Hub Motor vs Mid-Drive: เลือกมอเตอร์ E-Bike แบบไหนดี?
- สรุปประเด็นสำคัญในการเลือกมอเตอร์ E-Bike
- ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Hub Motor และ Mid-Drive
- เจาะลึกมอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor)
- เจาะลึกมอเตอร์กลาง (Mid-Drive Motor)
- ตารางเปรียบเทียบ Hub Motor vs Mid-Drive Motor
- สถานการณ์ไหนที่เหมาะกับมอเตอร์แต่ละประเภท
- ปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรพิจารณา
- บทสรุป: การตัดสินใจเลือกมอเตอร์ที่ใช่
การเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) สักคันมีปัจจัยให้พิจารณามากมาย แต่หัวใจสำคัญที่กำหนดประสิทธิภาพและประสบการณ์การขับขี่คือ “มอเตอร์” ซึ่งทำหน้าที่เป็นขุมพลังในการขับเคลื่อน การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างมอเตอร์สองประเภทหลักจึงเป็นสิ่งจำเป็น
สรุปประเด็นสำคัญในการเลือกมอเตอร์ E-Bike
- Hub Motor: เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในเมือง บนเส้นทางเรียบ มีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า และต้องการการบำรุงรักษาน้อย เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่มีงบประมาณจำกัด
- Mid-Drive Motor: มีประสิทธิภาพสูงกว่าในการปั่นขึ้นทางชัน เส้นทางวิบาก หรือการเดินทางไกล ให้ความรู้สึกในการปั่นที่เป็นธรรมชาติและมีการกระจายน้ำหนักที่ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับนักปั่นที่ต้องการสมรรถนะสูงสุด
- การตัดสินใจ: การเลือกระหว่างสองประเภทนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานเป็นหลัก เช่น ภูมิประเทศที่ขับขี่บ่อยครั้ง ระยะทางที่ต้องการ และงบประมาณที่มี
- ปัจจัยเสริม: นอกเหนือจากประเภทมอเตอร์แล้ว ควรพิจารณาถึงระบบเซ็นเซอร์ (Torque vs. Cadence) และขนาดของแบตเตอรี่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระยะทางและฟังก์ชันการใช้งานโดยรวม
Hub Motor vs Mid-Drive: เลือกมอเตอร์ E-Bike แบบไหนดี?
การตัดสินใจเลือกระหว่าง Hub Motor vs Mid-Drive: เลือกมอเตอร์ E-Bike แบบไหนดี? ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้าคู่ใจ มอเตอร์ทั้งสองประเภทมีหลักการทำงาน ตำแหน่งการติดตั้ง และคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการควบคุม สมดุลของตัวรถ ประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน และความรู้สึกขณะขับขี่ การทำความเข้าใจในรายละเอียดของมอเตอร์แต่ละชนิดจะช่วยให้สามารถเลือก E-Bike ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และวัตถุประสงค์การใช้งานได้อย่างแม่นยำที่สุด
บทความนี้จะเจาะลึกถึงความแตกต่างในทุกมิติ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ข้อดีข้อเสีย ไปจนถึงสถานการณ์การใช้งานที่เหมาะสม เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่สามารถมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่เพื่อสันทนาการ การเดินทางในชีวิตประจำวัน หรือการผจญภัยบนเส้นทางที่ท้าทาย
เจาะลึกมอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor)
Hub Motor หรือมอเตอร์ดุมล้อ เป็นเทคโนโลยีที่พบได้แพร่หลายในตลาดจักรยานไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง ด้วยโครงสร้างที่เรียบง่ายและต้นทุนการผลิตที่ไม่สูงมากนัก ทำให้เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ผลิตและผู้บริโภคจำนวนมาก
