รัฐหนุน EV! ซื้อ E-Bike ตอนนี้ได้ลดหย่อนภาษีจริงหรือ?
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV และ E-Bike
- ไขข้อข้องใจ: มาตรการ EV 3.5 ครอบคลุมจักรยานไฟฟ้าหรือไม่
- เจาะลึกมาตรการทางภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
- แล้วจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอยู่ตรงไหนของนโยบาย?
- การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ความจริงที่ต้องรู้
- ข่าวลือมาจากไหนและโอกาสในอนาคตของ E-Bike
- สรุป: ควรตัดสินใจซื้อ E-Bike ตอนนี้หรือไม่
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐหนุน EV! ซื้อ E-Bike ตอนนี้ได้ลดหย่อนภาษีจริงหรือ? คำถามนี้ได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มผู้ที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้จักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บทความนี้จะวิเคราะห์ข้อเท็จจริงจากนโยบายภาครัฐล่าสุด เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน และตรวจสอบว่าครอบคลุมถึงยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าหรือไม่
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV และ E-Bike
- นโยบายรัฐมุ่งเน้นรถยนต์ไฟฟ้า: มาตรการสนับสนุนหลัก เช่น EV 3.5 เน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เป็นหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการผลิตและการใช้ในประเทศ
- ยังไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับ E-Bike: จากข้อมูลที่เป็นทางการ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีนโยบายลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยเฉพาะสำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
- สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นคนละส่วนกัน: การลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเป็นมาตรการสำหรับผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งส่งผลต่อราคาจำหน่าย แต่ไม่ใช่การลดหย่อนภาษีประจำปีของผู้ซื้อโดยตรง
- ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง: นโยบายของภาครัฐสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต การติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นสิ่งจำเป็น
- การตัดสินใจซื้อควรมาจากปัจจัยอื่น: แม้จะยังไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่การเลือกใช้ E-Bike ยังคงมีข้อดีด้านการประหยัดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง ความคล่องตัว และการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณา
ไขข้อข้องใจ: มาตรการ EV 3.5 ครอบคลุมจักรยานไฟฟ้าหรือไม่
เมื่อพูดถึงนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ชื่อของ “มาตรการ EV 3.5” มักจะถูกกล่าวถึงเป็นอันดับแรก มาตรการนี้เป็นนโยบายต่อเนื่องจากระยะก่อนหน้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจในรายละเอียดของมาตรการนี้ยังคงมีความคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทหรือไม่
เป้าหมายหลักของนโยบาย EV 3.5
มาตรการ EV 3.5 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2570 มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV), รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ กลไกหลักของนโยบายคือการให้เงินอุดหนุน การลดอากรขาเข้า และการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อทำให้ราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปมากขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนผลิตในประเทศ
หัวใจสำคัญของมาตรการนี้คือการสร้างเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิประโยชน์ต้องตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อชดเชยการนำเข้าในช่วงแรก ซึ่งเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว ส่งเสริมการจ้างงาน และพัฒนาห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ
ยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์
ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจนคือ:
- รถยนต์นั่งไฟฟ้า (Battery Electric Vehicle – BEV): ได้รับเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสูงสุด เพื่อกระตุ้นตลาดผู้บริโภคโดยตรง
- รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle – PHEV): ได้รับการสนับสนุนทางภาษีสรรพสามิต แต่มีเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นเกี่ยวกับระยะทางที่วิ่งด้วยไฟฟ้าและขนาดถังน้ำมัน เพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง
- รถกระบะไฟฟ้า: เป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาในมาตรการนี้ เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านในกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์
