- สรุปภาพรวมนโยบาย EV และคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจ E-Bike
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการส่งเสริมจากภาครัฐ ทำให้เกิดคำถามสำคัญในหมู่ผู้บริโภคว่า ส่องนโยบายรัฐ 2569: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้ไหม? บทความนี้จะวิเคราะห์และให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุน EV ของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถวางแผนการซื้อได้อย่างถูกต้องและเข้าใจถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เป็นไปได้
- นโยบายปี 2569 ไม่ครอบคลุม E-Bike: จากข้อมูลที่ประกาศอย่างเป็นทางการ ณ วันที่ 14 มกราคม 2569 นโยบายสนับสนุนด้านภาษีสรรพสามิตมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV), และรถยนต์ไฮบริด (HEV/MHEV) เป็นหลัก โดยยังไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง
- มาตรการ EV 3.5 ปรับลดการสนับสนุน: มาตรการสนับสนุน EV 3.0 ที่ให้เงินอุดหนุนสูงจะสิ้นสุดลงในปลายปี 2568 และถูกแทนที่ด้วยมาตรการ EV 3.5 ซึ่งมีการปรับลดระดับการสนับสนุนลงและผ่อนปรนเงื่อนไขการผลิตชดเชยสำหรับผู้ประกอบการ
- โครงสร้างภาษีใหม่เน้นรถยนต์: อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ได้กำหนดอัตราที่ชัดเจนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ เช่น BEV อยู่ที่ 2% และ PHEV อยู่ที่ 5-10% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข แต่ไม่มีการระบุถึงจักรยานไฟฟ้า
- ความชัดเจนต้องรอประกาศเพิ่มเติม: แม้ว่านโยบายปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม E-Bike แต่ทิศทางของรัฐบาลในการส่งเสริมพลังงานสะอาดอาจนำไปสู่การออกมาตรการใหม่ในอนาคต ผู้บริโภคจึงควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมสรรพสามิต อย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยมีนโยบายภาครัฐเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมาให้ความสนใจยานพาหนะพลังงานไฟฟ้าในทุกรูปแบบ ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงยานพาหนะขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า คำถามที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายคือ ส่องนโยบายรัฐ 2569: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้ไหม? ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของผู้บริโภคต่อการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้การเป็นเจ้าของยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลสามารถเข้าถึงได้ง่ายและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับขอบเขตของนโยบายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
บทความนี้จะทำการวิเคราะห์รายละเอียดของมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จะเริ่มมีผลในปี 2569 โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ประกาศโดยหน่วยงานภาครัฐ โดยจะเจาะลึกถึงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ประเภทของยานยนต์ที่ได้รับการสนับสนุน และที่สำคัญคือการให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าภายใต้นโยบายเหล่านี้ เพื่อให้ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนสำหรับประกอบการตัดสินใจ
ภาพรวมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปี 2569
รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค ผ่านการออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง โดยนโยบายสำหรับปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน จากมาตรการที่เน้นการอุดหนุนเพื่อกระตุ้นตลาดในระยะแรก ไปสู่การสร้างเสถียรภาพทางโครงสร้างภาษีในระยะยาว เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน
การสิ้นสุดของมาตรการ EV 3.0 และการเปลี่ยนผ่านสู่ EV 3.5
มาตรการ EV 3.0 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของเงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (สูงสุด 150,000 บาทต่อคัน) จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 มาตรการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้างความตื่นตัวและกระตุ้นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการ EV 3.5 มาเพื่อรองรับ
