มอเตอร์ E-Bike: Hub Motor กับ Mid-Drive เลือกแบบไหนดี?
- ประเด็นสำคัญโดยสรุป
- ความสำคัญของการเลือกมอเตอร์จักรยานไฟฟ้า
- ทำความรู้จักประเภทมอเตอร์ E-Bike
- ตารางเปรียบเทียบ Hub Motor vs Mid-Drive Motor
- เจาะลึก Mid-Drive Motor: ขุมพลังเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
- เจาะลึก Hub Motor: ความเรียบง่ายที่ตอบโจทย์
- บทสรุป: มอเตอร์ E-Bike: Hub Motor กับ Mid-Drive เลือกแบบไหนดี?
- คำแนะนำในการเลือกซื้อและศูนย์บริการ
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะยานพาหนะทางเลือกที่ทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ หัวใจสำคัญที่กำหนดสมรรถนะและประสบการณ์การขับขี่ของ E-Bike คือ “มอเตอร์” ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ มอเตอร์แบบ Mid-Drive และ Hub Motor การทำความเข้าใจความแตกต่างของมอเตอร์ทั้งสองชนิดนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเลือกซื้อ E-Bike ที่เหมาะสมกับการใช้งานของตนเองมากที่สุด
ประเด็นสำคัญโดยสรุป
- ตำแหน่งการติดตั้ง: Mid-Drive Motor ติดตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของเฟรมจักรยาน ในขณะที่ Hub Motor ถูกติดตั้งไว้ที่ดุมล้อหน้าหรือล้อหลัง
- ประสิทธิภาพและแรงบิด: Mid-Drive Motor ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ของจักรยาน ทำให้มีประสิทธิภาพและแรงบิดสูงกว่า เหมาะสำหรับการขับขี่ขึ้นทางชัน ส่วน Hub Motor ขับเคลื่อนล้อโดยตรง จึงเหมาะกับเส้นทางเรียบเป็นหลัก
- การกระจายน้ำหนักและความสมดุล: การติดตั้งมอเตอร์ไว้ตรงกลางของ Mid-Drive ช่วยให้จักรยานมีการกระจายน้ำหนักที่สมดุลและควบคุมได้ง่ายกว่า Hub Motor ที่ทำให้น้ำหนักไปถ่วงที่ล้อใดล้อหนึ่ง
- ราคาและการบำรุงรักษา: โดยทั่วไป Hub Motor มีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าและต้องการการบำรุงรักษาน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ Mid-Drive Motor ที่มีโครงสร้างซับซ้อนและมีราคาสูงกว่า
- การเลือกใช้งาน: การตัดสินใจเลือกระหว่างมอเตอร์ทั้งสองประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานเป็นสำคัญ เช่น ภูมิประเทศที่ขับขี่บ่อย ระยะทาง งบประมาณ และประสบการณ์การขับขี่ที่ต้องการ
ความสำคัญของการเลือกมอเตอร์จักรยานไฟฟ้า
การตัดสินใจเลือก มอเตอร์ E-Bike: Hub Motor กับ Mid-Drive เลือกแบบไหนดี? ถือเป็นปัจจัยกำหนดประสบการณ์การขับขี่โดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมอเตอร์ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการใช้แบตเตอรี่ ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ความสามารถในการไต่ความชัน ความสมดุลในการควบคุมรถ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาว การเลือกมอเตอร์ที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานอาจนำไปสู่ความไม่พึงพอใจและทำให้ E-Bike ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างเต็มที่