จะเห็นได้ว่านโยบายนี้มุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่และมีมูลค่าสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางกลับกัน ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ยังไม่ถูกระบุไว้ในกลุ่มที่ได้รับสิทธิประโยชน์หลักภายใต้มาตรการ EV 3.5 โดยตรง
เจาะลึกมาตรการทางภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
เพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเหตุใดจักรยานไฟฟ้าจึงยังไม่เข้าเกณฑ์ การพิจารณารายละเอียดของโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อจูงใจผู้ผลิตให้หันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ
| ประเภทยานยนต์ | อัตราภาษีสรรพสามิต | เงื่อนไขสำคัญ |
|---|---|---|
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) | 2% (จากเดิม 8%) | ต้องเป็นผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการ EV 3.5 และมีแผนการผลิตในประเทศ |
| รถกระบะไฟฟ้า (BEV) | 2% (จากเดิม 0%) | ปรับขึ้นเพื่อสร้างความเท่าเทียมและจูงใจให้ผลิตในประเทศภายใต้มาตรการ |
| รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) | 5% – 10% | อัตรา 5% สำหรับรถที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ ≥80 กม. และใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในไทย อัตรา 10% สำหรับรถที่มีคุณสมบัติต่ำกว่า |
| จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) / สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า | ไม่ระบุในมาตรการ | ยังไม่มีการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตพิเศษหรือเงินอุดหนุนภายใต้นโยบาย EV 3.5 |
จากตารางจะเห็นว่า สิทธิประโยชน์ทางภาษีมุ่งเน้นไปที่การลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ BEV และ PHEV เป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่ให้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม สำหรับผู้ผลิตที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ไม่ใช่มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้บริโภครายย่อยโดยตรง
แล้วจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอยู่ตรงไหนของนโยบาย?
แม้ว่าจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะเป็นยานพาหนะไฟฟ้าที่ช่วยลดมลพิษและแก้ปัญหาการจราจรในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปัจจุบันยังไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายสนับสนุน EV ของภาครัฐ เหตุผลอาจมาจากหลายปัจจัย เช่น
- มูลค่าทางเศรษฐกิจ: นโยบายมุ่งเน้นการสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนและผลกระทบต่อ GDP สูงกว่า
- โครงสร้างพื้นฐาน: การสนับสนุนหลักยังคงเน้นไปที่การสร้างสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก
- นิยามและกฎระเบียบ: สถานะทางกฎหมายของจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในบางประเด็นยังคงไม่ชัดเจนเท่ากับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนได้
ดังนั้น ข้อสรุปในปัจจุบันคือ มาตรการสนับสนุนด้านภาษีและเงินอุดหนุนจากภาครัฐยังไม่ครอบคลุมการซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสำหรับประชาชนทั่วไป
การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ความจริงที่ต้องรู้
ความสับสนอีกประการหนึ่งคือการเชื่อมโยงระหว่างมาตรการสนับสนุน EV กับสิทธิในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ซึ่งเป็นคนละส่วนกันโดยสิ้นเชิง มาตรการ EV 3.5 เกี่ยวข้องกับภาษีสรรพสามิตที่ส่งผลต่อ “ราคาขาย” ของรถยนต์ ในขณะที่การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคือสิทธิที่ผู้เสียภาษีนำค่าใช้จ่ายต่างๆ มาหักออกจากเงินได้สุทธิเพื่อคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายน้อยลง
ภาพรวมการลดหย่อนภาษีปี 2568-2569
สำหรับปีภาษี 2568 (ที่ยื่นแบบในต้นปี 2569) และแนวโน้มในปีต่อๆ ไป รายการลดหย่อนภาษีหลักๆ ที่กรมสรรพากรอนุญาตนั้น มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมการออม การลงทุน และการประกันเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น:
- เบี้ยประกันชีวิตและประกันสุขภาพ
- เงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
- เงินลงทุนในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
- ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย
- เงินบริจาค
นอกจากนี้ อาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะกิจที่ออกมาเป็นครั้งคราว แต่จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ยังไม่มีมาตรการใดที่ระบุให้การซื้อยานพาหนะส่วนบุคคล รวมถึงจักรยานไฟฟ้า สามารถนำมาใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีได้
ไม่มีรายการลดหย่อนสำหรับการซื้อ E-Bike โดยตรง