สำหรับมาตรการ EV 3.5 ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2567 และจะต่อเนื่องไปนั้น มีการปรับลดวงเงินอุดหนุนลง และผ่อนปรนเงื่อนไขการผลิตชดเชยสำหรับผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่าย การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐกำลังปรับนโยบายจากการ “สร้างตลาด” ไปสู่การ “รักษาเสถียรภาพ” และส่งเสริมให้เกิดการผลิตในประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้ส่งผลโดยตรงต่อภาพรวมของตลาด EV ในปีต่อๆ ไป
เป้าหมายหลักของภาครัฐในการส่งเสริม EV
เป้าหมายหลักของนโยบาย EV ภาครัฐไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดราคารถยนต์ แต่ครอบคลุมมิติที่กว้างกว่านั้น ได้แก่:
- การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์: การเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปภายในมาเป็นยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของประเทศในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
- การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve): รัฐบาลมุ่งหวังที่จะสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงการประกอบรถยนต์ เพื่อสร้างการจ้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
- การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน: การลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และหันมาใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้เองในประเทศ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
ดังนั้น นโยบายที่ออกมาจึงมุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ที่มีผลกระทบสูงต่อเป้าหมายเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก
เจาะลึกโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ไฟฟ้าฉบับใหม่
หัวใจสำคัญของนโยบายสนับสนุน EV ในปี 2569 คือการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 และกำหนดอัตราคงที่เป็นระยะเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569-2575) การกำหนดอัตราภาษีในระยะยาวนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้บริโภค ทำให้สามารถวางแผนการผลิตและการซื้อขายได้อย่างชัดเจน โดยมีรายละเอียดการจัดเก็บภาษีตามประเภทยานยนต์ที่แตกต่างกัน
| ประเภทยานยนต์ | เกณฑ์และเงื่อนไขหลัก | อัตราภาษีสรรพสามิต |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | ไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม | 2% (ลดจากอัตราปกติ 8%) |
| รถกระบะไฟฟ้า (Electric Pickup) | ไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม | 2% (ปรับจากอัตราเดิม 0%) |
| ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) – อัตราพิเศษ | วิ่งด้วยไฟฟ้า ≥ 80 กม./ชาร์จ + มีระบบ ADAS ≥ 2 ระบบ + ใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในไทย | 5% |
| ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) – อัตราทั่วไป | วิ่งด้วยไฟฟ้า < 80 กม./ชาร์จ | 10% |
| ไฮบริด/ไมล์ดไฮบริด (HEV/MHEV) – อัตราพิเศษ | ปล่อย CO₂ ≤ 100 กรัม/กม. | 6% |
| ไฮบริด/ไมล์ดไฮบริด (HEV/MHEV) – อัตราทั่วไป | ปล่อย CO₂ 101-120 กรัม/กม. | 9% |
อัตราภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถกระบะไฟฟ้า
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 100% (Battery Electric Vehicle: BEV) จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราพิเศษที่ 2% ซึ่งลดลงจากอัตราปกติที่ 8% อย่างมีนัยสำคัญ เพื่อทำให้ราคาจำหน่ายสุดท้ายสามารถแข่งขันได้และจูงใจผู้บริโภค ในขณะที่รถกระบะไฟฟ้าซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการยกเว้นภาษี (0%) จะถูกปรับมาจัดเก็บในอัตรา 2% เช่นกัน การปรับเปลี่ยนนี้เป็นการสร้างมาตรฐานเดียวกันสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ทั้งหมด
เงื่อนไขและอัตราภาษีสำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)
รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle: PHEV) มีโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนขึ้น โดยแบ่งออกเป็นสองอัตราเพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง:
