เจาะเทรนด์ Micro-mobility อนาคตการเดินทางในเมืองใหญ่
- ประเด็นสำคัญของการเดินทางแห่งอนาคต
- Micro-mobility: ภาพอนาคตของการเดินทางในเมือง
- ทำความเข้าใจ Micro-mobility: นิยามและความสำคัญ
- ภาพรวมตลาด Micro-mobility: การเติบโตและสถิติที่น่าจับตา
- 5 เทรนด์ Micro-mobility ที่จะกำหนดทิศทางการเดินทางในปี 2026
- โอกาสและความท้าทายของการปรับใช้ Micro-mobility
- บทสรุป: ก้าวสู่ยุคใหม่ของการเดินทางในเมือง
- เลือกพาหนะคู่ใจสำหรับอนาคตการเดินทาง
การเดินทางในเมืองใหญ่กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ทั้งปัญหารถติดสะสม มลภาวะทางอากาศ และความต้องการเดินทางที่เชื่อมต่อกันอย่างราบรื่น ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ เทรนด์การเดินทางขนาดเล็ก หรือ Micro-mobility ได้ถือกำเนิดขึ้นและกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพื่อเป็นคำตอบของวิถีชีวิตคนเมืองยุคใหม่
ประเด็นสำคัญของการเดินทางแห่งอนาคต
- นิยามและความสำคัญ: Micro-mobility หมายถึงยานพาหนะขนาดเล็กน้ำหนักเบา เช่น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้า ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการเดินทางระยะสั้น โดยมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาการเดินทางช่วงแรกและช่วงสุดท้าย (First/Last-mile)
- การเติบโตของตลาด: ตลาด Micro-mobility ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 213.70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 และจะขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
- เทรนด์หลักในปี 2026: อนาคตของ Micro-mobility จะถูกขับเคลื่อนด้วยการผนวกรวมเข้ากับระบบเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย และการบูรณาการผ่านแพลตฟอร์ม Mobility as a Service (MaaS)
- โอกาสและความท้าทาย: แม้ว่า Micro-mobility จะมอบโอกาสในการสร้างเมืองที่ยั่งยืนและลดปัญหาจราจร แต่ก็ยังมีความท้าทายด้านกฎระเบียบ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการยอมรับของผู้คน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไป
Micro-mobility: ภาพอนาคตของการเดินทางในเมือง
การเจาะเทรนด์ Micro-mobility อนาคตการเดินทางในเมืองใหญ่ ไม่ใช่เป็นเพียงการพูดถึงกระแสนิยมชั่วคราว แต่เป็นการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบคมนาคมในเขตเมือง ยานพาหนะขนาดเล็กเหล่านี้ได้เข้ามาตอบโจทย์การเดินทางระยะสั้น หรือที่เรียกว่า “Last-mile Travel” ซึ่งเป็นช่องว่างที่ระบบขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่มักเข้าไม่ถึง ช่วยให้ผู้คนสามารถเดินทางจากบ้านไปยังสถานีรถไฟฟ้า หรือจากป้ายรถประจำทางไปยังที่ทำงานได้อย่างสะดวกสบาย รวดเร็ว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเติบโตของเทรนด์นี้จึงเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนผ่านสู่วิถีชีวิตคนเมืองที่ยั่งยืนและชาญฉลาดยิ่งขึ้น
ความสำคัญของ Micro-mobility ได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่เผชิญกับปัญหาความหนาแน่นของการจราจรและมลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง การเกิดขึ้นของจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไม่เพียงแต่ช่วยลดจำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลบนท้องถนน แต่ยังส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงการเดินทางอีกด้วย เมื่อเมืองต่างๆ ทั่วโลกเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนยานพาหนะประเภทนี้ เช่น การสร้างเลนจักรยานที่ปลอดภัยและสถานีจอดที่เพียงพอ จึงเป็นที่ชัดเจนว่า Micro-mobility กำลังจะกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศการเดินทางในเมืองแห่งอนาคตอันใกล้นี้
ทำความเข้าใจ Micro-mobility: นิยามและความสำคัญ
เพื่อให้เข้าใจถึงศักยภาพของเทรนด์นี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องเริ่มต้นจากคำจำกัดความและบทบาทที่ยานพาหนะขนาดเล็กเหล่านี้มีต่อการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของเมืองใหญ่
Micro-mobility คืออะไร?