สำหรับผู้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกของจักรยานไฟฟ้า การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเภทมอเตอร์จึงเปรียบเสมือนการวางรากฐานที่มั่นคง เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับการลงทุนที่คุ้มค่าและได้จักรยานไฟฟ้าคู่ใจที่พร้อมจะเดินทางไปในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการปั่นสบายๆ ในเมือง การเดินทางไกลข้ามจังหวัด หรือการผจญภัยบนเส้นทางเสือภูเขาที่ท้าทาย บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อ E-Bike ที่เหมาะสมที่สุด
ทำความรู้จักประเภทมอเตอร์ E-Bike
มอเตอร์จักรยานไฟฟ้ามีหน้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ให้เป็นพลังงานกลเพื่อช่วยผ่อนแรงในการปั่น โดยมอเตอร์ที่นิยมใช้ในตลาดปัจจุบันมี 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในด้านโครงสร้าง หลักการทำงาน และประสิทธิภาพ
Mid-Drive Motor (มอเตอร์กลาง)
Mid-Drive Motor หรือที่รู้จักกันในชื่อ มอเตอร์แบบกลาง เป็นมอเตอร์ที่ติดตั้งอยู่บริเวณแกนกลางของเฟรมจักรยาน ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับชุดจานหน้าและขาจานบันได หลักการทำงานของมอเตอร์ประเภทนี้คือการส่งกำลังผ่านโซ่ไปยังชุดเกียร์หลังของจักรยานโดยตรง ซึ่งหมายความว่ามอเตอร์จะสามารถใช้ประโยชน์จากอัตราทดเกียร์ของจักรยานได้เช่นเดียวกับการปั่นด้วยแรงคน ข้อได้เปรียบที่สำคัญคือทำให้มอเตอร์สามารถทำงานในรอบความเร็ว (RPM) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจักรยานจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำบนทางชัน (ใช้เกียร์ต่ำ) หรือทำความเร็วสูงบนทางเรียบ (ใช้เกียร์สูง) การทำงานร่วมกับระบบเกียร์นี้เองที่ทำให้ Mid-Drive Motor มีแรงบิดสูงและประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ได้อย่างยอดเยี่ยม
Hub Motor (มอเตอร์ดุมล้อ)
Hub Motor หรือ มอเตอร์ดุมล้อ เป็นมอเตอร์ที่ถูกออกแบบให้รวมเป็นชิ้นเดียวกับดุมล้อของจักรยาน สามารถติดตั้งได้ทั้งที่ล้อหน้า (Front Hub Motor) หรือล้อหลัง (Rear Hub Motor) หลักการทำงานของมันคือการหมุนล้อโดยตรงเพื่อขับเคลื่อนจักรยานไปข้างหน้า โดยไม่ผ่านระบบเกียร์ของจักรยาน ทำให้การส่งกำลังเป็นไปอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ระบบนี้มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ Mid-Drive จึงมีความทนทานและต้องการการบำรุงรักษาน้อยกว่า Hub Motor ให้ความรู้สึกเหมือนมีแรงมา “ผลัก” (สำหรับล้อหลัง) หรือ “ดึง” (สำหรับล้อหน้า) จักรยานไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ เป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมในกลุ่มจักรยานไฟฟ้าสำหรับการใช้งานในเมืองและผู้ที่เริ่มต้นใช้งาน E-Bike เนื่องจากราคาไม่สูงและใช้งานง่าย
ตารางเปรียบเทียบ Hub Motor vs Mid-Drive Motor
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างระหว่างมอเตอร์ทั้งสองประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ตารางด้านล่างนี้ได้สรุปการเปรียบเทียบคุณสมบัติในด้านต่างๆ ที่สำคัญต่อการตัดสินใจ
| คุณสมบัติ | Mid-Drive Motor (มอเตอร์กลาง) | Hub Motor (มอเตอร์ดุมล้อ) |
|---|---|---|
| ประสิทธิภาพ | สูงมาก เนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์จากระบบเกียร์ของจักรยานได้ | ต่ำกว่า เนื่องจากเป็นการขับเคลื่อนล้อโดยตรงและไม่ผ่านระบบเกียร์ |
| ระยะทางต่อการชาร์จ | ไกลกว่า (โดยเฉลี่ย 40-45 ไมล์ หรือ 64-72 กม.) จากการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ | สั้นกว่า (โดยเฉลี่ย 25-30 ไมล์ หรือ 40-48 กม.) เนื่องจากประสิทธิภาพต่ำกว่า |