หลักการทำงานของ Hub Motor
Hub Motor ถูกติดตั้งอยู่บริเวณศูนย์กลางของดุมล้อ ไม่ว่าจะเป็นล้อหน้าหรือล้อหลัง โดยตัวมอเตอร์จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อนั้นโดยตรง หลักการทำงานของมันเปรียบเสมือนการ “ผลัก” หรือ “ดึง” จักรยานไปข้างหน้า ระบบนี้ทำงานเป็นอิสระจากชุดขับเคลื่อนหลักของจักรยาน (โซ่และเฟือง) ซึ่งหมายความว่าแม้โซ่จะขาด จักรยานก็ยังสามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้ด้วยพลังงานจากมอเตอร์เพียงอย่างเดียว (หากมีระบบคันเร่ง)
จักรยานไฟฟ้าที่ใช้ Hub Motor ส่วนใหญ่มักมาพร้อมกับระบบคันเร่ง (Throttle) ที่ผู้ขับขี่สามารถบิดเพื่อส่งกำลังไปยังมอเตอร์ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องออกแรงปั่น คล้ายกับการขับขี่สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการออกตัวอย่างรวดเร็วหรือเมื่อต้องการกำลังเสริมในทันที
ข้อดีของ Hub Motor
ราคาเข้าถึงง่าย: เนื่องจากมีโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนและใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่า ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ ส่งผลให้จักรยานไฟฟ้าที่ใช้ Hub Motor มีราคาจำหน่ายที่ย่อมเยากว่าอย่างเห็นได้ชัด จึงเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่เริ่มต้นใช้งาน E-Bike หรือมีงบประมาณจำกัด
การบำรุงรักษาต่ำ: ระบบมอเตอร์เป็นแบบปิดและมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อย ทำให้มีความทนทานสูงและต้องการการบำรุงรักษาน้อยมาก นอกจากนี้ การที่มอเตอร์ไม่ได้ส่งกำลังผ่านโซ่และเฟืองยังช่วยลดอัตราการสึกหรอของชิ้นส่วนในระบบขับเคลื่อนได้อย่างมีนัยสำคัญ
ความเรียบง่ายและเชื่อถือได้: ด้วยความเป็นระบบที่สมบูรณ์ในตัวเอง ทำให้การทำงานมีความเสถียรและโอกาสเกิดปัญหาน้อยกว่าระบบที่ซับซ้อน เป็นตัวเลือกที่ให้ความสบายใจในการใช้งานระยะยาว
ข้อจำกัดของ Hub Motor
ประสิทธิภาพในการขึ้นทางชัน: Hub Motor อาจประสบปัญหาในการขับขี่ขึ้นเนินที่มีความชันสูงและต่อเนื่อง เนื่องจากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากอัตราทดของเกียร์ได้ ทำให้มอเตอร์ต้องทำงานหนักและอาจเกิดความร้อนสูงเกินไป ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลง
การกระจายน้ำหนักและสมดุล: การติดตั้งมอเตอร์ไว้ที่ล้อใดล้อหนึ่งทำให้เกิดการกระจุกตัวของน้ำหนัก ส่งผลให้สมดุลของรถไม่ดีเท่าที่ควร อาจรู้สึกว่ารถ “หนักหน้า” หรือ “หนักท้าย” ซึ่งมีผลต่อการควบคุม โดยเฉพาะขณะเข้าโค้งหรือยกจักรยาน
ระยะทางต่อการชาร์จ: โดยทั่วไปแล้ว Hub Motor มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานต่ำกว่า Mid-Drive Motor ทำให้ระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งสั้นกว่าเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ขนาดเดียวกัน
เจาะลึกมอเตอร์กลาง (Mid-Drive Motor)
Mid-Drive Motor หรือมอเตอร์ที่ติดตั้งบริเวณกลางเฟรมจักรยาน เป็นเทคโนโลยีที่พบได้ในจักรยานไฟฟ้าระดับกลางถึงระดับสูง ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมชาติมากที่สุด
หลักการทำงานของ Mid-Drive Motor
มอเตอร์ประเภทนี้จะติดตั้งอยู่ใกล้กับแกนกะโหลก (Bottom Bracket) และขาจาน โดยจะส่งกำลังไปยังล้อหลังผ่านระบบขับเคลื่อนดั้งเดิมของจักรยาน นั่นคือ โซ่และชุดเฟืองเกียร์ ข้อดีของการทำงานในลักษณะนี้คือมอเตอร์สามารถใช้ประโยชน์จากอัตราทดเกียร์ของจักรยานได้เต็มที่
เมื่อผู้ขับขี่เปลี่ยนเกียร์ให้เบาลงเพื่อปั่นขึ้นทางชัน มอเตอร์ก็จะได้รับประโยชน์จากอัตราทดนั้นเช่นกัน ทำให้สามารถสร้างแรงบิด (Torque) ได้สูงและมีประสิทธิภาพในการไต่ระดับความชันได้อย่างยอดเยี่ยม ระบบนี้มักจะใช้ “Torque Sensor” ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์วัดแรงกดที่บันได เพื่อปรับกำลังเสริมของมอเตอร์ให้สอดคล้องกับแรงปั่นของผู้ขับขี่อย่างเป็นธรรมชาติและนุ่มนวล
ข้อดีของ Mid-Drive Motor
ประสิทธิภาพการขึ้นทางชันที่เหนือกว่า: การใช้ประโยชน์จากชุดเกียร์ของจักรยานทำให้ Mid-Drive Motor สามารถรักษาความเร็วรอบการทำงาน (RPM) ที่เหมาะสมได้ตลอดเวลา ส่งผลให้มีแรงบิดมหาศาลสำหรับการปั่นขึ้นเนินที่สูงชันได้อย่างง่ายดาย
สมดุลและการควบคุมที่เป็นเลิศ: ตำแหน่งของมอเตอร์ที่อยู่ต่ำและบริเวณจุดศูนย์กลางของจักรยาน ช่วยสร้างจุดศูนย์ถ่วงที่ดีเยี่ยม ทำให้การกระจายน้ำหนักสมดุลเหมือนจักรยานทั่วไป ส่งผลให้การควบคุมรถทำได้ง่ายและมั่นคง ทั้งบนทางเรียบและในเส้นทางวิบาก
ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและระยะทาง: เนื่องจากมอเตอร์ทำงานร่วมกับเกียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ได้อย่างคุ้มค่า ส่งผลให้สามารถทำระยะทางได้ไกลกว่า Hub Motor อย่างชัดเจนเมื่อใช้แบตเตอรี่ขนาดเท่ากัน
ประสบการณ์การปั่นที่เป็นธรรมชาติ: การทำงานร่วมกับ Torque Sensor ทำให้การส่งกำลังเสริมเป็นไปอย่างราบรื่นและสอดคล้องกับแรงปั่นของผู้ขี่ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังปั่นจักรยานปกติแต่มีพละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์
ข้อจำกัดของ Mid-Drive Motor
ราคาสูงกว่า: ด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและต้องใช้เฟรมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ทำให้จักรยานไฟฟ้าที่ใช้ Mid-Drive Motor มีราคาสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
การสึกหรอของโซ่และเฟืองสูงกว่า: เนื่องจากมอเตอร์ส่งกำลังผ่านระบบขับเคลื่อนโดยตรง ทำให้โซ่และชุดเฟืองต้องรับภาระหนักขึ้น ส่งผลให้เกิดการสึกหรอเร็วกว่าปกติและต้องการการบำรุงรักษาที่ถี่ขึ้น
ความซับซ้อนในการบำรุงรักษา: ระบบมีชิ้นส่วนที่ทำงานร่วมกันมากกว่า ทำให้การซ่อมแซมหรือบำรุงรักษามีความซับซ้อนและอาจต้องอาศัยช่างผู้ชำนาญการโดยเฉพาะ
ตารางเปรียบเทียบ Hub Motor vs Mid-Drive Motor
| คุณสมบัติ | Hub Motor (มอเตอร์ดุมล้อ) | Mid-Drive Motor (มอเตอร์กลาง) |
|---|---|---|
| ตำแหน่งติดตั้ง | ดุมล้อหน้า หรือ ล้อหลัง | กลางเฟรม ใกล้แกนกะโหลก |
| ประสิทธิภาพการขึ้นทางชัน | พอใช้กับเนินที่ไม่ชันมาก อาจเกิดความร้อนสูงบนเนินชันยาวๆ | ยอดเยี่ยม สามารถใช้ประโยชน์จากเกียร์เพื่อสร้างแรงบิดสูง |
| สมดุลและการกระจายน้ำหนัก | ไม่สมดุล น้ำหนักกระจุกตัวที่ล้อ ทำให้ควบคุมได้ยากกว่า | สมดุลดีเยี่ยม จุดศูนย์ถ่วงต่ำและอยู่กลางรถ ควบคุมง่าย |
| ระยะทางต่อการชาร์จ | สั้นกว่า เนื่องจากประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่ำกว่า | ไกลกว่า เนื่องจากใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านเกียร์ |
| ความรู้สึกในการปั่น | เหมือนถูก “ผลัก” หรือ “ดึง” อาจไม่เป็นธรรมชาติ | เป็นธรรมชาติและนุ่มนวล เหมือนการขยายกำลังขาของตัวเอง |
| การสึกหรอของส่วนประกอบ | ต่ำ ไม่ส่งผลต่อโซ่และเฟืองโดยตรง | สูงกว่า โซ่และเฟืองรับภาระหนักขึ้นจากการส่งกำลัง |
| ระดับราคา | ถูกกว่า เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นและงบจำกัด | แพงกว่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด |
| การบำรุงรักษา | ต่ำ ระบบเป็นแบบปิดและเรียบง่าย | สูงกว่า มีความซับซ้อนและต้องการการดูแลระบบขับเคลื่อนมากขึ้น |
สถานการณ์ไหนที่เหมาะกับมอเตอร์แต่ละประเภท
การเลือกมอเตอร์ที่เหมาะสมที่สุดนั้นไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการและลักษณะการใช้งานของผู้ขับขี่แต่ละคนเป็นสำคัญ
เมื่อไหร่ควรเลือกใช้ Hub Motor
มอเตอร์ดุมล้อเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับสถานการณ์ต่อไปนี้:
- การเดินทางในเมือง (City Commuting): สำหรับการขับขี่บนถนนที่เรียบเป็นส่วนใหญ่ในเขตเมือง Hub Motor ให้กำลังที่เพียงพอและตอบสนองได้ดี การมีระบบคันเร่งยังช่วยให้ออกตัวจากสัญญาณไฟจราจรได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย
- ผู้ขับขี่ที่มีงบประมาณจำกัด: หากปัจจัยด้านราคาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก จักรยานไฟฟ้าที่ใช้ Hub Motor จะเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าและช่วยให้เข้าถึงเทคโนโลยี E-Bike ได้ง่ายขึ้น
- การใช้งานไม่บ่อยครั้ง: สำหรับผู้ที่ใช้จักรยานไฟฟ้าเป็นครั้งคราว หรือเพื่อการพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์ ความเรียบง่ายและการบำรุงรักษาที่ต่ำของ Hub Motor ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจน
- ต้องการระบบคันเร่ง: หากต้องการความสามารถในการเคลื่อนที่โดยไม่ต้องปั่นเลย Hub Motor คือคำตอบเดียว เนื่องจาก Mid-Drive Motor ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบช่วยปั่น (Pedal-Assist) เท่านั้น
เมื่อไหร่ควรเลือกใช้ Mid-Drive Motor
มอเตอร์กลางถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่จริงจังและต้องการสมรรถนะสูงสุด:
- การปั่นขึ้นเขาและเส้นทางภูเขา (Mountain Biking): ประสิทธิภาพในการไต่ทางชันที่เหนือกว่าทำให้ Mid-Drive Motor เป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับนักปั่นเสือภูเขาและผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีเนินเขาจำนวนมาก
- การเดินทางระยะไกล (Touring): ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ยอดเยี่ยม ทำให้สามารถเดินทางได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการปั่นท่องเที่ยวหรือเดินทางข้ามเมือง
- นักปั่นที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด: สำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุด ทั้งในด้านสมดุล การควบคุม และความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ Mid-Drive Motor สามารถตอบสนองได้อย่างไม่มีที่ติ
- การขับขี่ในเส้นทาง Off-Road: จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำและสมดุลช่วยให้การควบคุมจักรยานบนพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอทำได้ง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น
blockquote>
โดยสรุปแล้ว Hub Motor มอบความเรียบง่ายและความคุ้มค่า ในขณะที่ Mid-Drive Motor มอบประสิทธิภาพและความรู้สึกในการขับขี่ที่เหนือกว่า การเลือกระหว่างสองสิ่งนี้คือการสร้างสมดุลระหว่างงบประมาณและเป้าหมายในการใช้งาน
ปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรพิจารณา
นอกเหนือจากประเภทของมอเตอร์แล้ว ยังมีอีกสองปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสบการณ์การขับขี่ E-Bike โดยรวม
ประเภทของเซ็นเซอร์: Torque vs. Cadence
Cadence Sensor (เซ็นเซอร์วัดรอบขา): พบได้บ่อยใน E-Bike ที่ใช้ Hub Motor เซ็นเซอร์นี้จะทำงานโดยการตรวจจับว่ามีการหมุนของขาจานหรือไม่ หากมีการหมุน มอเตอร์ก็จะทำงาน การส่งกำลังจึงมีลักษณะเป็นแบบ “เปิด/ปิด” ซึ่งอาจทำให้รู้สึกกระชากและไม่เป็นธรรมชาติ
Torque Sensor (เซ็นเซอร์วัดแรงกด): พบได้บ่อยใน E-Bike ที่ใช้ Mid-Drive Motor เซ็นเซอร์นี้จะวัดแรงที่ผู้ขับขี่กดลงบนบันได และปรับกำลังเสริมจากมอเตอร์ให้สอดคล้องกัน ยิ่งออกแรงปั่นมาก มอเตอร์ก็จะช่วยมากขึ้น ทำให้ได้ประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง
ขนาดแบตเตอรี่และระยะทาง
ขนาดของแบตเตอรี่ (วัดเป็นวัตต์-ชั่วโมง หรือ Wh) เป็นตัวกำหนดระยะทางสูงสุดที่จักรยานสามารถวิ่งได้ แม้ว่า Mid-Drive Motor จะมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่การเลือกแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็สามารถช่วยชดเชยและเพิ่มระยะทางให้กับ E-Bike ที่ใช้ Hub Motor ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ก็จะมาพร้อมกับน้ำหนักและราคาที่สูงขึ้น
บทสรุป: การตัดสินใจเลือกมอเตอร์ที่ใช่
การเลือกระหว่าง Hub Motor และ Mid-Drive Motor ไม่ได้มีคำตอบว่าแบบไหน “ดีที่สุด” แต่มีคำตอบว่าแบบไหน “เหมาะสมที่สุด” สำหรับแต่ละบุคคล หากเป้าหมายคือการเดินทางที่สะดวกสบายในเมืองบนเส้นทางเรียบ ด้วยงบประมาณที่จำกัด Hub Motor คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมและตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์ ในทางกลับกัน หากเป็นนักปั่นที่ชื่นชอบความท้าทายบนเส้นทางภูเขา ต้องการเดินทางไกล และให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นธรรมชาติ การลงทุนกับ Mid-Drive Motor จะมอบผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว
การทำความเข้าใจความต้องการของตนเอง ทั้งในด้านลักษณะการใช้งาน ภูมิประเทศ และงบประมาณ จะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การเลือกจักรยานไฟฟ้าที่สามารถเติมเต็มความสุขและประสิทธิภาพในการเดินทางได้อย่างแท้จริง
สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น E-Bike ที่ใช้ Hub Motor หรือ Mid-Drive Motor รวมถึงสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่ GIANT Shopping Mall มีจักรยานที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมทีมงานที่เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
FACEBOOK PAGE: FACEBOOK PAGE
LINE: LINE
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