Micro-mobility หมายถึงยานพาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็กและน้ำหนักเบาที่ออกแบบมาเพื่อการเดินทางระยะสั้น โดยทั่วไปมักมีความเร็วไม่สูงมากนัก ยานพาหนะในกลุ่มนี้ครอบคลุมตั้งแต่จักรยานธรรมดา, จักรยานพับได้, ไปจนถึงยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-bikes) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (E-scooters) จุดเด่นของยานพาหนะเหล่านี้คือความคล่องตัวสูง สามารถเข้าถึงตรอกซอกซอยหรือเส้นทางที่รถยนต์ไม่สามารถไปได้ และส่วนใหญ่มักเป็นยานพาหนะปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero-emission Vehicle) ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
บทบาทในการแก้ปัญหาเมืองใหญ่
Micro-mobility ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการบรรเทาปัญหาสำคัญหลายประการในเขตเมือง:
- การเชื่อมต่อ First/Last Mile: ปัญหาคอขวดที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของระบบขนส่งสาธารณะคือการเดินทางจากจุดเริ่มต้น (บ้าน) ไปยังสถานี และจากสถานีไปยังจุดหมายปลายทาง (ที่ทำงาน) Micro-mobility เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงนัก เช่น การเดินทางด้วยสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า 12 นาที อาจมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 2.80–4.70 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การใช้บริการรถไฟฟ้าหรือรถประจำทางสะดวกสบายและเข้าถึงง่ายขึ้น
- การลดปัญหาจราจรและมลพิษ: การเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมาเป็นยานพาหนะขนาดเล็กสำหรับการเดินทางระยะสั้นส่งผลโดยตรงต่อการลดความหนาแน่นบนท้องถนน จากข้อมูลในเมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา พบว่าในช่วงที่มีการห้ามใช้ Micro-mobility ชั่วคราว เวลาที่ใช้ในการเดินทางเพิ่มขึ้นถึง 9-11% ในวันปกติ และพุ่งสูงถึง 37% ในช่วงที่มีกิจกรรมใหญ่ นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่าในปี 2024 การใช้ Micro-mobility ในอเมริกาเหนือช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 46 ล้านกิโลกรัม
- ส่งเสริมความเท่าเทียมในการเดินทาง: ผู้ให้บริการ Micro-mobility หลายรายมีนโยบายเสนอส่วนลดสำหรับผู้มีรายได้น้อย และพัฒนาระบบให้สามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสมาร์ทโฟนหรือบัตรเครดิตเสมอไป ทำให้ผู้คนในชุมชนที่ขาดแคลนสามารถเข้าถึงตัวเลือกการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและราคาไม่แพงได้มากขึ้น
Micro-mobility ไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานพาหนะ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างระบบนิเวศการเดินทางที่ยั่งยืน เท่าเทียม และมีประสิทธิภาพสำหรับทุกคนในเมือง
ภาพรวมตลาด Micro-mobility: การเติบโตและสถิติที่น่าจับตา
การเติบโตของตลาด Micro-mobility ทั่วโลกเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญและศักยภาพของเทรนด์นี้ได้เป็นอย่างดี ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญมาจากการขยายตัวของเมือง (Urbanization) ปัญหาการจราจรที่ทวีความรุนแรงขึ้น และนโยบายของภาครัฐที่สนับสนุนการเดินทางคาร์บอนต่ำ
มูลค่าตลาดโลกและการคาดการณ์
ข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดชี้ให้เห็นแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าตลาด Micro-mobility ทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 213.70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 และจะเติบโตต่อไปจนมีมูลค่าราว 368.20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 7.0% นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดอาจมีมูลค่าสูงถึง 340 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในปี 2030 ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคต่ออนาคตของการเดินทางในรูปแบบนี้