| แรงบิด (Torque) | สูงมาก เหมาะสำหรับการไต่ขึ้นทางลาดชัน เช่น การปั่นจักรยานไฟฟ้าขึ้นเขา | ต่ำกว่า เหมาะสำหรับการขับขี่บนพื้นผิวเรียบในเขตเมือง |
| การกระจายน้ำหนัก | สมดุลดีเยี่ยม เนื่องจากน้ำหนักของมอเตอร์อยู่บริเวณจุดศูนย์ถ่วงของจักรยาน | ไม่สมดุล น้ำหนักจะถ่วงไปที่ล้อหน้าหรือล้อหลัง ทำให้การควบคุมยากขึ้นเล็กน้อย |
| ราคา | สูงกว่า เนื่องจากต้องมีการออกแบบเฟรมจักรยานให้รองรับโดยเฉพาะ | ต่ำกว่า เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าและเข้าถึงง่ายกว่า |
| การบำรุงรักษา | ต้องการการบำรุงรักษามากกว่า เนื่องจากเพิ่มภาระให้กับโซ่และชุดเกียร์ | ต้องการการบำรุงรักษาน้อยกว่า เนื่องจากมีชิ้นส่วนกลไกที่ซับซ้อนน้อยกว่า |
เจาะลึก Mid-Drive Motor: ขุมพลังเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
Mid-Drive Motor ได้รับการยอมรับว่าเป็นเทคโนโลยีมอเตอร์ระดับสูงสำหรับจักรยานไฟฟ้า ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการซึ่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักปั่นที่ต้องการสมรรถนะขั้นสูงสุด
ข้อดีของ Mid-Drive Motor
- ประสิทธิภาพสูงและระยะทางไกลขึ้น: การที่มอเตอร์สามารถทำงานร่วมกับระบบเกียร์ได้ ทำให้มันสามารถรักษาช่วงการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (optimal RPM range) ไว้ได้เสมอ ผลลัพธ์คือการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ที่น้อยลง ทำให้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เมื่อเทียบกับ Hub Motor ที่มีขนาดแบตเตอรี่เท่ากัน
- แรงบิดมหาศาลเพื่อการไต่เขา: นี่คือจุดแข็งที่ชัดเจนที่สุดของ Mid-Drive Motor การใช้เกียร์ต่ำขณะขึ้นทางชันช่วยทวีคูณแรงบิดจากมอเตอร์ได้อย่างมหาศาล ทำให้การพิชิตเนินเขาหรือภูเขาที่สูงชัน แม้กระทั่งความชันระดับ 30-40 องศา เป็นเรื่องที่ง่ายดาย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้า (E-MTB)
- การควบคุมที่เหนือกว่าและความสมดุล: การวางมอเตอร์ไว้ที่จุดศูนย์ถ่วงของจักรยานทำให้น้ำหนักกระจายตัวอย่างสมดุล ไม่ถ่วงไปด้านหน้าหรือด้านหลัง ส่งผลให้การควบคุมจักรยานเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติและมั่นคง ทั้งในขณะเข้าโค้ง การกระโดด หรือการปั่นบนเส้นทางที่ไม่เรียบ
- ประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นธรรมชาติ: Mid-Drive Motor ส่วนใหญ่มักมาพร้อมกับเซ็นเซอร์วัดแรงบิด (Torque Sensor) ที่มีความแม่นยำสูง เซ็นเซอร์นี้จะตรวจจับแรงที่ผู้ปั่นออกแรงกดลงบนบันได และจะส่งกำลังเสริมจากมอเตอร์เข้ามาช่วยอย่างนุ่มนวลและเป็นสัดส่วนตามแรงปั่นนั้นๆ ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกำลังปั่นจักรยานธรรมดาที่ทรงพลังขึ้น ไม่ใช่ความรู้สึกถูกกระชากไปข้างหน้า
ข้อเสียและข้อควรพิจารณาของ Mid-Drive Motor
- ราคาสูง: เนื่องจากความซับซ้อนของเทคโนโลยีและการที่ต้องออกแบบเฟรมจักรยานขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อให้สามารถติดตั้งมอเตอร์ประเภทนี้ได้ ทำให้ E-Bike ที่ใช้ Mid-Drive Motor มีราคาสูงกว่ารุ่นที่ใช้ Hub Motor อย่างเห็นได้ชัด