- อัตราภาษี 5%: สำหรับรถยนต์ PHEV ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐต้องการส่งเสริม ได้แก่ สามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางไม่น้อยกว่า 80 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง, มีการติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver-Assistance Systems: ADAS) อย่างน้อย 2 ระบบ และที่สำคัญคือต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตภายในประเทศ
- อัตราภาษี 10%: สำหรับรถยนต์ PHEV ที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้างต้น เช่น มีระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าต่ำกว่า 80 กิโลเมตร
นอกจากนี้ยังมีการยกเลิกเกณฑ์การพิจารณาขนาดถังน้ำมันเชื้อเพลิง และหันมาใช้เกณฑ์ด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ เช่น ค่าความหนาแน่นของพลังงาน (Energy Density) และอายุการใช้งาน (Lifecycle) แทน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นคุณภาพและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีเป็นหลัก
เกณฑ์ภาษีสำหรับรถยนต์ไฮบริด (HEV/MHEV)
ในส่วนของรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle: HEV) และไมล์ดไฮบริด (Mild Hybrid Electric Vehicle: MHEV) ซึ่งไม่สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟได้ เกณฑ์การจัดเก็บภาษีจะพิจารณาจากอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เป็นสำคัญ:
- อัตราภาษี 6%: สำหรับรถยนต์ที่ปล่อย CO₂ ไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร
- อัตราภาษี 9%: สำหรับรถยนต์ที่ปล่อย CO₂ ระหว่าง 101-120 กรัมต่อกิโลเมตร
โครงสร้างภาษีนี้จูงใจให้ผู้ผลิตพัฒนารถยนต์ไฮบริดที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในนโยบายปัจจุบัน
หลังจากพิจารณาโครงสร้างภาษีสำหรับยานยนต์ประเภทต่างๆ แล้ว คำถามสำคัญที่หลายคนรอคอยคือ แล้วจักรยานไฟฟ้าหรือ E-Bike อยู่ในส่วนไหนของนโยบายเหล่านี้ คำตอบอาจไม่เป็นไปตามที่หลายคนคาดหวัง
คำตอบที่ชัดเจน: E-Bike ลดหย่อนภาษีปี 2569 ได้หรือไม่?
จากข้อมูลนโยบายของภาครัฐที่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการทั้งหมด ซึ่งรวมถึงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตที่จะมีผลในปี 2569 ยังไม่มีมาตรการใดที่ระบุถึงการลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นการเฉพาะ นโยบายที่ออกมาทั้งหมดมุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ 4 ล้อเป็นหลัก ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า, รถกระบะไฟฟ้า, และรถยนต์ไฮบริดประเภทต่างๆ
จากข้อมูลนโยบายที่ประกาศอย่างเป็นทางการ ณ ปัจจุบัน มาตรการสนับสนุนด้านภาษีสำหรับปี 2569 มุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดเป็นหลัก และยังไม่ครอบคลุมถึงการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นการเฉพาะ
สาเหตุหลักอาจมาจากการที่ภาครัฐต้องการมุ่งเป้าไปที่การลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในภาพใหญ่ก่อน ซึ่งรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นแหล่งปล่อยมลพิษที่สำคัญกว่ายานพาหนะขนาดเล็ก นอกจากนี้ การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ยังเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนมูลค่ามหาศาล ซึ่งเป็นเป้าหมายเชิงเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าภาครัฐไม่เห็นความสำคัญของยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก แต่อาจยังไม่ถูกจัดลำดับความสำคัญในมาตรการชุดปัจจุบัน
ย้อนดูมาตรการสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในอดีต
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ควรพิจารณาถึงมาตรการที่เคยมีสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในอดีต ภายใต้กรอบนโยบาย EV ที่ผ่านมา รัฐบาลเคยมีมาตรการสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ โดยมีการให้เงินอุดหนุนคันละ 18,000 บาท (สำหรับรถที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เช่น แบตเตอรี่ขนาด 3 kWh ขึ้นไป) และมีการลดอัตราภาษีสรรพสามิตเหลือเพียง 1%
มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นตลาดและส่งเสริมการผลิตในประเทศ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีความชัดเจนว่ามาตรการอุดหนุนและลดภาษีสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้จะถูกขยายต่อไปจนถึงปี 2569 หรือไม่ และที่สำคัญคือ มาตรการดังกล่าวก็ยังไม่ได้ครอบคลุมถึง “จักรยานไฟฟ้า” (E-Bike) ซึ่งถูกจัดอยู่ในประเภทที่แตกต่างจาก “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” (Electric Motorcycle)
วิเคราะห์แนวโน้มและสิ่งที่ผู้บริโภคควรทราบ
แม้ว่าคำตอบในปัจจุบันคือ E-Bike ยังไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้ในปี 2569 แต่ผู้บริโภคที่สนใจยานพาหนะประเภทนี้ก็ยังมีสิ่งที่ควรติดตามและเตรียมความพร้อม เนื่องจากภูมิทัศน์ของนโยบายพลังงานสะอาดยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ความสำคัญของการติดตามประกาศจากหน่วยงานภาครัฐ
นโยบายของรัฐบาลสามารถเปลี่ยนแปลงและมีมาตรการเพิ่มเติมออกมาได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อเทรนด์การใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ได้รับความนิยมสูงขึ้นจนมีนัยสำคัญต่อการเดินทางในเมือง (Urban Mobility) และสิ่งแวดล้อม ภาครัฐอาจพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมในอนาคต
ดังนั้น สิ่งที่ผู้บริโภคควรทำคือการติดตามข่าวสารและประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กรมสรรพสามิต, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), และกระทรวงอุตสาหกรรม การรับข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้จะช่วยให้ไม่พลาดโอกาสหากมีมาตรการใหม่ออกมาในอนาคต
การเตรียมความพร้อมสำหรับเทรนด์รถไฟฟ้าไทย
ถึงแม้จะยังไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีโดยตรง แต่การเลือกใช้ E-Bike ก็ยังคงมีข้อดีในด้านอื่น ๆ ที่น่าสนใจและสอดคล้องกับเทรนด์ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเมื่อเทียบกับน้ำมัน, ความคล่องตัวในการเดินทางในเมือง, และการเป็นส่วนหนึ่งของการลดมลพิษทางอากาศและเสียง การตัดสินใจซื้อ E-Bike จึงไม่ควรขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาถึงประโยชน์ใช้สอยในชีวิตประจำวันและความคุ้มค่าในระยะยาวด้วย
สรุปภาพรวมนโยบาย EV และคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจ E-Bike
โดยสรุป สำหรับคำถามที่ว่า ส่องนโยบายรัฐ 2569: ซื้อ E-Bike ลดหย่อนภาษีได้ไหม? คำตอบที่ชัดเจนจากข้อมูล ณ ปัจจุบันคือ “ยังไม่ได้” นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐในปี 2569 มุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดเป็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาพรวม
มาตรการ EV 3.0 กำลังจะสิ้นสุดลง และถูกแทนที่ด้วยมาตรการ EV 3.5 ที่ปรับลดการสนับสนุนลง พร้อมกับการบังคับใช้โครงสร้างภาษีใหม่ที่ให้สิทธิประโยชน์แก่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่อัตรา 2% และรถยนต์ไฮบริดประเภทต่างๆ ตามเงื่อนไขด้านเทคโนโลยีและการปล่อยมลพิษ ในขณะที่จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังไม่ได้ถูกระบุไว้ในมาตรการสนับสนุนด้านภาษีเหล่านี้
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของ E-Bike แม้จะยังไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ก็ยังสามารถได้รับประโยชน์จากความประหยัด ความสะดวกสบาย และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คำแนะนำที่ดีที่สุดคือการติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือนโยบายที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ควบคู่ไปกับการเลือกซื้อยานพาหนะที่ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ของตนเองมากที่สุด
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
แม้ว่านโยบายภาครัฐอาจยังไม่ครอบคลุม แต่การเลือกใช้ยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลยังคงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับการเดินทางในยุคปัจจุบัน ที่ GIANT Shopping Mall มีจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมือง การออกกำลังกาย หรือการใช้งานในชีวิตประจำวัน
สามารถเข้ามาสัมผัสและทดลองขับขี่ได้ที่ร้าน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อค้นหายานพาหนะที่ใช่สำหรับคุณ
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: @705dancc
Website: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