ดังนั้น คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “ซื้อ E-Bike ตอนนี้ได้ลดหย่อนภาษีจริงหรือ?” คือ “ไม่จริง” ในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายหรือประกาศจากกรมสรรพากรที่อนุญาตให้นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อจักรยานไฟฟ้ามาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ การตัดสินใจซื้อจึงควรอยู่บนพื้นฐานของความคุ้มค่าด้านอื่น เช่น การประหยัดค่าเดินทางเมื่อเทียบกับค่าน้ำมันหรือค่าโดยสารสาธารณะ และประโยชน์ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
ข่าวลือมาจากไหนและโอกาสในอนาคตของ E-Bike
ข่าวลือหรือความเข้าใจผิดที่ว่าการซื้อ E-Bike อาจนำมาลดหย่อนภาษีได้นั้น น่าจะเกิดจากการตีความคำว่า “รัฐหนุน EV” ที่กว้างเกินไป เมื่อมีข่าวการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าออกมาอย่างต่อเนื่อง ผู้คนอาจคาดการณ์ว่านโยบายดังกล่าวจะครอบคลุมยานพาหนะไฟฟ้าทุกประเภทโดยอัตโนมัติ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว นโยบายมักมีขอบเขตและเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจง
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีมาตรการสนับสนุนโดยตรง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโอกาสในอนาคตจะปิดตาย แนวโน้มทั่วโลกแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลหลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับ “Micromobility” หรือยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กส่วนบุคคลมากขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการลดปัญหาการจราจรและมลพิษในเขตเมือง ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตรัฐบาลไทยอาจพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนยานพาหนะกลุ่มนี้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเงินอุดหนุน, สิทธิประโยชน์ทางภาษี, หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เลนจักรยานที่ปลอดภัย
สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเสมอ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อโดยคาดหวังсิทธิประโยชน์ทางภาษี ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากเว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
สรุป: ควรตัดสินใจซื้อ E-Bike ตอนนี้หรือไม่
จากข้อมูลทั้งหมดสามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า ณ วันที่ 14 มกราคม 2569 ยังไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือเงินอุดหนุนโดยตรงจากการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า นโยบายสนับสนุนหลักของรัฐบาลภายใต้มาตรการ EV 3.5 มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดเป็นสำคัญ
ดังนั้น การตัดสินใจซื้อ E-Bike ในขณะนี้ไม่ควรตั้งอยู่บนความคาดหวังว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ควรพิจารณาจากประโยชน์ที่แท้จริงของยานพาหนะประเภทนี้ ได้แก่:
- ความประหยัด: ค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟฟ้าต่ำกว่าค่าน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ และค่าบำรุงรักษาน้อยกว่ารถจักรยานยนต์ทั่วไป
- ความคล่องตัว: เหมาะสำหรับการเดินทางในเมือง ระยะทางสั้นถึงปานกลาง สามารถหลีกเลี่ยงปัญหารถติดและหาที่จอดได้ง่าย
- สุขภาพและสิ่งแวดล้อม: เป็นการเดินทางที่ไม่ปล่อยมลพิษ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการออกกำลังกายได้อีกด้วย
- ความสะดวกสบาย: ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยผ่อนแรง ทำให้การเดินทางขึ้นเนินหรือระยะทางไกลเป็นเรื่องง่ายขึ้น
หากปัจจัยเหล่านี้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการในการเดินทาง การลงทุนซื้อจักรยานไฟฟ้าก็ยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและชาญฉลาด แม้จะไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีมาเป็นแรงจูงใจเพิ่มเติมก็ตาม
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับจักรยานไฟฟ้า แต่การเลือกซื้อ E-Bike ที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับการใช้งานยังคงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อการเดินทางที่ประหยัดและยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจและกำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ สามารถค้นหาผลิตภัณฑ์คุณภาพได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งเป็นศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าหลากหลายประเภท
สามารถเข้ามาเลือกชมสินค้าและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้โดยตรง หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- Line: LINE
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