- เพิ่มภาระให้ระบบขับเคลื่อน: พลังงานและแรงบิดที่สูงของมอเตอร์จะถูกส่งผ่านโซ่และชุดเกียร์โดยตรง ทำให้ชิ้นส่วนเหล่านี้เกิดการสึกหรอเร็วกว่าปกติ ผู้ใช้งานอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนโซ่และตลับเฟืองบ่อยขึ้น ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ต้องพิจารณา
- มักไม่มีระบบคันเร่ง (Throttle): เพื่อให้ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นธรรมชาติและเป็นไปตามกฎหมายในหลายประเทศ Mid-Drive Motor ส่วนใหญ่จึงเป็นระบบช่วยปั่น (Pedal-Assist) เท่านั้น หมายความว่าผู้ขับขี่จำเป็นต้องออกแรงปั่นเพื่อให้มอเตอร์ทำงาน ซึ่งอาจไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายสูงสุด
เจาะลึก Hub Motor: ความเรียบง่ายที่ตอบโจทย์
Hub Motor เป็นเทคโนโลยีมอเตอร์ที่แพร่หลายและเป็นที่นิยมในตลาดจักรยานไฟฟ้าระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง ด้วยความเรียบง่ายในการออกแบบ การติดตั้ง และราคาที่เข้าถึงง่าย ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ข้อดีของ Hub Motor
- ราคาที่เป็นมิตร: จักรยานไฟฟ้าที่ใช้ Hub Motor มักมีราคาถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มสนใจ E-Bike หรือผู้ที่มีงบประมาณจำกัด
- การบำรุงรักษาต่ำ: ระบบ Hub Motor เป็นระบบปิดที่มีชิ้นส่วนกลไกน้อยและไม่เกี่ยวข้องกับระบบขับเคลื่อนหลักของจักรยาน (โซ่และเกียร์) จึงลดการสึกหรอของชิ้นส่วนเหล่านั้นและต้องการการบำรุงรักษาน้อยกว่ามากในระยะยาว
- ตัวเลือกพร้อมคันเร่ง (Throttle): E-Bike ที่ใช้ Hub Motor จำนวนมากมาพร้อมกับระบบคันเร่ง ซึ่งอนุญาตให้ผู้ขับขี่สามารถเร่งความเร็วได้โดยไม่จำเป็นต้องปั่น เหมาะสำหรับช่วงเวลาที่ต้องการความสะดวกสบาย หรือต้องการออกตัวจากจุดหยุดนิ่งอย่างรวดเร็ว
- เหมาะกับการใช้งานในเมือง: สำหรับการขับขี่บนถนนที่เรียบเป็นส่วนใหญ่ในเขตเมือง Hub Motor สามารถให้กำลังที่สม่ำเสมอและเพียงพอต่อการใช้งาน อีกทั้งยังทำงานได้เงียบกว่า Mid-Drive Motor ในบางสถานการณ์
ข้อเสียและข้อควรพิจารณาของ Hub Motor
- ประสิทธิภาพและระยะทางที่ด้อยกว่า: เนื่องจากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากระบบเกียร์ได้ Hub Motor จึงมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานต่ำกว่า โดยเฉพาะในการขับขี่ที่ความเร็วต่ำหรือขณะขึ้นเนิน ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าและมีระยะทางวิ่งสั้นกว่า
- ข้อจำกัดในการขึ้นทางชัน: การขาดความสามารถในการทดเกียร์เพื่อเพิ่มแรงบิด ทำให้ Hub Motor ประสบปัญหาในการไต่ขึ้นทางลาดชันที่ต่อเนื่องหรือสูงชันมากๆ มอเตอร์จะต้องทำงานหนักและใช้พลังงานมหาศาล ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะความร้อนสูงเกินไปได้
- น้ำหนักที่ไม่สมดุล: การเพิ่มน้ำหนักที่ยังไม่ได้สปริง (unsprung weight) เข้าไปที่ล้อโดยตรง ทำให้จักรยานรู้สึกหนักและเทอะทะขึ้น การควบคุมอาจทำได้ยากกว่า โดยเฉพาะการยกจักรยานหรือการขับขี่บนเส้นทางขรุขระ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบกันสะเทือน
- ความเสี่ยงต่อความเสียหายของล้อ: แรงบิดที่กระทำโดยตรงต่อซี่ลวดและขอบล้ออาจเพิ่มความเสี่ยงที่ล้อจะเกิดความเสียหายได้ โดยเฉพาะในมอเตอร์ที่มีกำลังสูงหากไม่ได้ประกอบมาอย่างแข็งแรงพอ
บทสรุป: มอเตอร์ E-Bike: Hub Motor กับ Mid-Drive เลือกแบบไหนดี?