สถิติการใช้งานที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลง
เมื่อพิจารณาจากสถิติการใช้งานจริง โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีการปรับใช้เทคโนโลยีนี้อย่างแพร่หลาย จะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ปี 2024 มีการเดินทางด้วย Micro-mobility สูงถึง 225 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 31% จากปี 2023 โดยมีจำนวนยานพาหนะให้บริการรวมกว่า 333,000 คัน ครอบคลุมพื้นที่ 415 เมือง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็ว
| ตัวชี้วัด | สถิติและข้อมูลสำคัญ |
|---|---|
| มูลค่าตลาดโลก | คาดการณ์แตะ 213.70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 |
| จำนวนการเดินทาง (อเมริกาเหนือ 2024) | 225 ล้านครั้ง (เพิ่มขึ้น 31% จากปี 2023) |
| สัดส่วนประเภทพาหนะ (อเมริกาเหนือ 2024) | จักรยาน 62% (โดยเป็น E-bikes 64 ล้านครั้ง), E-scooters 38% |
| การใช้พลังงานไฟฟ้า | 66% ของการเดินทางทั้งหมดเป็นการใช้ยานพาหนะไฟฟ้า |
| การเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ | 70% ของระบบ Micro-mobility เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนหลัก |
5 เทรนด์ Micro-mobility ที่จะกำหนดทิศทางการเดินทางในปี 2026
ในปี 2026 และปีต่อๆ ไป ทิศทางของ Micro-mobility จะถูกกำหนดโดยแนวโน้มสำคัญหลายประการที่ผสานเทคโนโลยี นโยบาย และโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางในเมืองที่ดียิ่งขึ้น
1. ระบบนิเวศการเดินทางแบบแบ่งปัน (Shared Mobility Ecosystems)
ผู้ให้บริการจะขยายฟลีตของสกู๊ตเตอร์และจักรยานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยทำงานร่วมกับเทศบาลและหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและขยายพื้นที่ให้ครอบคลุม ความร่วมมือนี้จะช่วยให้การวางแผนเส้นทางและการจัดสรรยานพาหนะเป็นไปอย่างเหมาะสมกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ ลดปัญหาการจอดไม่เป็นระเบียบ และทำให้บริการเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายคมนาคมของเมืองอย่างแท้จริง
2. การผนวกรวมกับเมืองอัจฉริยะ (Smart City Integration)
เมืองชั้นนำของโลกอย่างปารีส สิงคโปร์ และลอสแอนเจลิส กำลังเป็นผู้นำในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อรองรับ Micro-mobility ซึ่งรวมถึงการติดตั้งเซ็นเซอร์ในเลนจักรยานเพื่อเก็บข้อมูลการจราจร, การกำหนดพื้นที่จอดรถแบบ Geo-fenced ที่ควบคุมผ่าน GPS เพื่อความเป็นระเบียบ, และการพัฒนาแอปพลิเคชัน MaaS ที่รวบรวมข้อมูลการเดินทางทุกรูปแบบไว้ในที่เดียว การใช้ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เมืองสามารถวางผังเมืองและจัดการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจัง
โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ Micro-mobility เกิดขึ้นได้จริงและปลอดภัย หลายเมืองในยุโรป เช่น มิลาน โรม และบาร์เซโลนา ได้เริ่มปรับเปลี่ยนเลนรถยนต์ให้เป็นทางจักรยานมากขึ้น ขณะที่เมืองคลีฟแลนด์ในสหรัฐอเมริกา มีแผนติดตั้ง “Mobility Hubs” หรือจุดจอดและศูนย์บริการครบวงจรกว่า 70 แห่งภายในช่วงฤดูร้อนปี 2026 โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการอย่าง Veo และ Bird นอกจากนี้ การลงทุนสร้างสถานีชาร์จและที่จอดจักรยานใกล้กับสถานีขนส่งสาธารณะจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดการใช้งานมากขึ้น
4. การบูรณาการสู่แพลตฟอร์ม MaaS (Mobility as a Service)
แนวคิด MaaS คือการรวมบริการเดินทางทุกประเภทไว้ในแอปพลิเคชันเดียว ทำให้ผู้ใช้สามารถวางแผน จอง และชำระเงินสำหรับการเดินทางที่ผสมผสานทั้งรถไฟ, รถประจำทาง, จักรยาน, สกู๊ตเตอร์ และแท็กซี่ได้อย่างราบรื่น ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือแอปพลิเคชัน Whim ในเฮลซิงกิ และ Jelbi ในเบอร์ลิน เทรนด์นี้จะทำให้ Micro-mobility ไม่ใช่แค่ตัวเลือกเสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเดินทางแบบไร้รอยต่อ
