มาตรการรัฐหนุน EV: E-Bike จะได้อานิสงส์อะไรบ้าง?
รัฐบาลไทยกำลังผลักดันนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ แต่คำถามสำคัญคือ มาตรการรัฐหนุน EV: E-Bike จะได้อานิสงส์อะไรบ้าง? แม้ว่ามาตรการส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ผลกระทบในวงกว้างได้สร้างประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมให้กับตลาดจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะเจาะลึกถึงนโยบาย EV ปัจจุบันและวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตว่าผู้ใช้งานและผู้ที่สนใจ E-Bike จะได้รับประโยชน์ในมิติใดบ้าง
สรุปประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้ E-Bike ควรรู้
- ต้นทุนและราคาถูกลง: นโยบายสนับสนุนการผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วน EV ในประเทศ ช่วยลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ราคา E-Bike มีแนวโน้มถูกลงและเข้าถึงง่ายขึ้น
- โครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น: การส่งเสริมการสร้างสถานีชาร์จและสถานีสลับแบตเตอรี่ ทำให้การใช้งาน E-Bike ในชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคลายความกังวลเรื่องระยะทาง
- ตลาดเติบโตจากภาคธุรกิจ: รัฐบาลมุ่งสนับสนุนให้ภาคธุรกิจขนส่งและเดลิเวอรี่เปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยขยายระบบนิเวศ ทั้งศูนย์บริการ อะไหล่ และตลาดมือสองให้กว้างขวางขึ้น
- ภาพลักษณ์และทัศนคติเชิงบวก: การผลักดันให้สังคมเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ทำให้ E-Bike ได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะยานพาหนะทางเลือกที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภาพรวมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไปสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค ผ่านการออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องชุด EV3.0 และ EV3.5 ซึ่งครอบคลุมทั้งมาตรการทางภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี คำถามที่ว่า มาตรการรัฐหนุน EV: E-Bike จะได้อานิสงส์อะไรบ้าง? จึงกลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นโยบายเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตและสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึงตลาดยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike การทำความเข้าใจในรายละเอียดของนโยบายเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพอนาคตของตลาด E-Bike ในประเทศไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตั้งแต่ด้านราคาขายปลีก ความสะดวกสบายในการใช้งาน ไปจนถึงการเติบโตของระบบนิเวศโดยรวม
นโยบายดังกล่าวมีความสำคัญต่อผู้บริโภคทั่วไปและผู้ประกอบการในภาคธุรกิจที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้า เนื่องจากมาตรการต่างๆ ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจ ลดอุปสรรค และเร่งให้เกิดการยอมรับเทคโนโลยี EV ในวงกว้าง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อและความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานในระยะยาว
เจาะลึกมาตรการ EV ของรัฐบาลไทย (EV3.0 และ EV3.5)
เพื่อทำความเข้าใจถึงอานิสงส์ที่จะเกิดขึ้นกับ E-Bike จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดของมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ ซึ่งแบ่งออกเป็นสองระยะหลักคือ EV3.0 และ EV3.5 โดยทั้งสองมาตรการมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
ภาพรวมมาตรการ EV3.0 (ปี 2565–2568)
มาตรการ EV3.0 เป็นมาตรการระยะแรกที่มุ่งเน้นการกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV) เป็นหลัก โดยมีมาตรการจูงใจที่สำคัญคือการให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อรถยนต์ BEV ตั้งแต่ 70,000 ถึง 150,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่ ควบคู่ไปกับการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตและภาษีนำเข้า
แม้จะเน้นที่รถยนต์เป็นหลัก แต่ในเอกสารนโยบายของกระทรวงพลังงานได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่ามีการสนับสนุนการใช้ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ในภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ (B2B) และภาครัฐ (B2G) เช่น กลุ่มธุรกิจขนส่งสินค้าเดลิเวอรี่ หรือการจัดซื้อยานพาหนะสำหรับหน่วยงานราชการ ผลกระทบทางอ้อมที่สำคัญที่สุดจากมาตรการนี้คือ การอัดฉีดความต้องการรถยนต์ BEV ในปริมาณมหาศาลได้กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ ในประเทศ ทำให้ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ต่อหน่วย (kWh) ลดลง ซึ่งประโยชน์ส่วนนี้ได้ส่งผ่านมายังตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและ E-Bike ที่ใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ใกล้เคียงกัน
ก้าวต่อไปกับมาตรการ EV3.5 (ปี 2569–2570)
มาตรการ EV3.5 เป็นมาตรการต่อเนื่องที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2570 โดยมีการปรับปรุงเงื่อนไขบางประการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ในมาตรการนี้มีการระบุอย่างชัดเจนว่าครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV), รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าภาครัฐยังคงให้ความสำคัญกับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้ออย่างต่อเนื่อง
หัวใจหลักของ EV3.5 คือการปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ BEV โดยให้เงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาทต่อคัน และเน้นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตตั้งฐานการผลิตในประเทศมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และเพิ่มภาระภาษีให้กับรถยนต์ PHEV ที่มีระยะทางการวิ่งด้วยไฟฟ้าต่ำ เพื่อผลักดันให้ตลาดมุ่งสู่การเป็น BEV อย่างแท้จริง
แม้เงินอุดหนุนโดยตรงส่วนใหญ่จะถูกสื่อสารในแง่ของรถยนต์นั่ง แต่กรอบนโยบายโดยรวมของ EV3.5 ที่ครอบคลุมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ได้เปิดช่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงพลังงาน สามารถออกมาตรการสนับสนุนเฉพาะทางสำหรับกลุ่ม E-Bike และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้ในอนาคต
อานิสงส์โดยตรงต่อตลาด E-Bike และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
จากกรอบนโยบาย EV3.0 และ EV3.5 สามารถวิเคราะห์ผลประโยชน์ที่ตลาด E-Bike และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับโดยตรงในหลายมิติ ตั้งแต่ราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น ไปจนถึงระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ต้นทุนและราคาขายปลีก: โอกาสที่ผู้บริโภคจะเข้าถึงง่ายขึ้น
ปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริโภคคือ “ราคา” มาตรการของรัฐบาลได้สร้างสภาวะที่เอื้อให้ราคา E-Bike ลดลงผ่านกลไกตลาด การให้เงินอุดหนุนรถยนต์ BEV จำนวนมากได้ดึงดูดให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับโลกเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย เมื่อปริมาณการผลิตเซลล์แบตเตอรี่เพิ่มสูงขึ้น ย่อมเกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของแบตเตอรี่ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่แพงที่สุดในยานยนต์ไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ผลประโยชน์นี้จะส่งต่อไปยังผู้ผลิต E-Bike ซึ่งสามารถจัดหาแบตเตอรี่ได้ในราคาที่ถูกลง และท้ายที่สุดก็จะสะท้อนมายังราคาขายปลีกที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม
การเติบโตจากภาคธุรกิจ (B2B/B2G): ตัวขับเคลื่อนตลาดที่สำคัญ
นโยบายของรัฐบาลได้ระบุเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจขนส่งเชิงพาณิชย์ (B2B) และหน่วยงานภาครัฐ (B2G) หันมาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า นี่คือตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญอย่างยิ่งต่อตลาด E-Bike โดยรวม ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าเดลิเวอรี่ โลจิสติกส์ในเมือง หรือการขนส่งระยะสุดท้าย (Last-mile delivery) จะมีแรงจูงใจในการเปลี่ยนฟลีทรถของตนเองให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เงินอุดหนุนเฉพาะโครงการ หรือเงื่อนไขสินเชื่อพิเศษ และที่สำคัญคือต้นทุนด้านพลังงานต่อกิโลเมตรที่ต่ำกว่าการใช้รถน้ำมันอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อฟลีทรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่เหล่านี้เกิดขึ้น จะส่งผลดีตามมาหลายประการ:
- ตลาดมือสองเติบโต: เมื่อรถในฟลีทถูกปลดระวาง จะเกิดตลาด E-Bike มือสองที่มีคุณภาพและราคาไม่แพง เป็นอีกทางเลือกให้ผู้บริโภคทั่วไป
- ระบบนิเวศการซ่อมบำรุงขยายตัว: ความต้องการในการซ่อมบำรุงรถจำนวนมาก จะกระตุ้นให้เกิดศูนย์บริการ ร้านซ่อม และผู้ผลิตอะไหล่เฉพาะทางเพิ่มขึ้น สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานทั่วไปว่า E-Bike ไม่ใช่ของที่ “ซื้อมาแล้วไม่มีที่ซ่อม”
โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้น: สถานีชาร์จและจุดสลับแบตเตอรี่
นอกเหนือจากมาตรการทางภาษีแล้ว นโยบาย EV ยังเน้นการสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น การสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) และสถานีสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station) การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่นักลงทุนในธุรกิจนี้ จะช่วยเร่งให้จำนวนสถานีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางขึ้น
สิ่งนี้ถือเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ใช้ E-Bike และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากผู้ใช้งานจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตเมือง พึ่งพาระบบสลับแบตเตอรี่เพื่อความรวดเร็วและความสะดวกสบาย เมื่อเครือข่ายสถานีมีความหนาแน่นเพียงพอ อุปสรรคด้านระยะทางและความกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดกลางทางก็จะลดน้อยลงไปอย่างมาก
ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ: หัวใจของการเติบโตที่ยั่งยืน
มาตรการ EV3.5 ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการตั้งโรงงานผลิตแพลตฟอร์ม EV, แบตเตอรี่ และชิ้นส่วนไฟฟ้าแรงสูงในประเทศไทย เมื่อมีฐานการผลิตเซลล์แบตเตอรี่, มอเตอร์ไฟฟ้า, และชุดควบคุม (Controller) ภายในประเทศ ผู้ผลิต E-Bike สัญชาติไทยจะสามารถเข้าถึงชิ้นส่วนเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และในราคาที่ถูกลง โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุน แต่ยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในประเทศได้ดียิ่งขึ้น
ผลกระทบทางอ้อมและภาพรวมตลาด EV ที่เปลี่ยนไป
นอกเหนือจากประโยชน์โดยตรงแล้ว นโยบายของรัฐบาลยังสร้างผลกระทบทางอ้อมที่ช่วยปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของตลาดยานยนต์โดยรวม ซึ่งส่งผลดีต่อ E-Bike ในระยะยาว
ภาษี PHEV ที่เข้มงวดขึ้น: การผลักดันสู่ยุค BEV เต็มรูปแบบ
มาตรการ EV3.5 มีการปรับเกณฑ์ภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ให้มีความเข้มงวดขึ้น โดยรถที่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ในระยะทางไกล (มากกว่า 80 กม.) จะยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ในขณะที่รถที่มีระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าสั้นจะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น สัญญาณนี้ชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการผลักดันให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคขยับตัวไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อทัศนคติของตลาดโดยรวมเปลี่ยนไปในทิศทางนี้ ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท รวมถึง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ก็จะได้รับแรงส่งเชิงบวกไปด้วย ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ การยอมรับ และการพัฒนาระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง
E-Bike ในฐานะ “ประตูสู่โลก EV” ที่จับต้องได้
เมื่อเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในเฟส EV3.5 มีการปรับลดลงจากเฟส EV3.0 อาจทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงที่ได้รับเงินอุดหนุนเต็มจำนวน ในบริบทนี้ E-Bike และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอาจกลายเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการเข้าสู่โลก EV ที่น่าสนใจและเข้าถึงได้ง่ายกว่าสำหรับผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะหลักในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว การได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบ เรียบ และประหยัดของ E-Bike อาจเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การยอมรับและเลือกใช้ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นในอนาคต
ข้อจำกัดและความท้าทายที่ต้องพิจารณา
แม้ว่าแนวโน้มส่วนใหญ่จะเป็นไปในทิศทางบวก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดและความท้าทายบางประการที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของตลาด E-Bike ในประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค EV ยังคงเผชิญกับปัญหาความพร้อมของสถานีชาร์จในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ราคาเทคโนโลยีที่แม้จะลดลงแต่ก็ยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปในระดับเริ่มต้น นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ มาตรฐานความปลอดภัย และความครอบคลุมของเครือข่ายการบริการหลังการขาย ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญและอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ E-Bike เกิดขึ้นช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้
ดังนั้น อานิสงส์จากมาตรการของภาครัฐอาจไม่ได้แปลผลเป็นการเติบโตของยอดขายแบบก้าวกระโดดในทันที แต่เป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งในระยะกลางถึงระยะยาว เพื่อให้ตลาด E-Bike มีเส้นทางการเติบโตที่ราบรื่นและยั่งยืนยิ่งขึ้น
| ด้านที่ได้รับผลกระทบ | รายละเอียดของอานิสงส์ | ปัจจัยขับเคลื่อนจากนโยบาย |
|---|---|---|
| ราคาและต้นทุน | ราคาขายปลีกมีแนวโน้มลดลง ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่ายขึ้น | การส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ ทำให้เกิด Economy of Scale และต้นทุนถูกลง |
| ความต้องการจากภาคธุรกิจ | เกิดดีมานด์ขนาดใหญ่จากกลุ่มธุรกิจขนส่งและเดลิเวอรี่ (B2B/B2G) | การระบุเป้าหมายสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในนโยบาย EV3.0 และ EV3.5 |
| โครงสร้างพื้นฐาน | สถานีชาร์จและจุดสลับแบตเตอรี่มีจำนวนเพิ่มขึ้นและครอบคลุมมากขึ้น | มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อกระตุ้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน |
| ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ | ผู้ผลิต E-Bike ในไทยเข้าถึงชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่และมอเตอร์ ได้ง่ายและถูกลง | นโยบาย EV3.5 เน้นการสนับสนุนการตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วน EV ในประเทศ |
สรุปและแนวโน้มอนาคต E-Bike ในประเทศไทย
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า มาตรการรัฐหนุน EV: E-Bike จะได้อานิสงส์อะไรบ้าง? นั้นชัดเจนว่า E-Bike และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับประโยชน์อย่างรอบด้าน แม้ว่ามาตรการต่างๆ จะไม่ได้ให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อรายย่อยเหมือนรถยนต์ แต่การสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งขึ้น ตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทานการผลิตแบตเตอรี่ การกระตุ้นความต้องการจากภาคธุรกิจ ไปจนถึงการขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น “ลมใต้ปีก” ที่จะช่วยผลักดันให้ตลาด E-Bike ของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตอันใกล้ ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ตัวเลือกผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และความสะดวกสบายในการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางในยุคใหม่ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อที่คัดสรรมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษา
สามารถเยี่ยมชมสินค้าและรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: @giantshoppingmall
หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