การตัดสินใจสุดท้ายระหว่าง Mid-Drive Motor และ Hub Motor ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ขึ้นอยู่กับการประเมินความต้องการและลักษณะการใช้งานของแต่ละบุคคลเป็นหลัก เพื่อให้การตัดสินใจง่ายขึ้น สามารถพิจารณาตามสถานการณ์ต่อไปนี้
สถานการณ์ที่เหมาะกับ Mid-Drive Motor
เลือกใช้ Mid-Drive Motor หากรูปแบบการขับขี่ของคุณเน้นสมรรถนะสูง การผจญภัยบนเส้นทางที่หลากหลาย และต้องการประสบการณ์ที่เป็นธรรมชาติ
- นักปั่นสายภูเขาและทางวิบาก: หากคุณวางแผนที่จะนำ E-Bike ไปใช้บนเส้นทางเสือภูเขา การไต่ขึ้นเนินชัน หรือเส้นทางออฟโรด แรงบิดและประสิทธิภาพของ Mid-Drive Motor คือสิ่งจำเป็น
- นักเดินทางระยะไกล: สำหรับผู้ที่ต้องการขับขี่เป็นระยะทางไกลต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานของ Mid-Drive จะช่วยให้คุณไปได้ไกลกว่า
- ผู้ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่: หากคุณต้องการความรู้สึกในการปั่นที่เป็นธรรมชาติ การควบคุมที่เฉียบคม และความสมดุลของตัวรถ Mid-Drive Motor คือคำตอบ
สถานการณ์ที่เหมาะกับ Hub Motor
เลือกใช้ Hub Motor หากการใช้งานของคุณเน้นความสะดวกสบาย การเดินทางในเมือง และความคุ้มค่าเป็นหลัก
- ผู้ใช้งานในชีวิตประจำวัน: สำหรับการเดินทางไปทำงาน จ่ายตลาด หรือปั่นพักผ่อนบนเส้นทางเรียบในเมือง Hub Motor ให้พละกำลังที่เพียงพอและสะดวกสบาย
- ผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่มีงบประมาณจำกัด: ราคาที่เข้าถึงง่ายทำให้ Hub Motor เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นกับ E-Bike โดยไม่ต้องลงทุนสูง
- ผู้ที่ต้องการความสะดวกและบำรุงรักษาง่าย: หากคุณต้องการจักรยานที่ใช้งานง่าย ไม่จุกจิก และต้องการตัวเลือกที่มีคันเร่งเพื่อความสบายสูงสุด Hub Motor จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
คำแนะนำในการเลือกซื้อและศูนย์บริการ
การเลือกมอเตอร์ที่ใช่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเป็นเจ้าของ E-Bike ที่ดี การเลือกซื้อจากผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือและมีบริการหลังการขายที่ครบวงจรก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจักรยานไฟฟ้าของคุณจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตลอดอายุการใช้งาน
ที่ GIANT Shopping Mall เรามีจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike หลากหลายรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่ใช้ Hub Motor สำหรับการขับขี่ในเมือง หรือ Mid-Drive Motor สำหรับการผจญภัยบนเส้นทางที่ท้าทาย พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำเพื่อช่วยให้คุณเลือกรถที่เหมาะสมที่สุด
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่:
FACEBOOK PAGE: GIANT Shopping Mall
LINE: @giantshoppingmall
Website: ติดต่อเรา
เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