5. นวัตกรรมด้านยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่
เทคโนโลยีคือตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Micro-mobility มีราคาเข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น E-bikes และ E-scooters จะกลายเป็นยานพาหนะหลักบนท้องถนน ขณะที่นวัตกรรมแบตเตอรี่ เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) และแบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-state) จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มระยะทาง และยืดอายุการใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดความกังวลเรื่องระยะทาง (Range Anxiety) และทำให้ยานพาหนะไฟฟ้าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งานในชีวิตประจำวัน
โอกาสและความท้าทายของการปรับใช้ Micro-mobility
แม้ว่าอนาคตของ Micro-mobility จะดูสดใส แต่การนำไปปรับใช้ในวงกว้างยังคงต้องเผชิญกับทั้งโอกาสและอุปสรรคที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ
โอกาสทองสำหรับเมืองและธุรกิจ
โอกาสที่สำคัญที่สุดคือการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งในรูปแบบของเงินอุดหนุน (Subsidies) การลดหย่อนภาษี และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะช่วยเร่งให้เกิดการยอมรับและใช้งานในวงกว้าง นอกจากนี้ การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มการเดินทางหลายรูปแบบ (Multimodal Platforms) ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และช่วยให้การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตสามารถทำได้โดยอาศัยข้อมูลการใช้งานจริง (Data-driven) ทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด
ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม
ในทางกลับกัน ความท้าทายหลักคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ต้นทุนเริ่มต้นในการจัดหาฟลีตยานพาหนะและการสร้างสถานีบริการอาจค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีประเด็นด้านกฎระเบียบที่ยังไม่มีความชัดเจนในหลายพื้นที่ เช่น ข้อกำหนดด้านความเร็ว การสวมหมวกนิรภัย และพื้นที่ที่อนุญาตให้ขับขี่ได้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเพื่อสร้างความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อย ตัวอย่างเช่น เมืองคลีฟแลนด์ได้กำหนดเวลาให้บริการของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าตั้งแต่ตี 3 ถึงเที่ยงคืน ในขณะที่จักรยานไฟฟ้าสามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อจัดระเบียบและตอบสนองต่อรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน
บทสรุป: ก้าวสู่ยุคใหม่ของการเดินทางในเมือง
โดยสรุปแล้ว การเจาะเทรนด์ Micro-mobility อนาคตการเดินทางในเมืองใหญ่ แสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ แต่เป็นการปฏิวัติรูปแบบการใช้ชีวิตและการเดินทางในเขตเมืองอย่างแท้จริง ภายในปี 2026 และหลังจากนั้น Micro-mobility จะกลายเป็นแกนหลักของระบบคมนาคม ผสานการทำงานร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะและเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะ เพื่อสร้างเมืองที่น่าอยู่ ลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ลดมลพิษ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อวางรากฐานสำหรับอนาคตที่ยั่งยืนและชาญฉลาด
เลือกพาหนะคู่ใจสำหรับอนาคตการเดินทาง
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางแห่งอนาคต การเลือกยานพาหนะที่เหมาะสมเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของการเดินทางในเมือง พร้อมให้คำปรึกษาและบริการครบวงจร
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม

