เจาะเทรนด์ Micromobility: E-Bike ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่
- ภาพรวมของ Micromobility
- Micromobility คืออะไรและทำไมจึงสำคัญในปี 2569
- การเติบโตของตลาด Micromobility ในประเทศไทย
- E-Bike และยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อ: คำตอบของการเดินทางในเมือง
- นโยบายภาครัฐและการสนับสนุนที่ต้องจับตา
- แนวโน้มเทคโนโลยีและอนาคตของ Micromobility ในปี 2569
- ความท้าทายและโอกาสในตลาดที่ต้องเผชิญ
- สรุป: E-Bike ทางเลือกเพื่ออนาคตการเดินทางในเมือง
ท่ามกลางความท้าทายด้านการจราจรและปัญหาสิ่งแวดล้อมในเมืองใหญ่ทั่วโลก กระแสการเดินทางรูปแบบใหม่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ บทความนี้จะมาเจาะเทรนด์ Micromobility: E-Bike ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ ซึ่งเป็นการเดินทางระยะสั้นด้วยยานพาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็ก โดยเฉพาะจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่กำลังกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางในเมืองใหญ่ของประเทศไทย
ภาพรวมของ Micromobility
- การเติบโตสูง: ตลาด Micromobility ในไทยมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 98.7% จนถึงปี 2030 (พ.ศ. 2573)
- ตอบโจทย์ชีวิตเมือง: จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นโซลูชันที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเดินทางเชื่อมต่อ (First-Mile/Last-Mile) กับระบบขนส่งสาธารณะ ช่วยลดปัญหารถติดและมลพิษทางอากาศ
- นโยบายภาครัฐหนุน: โครงการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า เช่น EV 3.5 ที่มอบเงินอุดหนุนและลดหย่อนภาษี ช่วยลดต้นทุนและกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลมากขึ้น
- กลุ่มผู้ใช้ขยายตัว: นักศึกษาและพนักงานออฟฟิศเป็นกลุ่มผู้ใช้งานหลักที่มองหาทางเลือกการเดินทางที่ประหยัด รวดเร็ว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Micromobility คืออะไรและทำไมจึงสำคัญในปี 2569
เมื่อเข้าสู่ปี พ.ศ. 2569 รูปแบบการใช้ชีวิตและการเดินทางของผู้คนในเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก คำว่า “Micromobility” หรือ “จุลยานยนต์” ได้กลายเป็นคำที่คุ้นหูและมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในบริบทของเมืองที่มีความหนาแน่นสูงอย่างกรุงเทพมหานคร การทำความเข้าใจแนวคิดนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อมองเห็นภาพอนาคตของการสัญจรในเมือง
นิยามของการเดินทางระยะสั้น
Micromobility หมายถึง การเดินทางในระยะทางสั้นๆ ซึ่งโดยทั่วไปไม่เกิน 5-10 กิโลเมตร โดยใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมักขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ยานพาหนะในกลุ่มนี้ประกอบด้วย จักรยานไฟฟ้า (E-Bike), สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (E-Scooter), จักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (E-Moped) และพาหนะอื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน หัวใจสำคัญของ Micromobility คือการมอบความคล่องตัว สะดวกสบาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเติมเต็มช่องว่างของระบบคมนาคมขนส่งในปัจจุบัน
ความสำคัญต่อเมืองใหญ่ในปัจจุบัน
ความสำคัญของ Micromobility เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกคือ การแก้ปัญหารถติด ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในเมืองใหญ่ ยานพาหนะขนาดเล็กช่วยให้ผู้ใช้สามารถหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประการที่สองคือ การลดมลพิษ การใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และฝุ่น PM2.5 ซึ่งสอดคล้องกับกระแสความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ประการสุดท้ายคือ การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ทั้งค่าเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่ารถยนต์ส่วนบุคคลอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ Micromobility เป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มองหาโซลูชันการเดินทางที่ชาญฉลาดและคุ้มค่า
การเติบโตของตลาด Micromobility ในประเทศไทย
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตของ Micromobility สูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค และการสนับสนุนจากภาครัฐ ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้ตลาดนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว
มูลค่าตลาดและคาดการณ์อนาคต
ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการเติบโต โดยในปี 2020 ตลาด Micromobility ในไทยมีมูลค่าอยู่ที่ 11.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างมหาศาลด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (Compound Annual Growth Rate – CAGR) ที่สูงถึง 98.7% ไปจนถึงปี 2030
การคาดการณ์อัตราการเติบโตที่เกือบ 100% ต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลและการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในภูมิทัศน์การเดินทางของประเทศไทยในทศวรรษหน้า
ยานพาหนะประเภทจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (E-Mopeds) ซึ่งมีลักษณะการใช้งานใกล้เคียงกับ E-Bike ถือเป็นกลุ่มที่ครองส่วนแบ่งตลาดหลักในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับความนิยมมอเตอร์ไซค์ในวัฒนธรรมไทย นอกจากนี้ หากมองในภาพรวมของภูมิภาคเอเชียใต้ ตลาดนี้คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 45 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 โดยประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดนี้
ปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดด
การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีปัจจัยสนับสนุนหลายด้านประกอบกัน:
- ความต้องการของคนรุ่นใหม่: ประชากรกลุ่มหนุ่มสาว นักศึกษา และวัยทำงานตอนต้น มีความเปิดรับต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ และมองหาทางเลือกการเดินทางที่ทันสมัย สะดวก และสะท้อนไลฟ์สไตล์ของตนเอง
- ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม: กระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการตระหนักถึงปัญหามลพิษ ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากมองหายานพาหนะที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์
- การขยายตัวของเมือง: ความแออัดที่เพิ่มขึ้นในเขตเมือง ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวไม่สะดวกและใช้เวลานาน Micromobility จึงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ความคล่องตัว
- ผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19: การระบาดใหญ่ที่ผ่านมาได้เร่งให้ผู้คนหันมาสนใจยานพาหนะส่วนตัวที่สามารถเว้นระยะห่างทางสังคมได้ ส่งผลให้ยอดขายยานพาหนะขนาดเล็กเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
E-Bike และยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อ: คำตอบของการเดินทางในเมือง
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike และยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อประเภทอื่นๆ ไม่ได้เป็นเพียงกระแสแฟชั่น แต่เป็นเครื่องมือที่เข้ามาแก้ปัญหาการเดินทางในเมืองได้อย่างตรงจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเชื่อมต่อการเดินทางในชีวิตประจำวัน
การแก้ปัญหา First-Mile และ Last-Mile
“First-Mile” และ “Last-Mile” คือคำที่ใช้อธิบายการเดินทางระยะสั้นๆ จากบ้านไปยังสถานีขนส่งสาธารณะ (เช่น รถไฟฟ้า BTS/MRT) และจากสถานีไปยังจุดหมายปลายทาง (เช่น ที่ทำงานหรือสถานศึกษา) ซึ่งมักเป็นช่วงที่การเดินทางไม่สะดวกและมีค่าใช้จ่ายสูง E-Bike และ E-Scooter เข้ามาตอบโจทย์ปัญหานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยช่วยให้ผู้คนสามารถเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนได้อย่างรวดเร็วและประหยัด ลดการพึ่งพารถแท็กซี่หรือวินมอเตอร์ไซค์ และที่สำคัญคือลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนท้องถนน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการบรรเทาปัญหาการจราจรและมลพิษทางอากาศ
กลุ่มผู้ใช้งานหลักและอัตราการยอมรับ
กลุ่มผู้ใช้งานหลักของ Micromobility ในปัจจุบันคือ นักศึกษาและพนักงานออฟฟิศ ที่ต้องการทางเลือกการเดินทางที่ราคาถูก คล่องตัว และใช้งานง่าย พวกเขามองว่า E-Bike เป็นโซลูชันที่ลงตัวระหว่างการออกกำลังกายเบาๆ และความสะดวกสบายจากระบบไฟฟ้าช่วยผ่อนแรง สิ่งที่น่าสนใจคือ อัตราการยอมรับ Micromobility ในช่วงเริ่มต้นนั้นสูงกว่าตลาด Ride-Hailing (เช่น บริการเรียกรถ) ถึง 10 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่ชัดเจนและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางอย่างรวดเร็ว
เปรียบเทียบพาหนะ Micromobility ยอดนิยม
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่าง E-Bike, E-Scooter และจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม จะช่วยให้เข้าใจถึงจุดเด่นและข้อจำกัดของยานพาหนะแต่ละประเภทในการใช้งานในเมือง
| คุณสมบัติ | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (E-Scooter) | จักรยานยนต์ (น้ำมัน) |
|---|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น | ปานกลาง | ต่ำ – ปานกลาง | สูง |
| ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน | ต่ำมาก (ค่าไฟฟ้า) | ต่ำมาก (ค่าไฟฟ้า) | สูง (ค่าน้ำมัน) |
| ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม | ไม่มีมลพิษ | ไม่มีมลพิษ | ปล่อยมลพิษสูง |
| ความคล่องตัวในเมือง | สูงมาก | สูงมาก | ปานกลาง |
| ระยะทางต่อการชาร์จ/เติม | ปานกลาง (30-80 กม.) | ต่ำ (20-40 กม.) | สูง (100+ กม.) |
| การบำรุงรักษา | ต่ำ | ต่ำ | สูง |
นโยบายภาครัฐและการสนับสนุนที่ต้องจับตา
การเติบโตของเทรนด์ EV และ Micromobility ในประเทศไทยได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายของภาครัฐ ที่มุ่งส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
โครงการ EV 3.5 และผลกระทบเชิงบวก
โครงการ “EV 3.5” เป็นมาตรการสำคัญที่รัฐบาลออกมาเพื่อกระตุ้นตลาด โดยมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งการให้เงินอุดหนุน การลดภาษีสรรพสามิต และการลดภาษีนำเข้าสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรวมถึง E-Bike และ E-Moped ด้วย นโยบายนี้ส่งผลโดยตรงทำให้ราคาจำหน่ายของยานพาหนะไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคทั่วไป และจูงใจให้ผู้ประกอบการนำเข้าและผลิตยานพาหนะไฟฟ้ามากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของในระยะยาว ทั้งในด้านเชื้อเพลิงและการบำรุงรักษา ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับการกำหนดราคาคาร์บอนที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ EV
นอกจากการสนับสนุนด้านราคาแล้ว รัฐบาลยังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น โดยเฉพาะสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (Charging Station) โดยมีเป้าหมายติดตั้งให้ครอบคลุมทั่วประเทศถึง 11,622 จุดภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 แม้เป้าหมายนี้จะผ่านมาแล้วในปี 2569 แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การมีสถานีชาร์จที่เพียงพอและเข้าถึงง่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขจัดความกังวลของผู้ใช้ในเรื่องระยะทางการขับขี่ และสร้างความมั่นใจในการเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ
เป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ
ในภาพใหญ่ ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค โดยตั้งเป้าให้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนถึง 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) เป้าหมายนี้ไม่เพียงแต่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ แต่ยังเป็นการผลักดันให้เกิดการยอมรับและใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในวงกว้าง รวมถึงกลุ่ม Micromobility ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาเทคโนโลยีและซัพพลายเชนในประเทศ
แนวโน้มเทคโนโลยีและอนาคตของ Micromobility ในปี 2569
ในปี 2569 นี้ เราจะได้เห็นการผสานรวมเทคโนโลยีเข้ากับการเดินทางในเมืองอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น กรุงเทพมหานครกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการทดลองนวัตกรรมด้านการสัญจร ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของ Micromobility
นวัตกรรมในกรุงเทพฯ สู่เมืองอัจฉริยะ
หนึ่งในโครงการที่น่าจับตามองคือความร่วมมือระหว่าง Toyota และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่เขตจตุจักร ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองขนาดเล็ก เช่น การจัดระเบียบเส้นทาง การปรับสัญญาณไฟจราจร และการสร้างเลนเฉพาะสำหรับยานพาหนะขนาดเล็ก โครงการลักษณะนี้แม้จะเริ่มต้นในพื้นที่จำกัด แต่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างมหาศาลต่อภาพรวมการจราจร และเป็นการปูทางไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่ Micromobility เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเดินทาง
ภาพสะท้อนจากเทรนด์เศรษฐกิจมหภาค
แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2569 มีการเน้นย้ำใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), พลังงานหมุนเวียน และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งทั้งสามส่วนนี้ล้วนสนับสนุนการเติบโตของ Micromobility โดยตรง การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดผลักดันให้เกิดการใช้ยานพาหนะไฟฟ้า ขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลช่วยให้เกิดแพลตฟอร์มการให้บริการเช่า (Sharing) หรือการจัดการยานพาหนะที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เวทีสำคัญสำหรับอุตสาหกรรม Mobility
ปี 2569 ยังเป็นปีที่จะมีงานอีเวนต์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางแห่งอนาคตจัดขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นงาน MobilityTech Asia Bangkok ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2569 และงาน Mobility Live Thailand 2026 งานเหล่านี้จะเป็นเวทีสำคัญที่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบาย จะได้มาแลกเปลี่ยนความรู้และจัดแสดงเทคโนโลยีล่าสุด โดยมีหัวข้อหลักคือ Micromobility, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), และการเดินทางในรูปแบบบริการ (Mobility as a Service – MaaS) ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาและนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดไทยได้เร็วยิ่งขึ้น
ความท้าทายและโอกาสในตลาดที่ต้องเผชิญ
แม้ว่าแนวโน้มการเติบโตของตลาด Micromobility จะสดใส แต่ก็ยังมีความท้าทายและอุปสรรคที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับโอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้าง
อุปสรรคและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
ความท้าทายประการแรกคือ เมื่อรายได้ของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น อาจมีแนวโน้มที่จะขยับไปเลือกใช้ยานพาหนะขนาดใหญ่ขึ้น เช่น รถยนต์ส่วนตัว หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูงกว่า แทนที่จะเลือกใช้ E-Bike หรือ E-Scooter สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน ดังนั้น การสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ด้านความคล่องตัวและการประหยัดของ Micromobility จึงเป็นสิ่งสำคัญ
ประการที่สองคือ ความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบ เพื่อรองรับการใช้งานยานพาหนะประเภทนี้อย่างปลอดภัยและเป็นระบบ เช่น การสร้างทางจักรยานที่ได้มาตรฐาน การกำหนดความเร็วสูงสุดที่เหมาะสม และการออกกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้งานบนท้องถนน เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับผู้ใช้ทุกคน
ศักยภาพที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาด Micromobility ยังมีโอกาสอีกมหาศาล แม้ว่าในปัจจุบันตลาดจะค่อนข้างกระจัดกระจาย (Fragmented) และมีผู้เล่นรายย่อยจำนวนมาก แต่ก็หมายถึงยังมีช่องว่างสำหรับการเติบโตและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก E-Bike ยังคงเป็นทางเลือกหลักสำหรับคนเมืองยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความคล่องตัว และต้องการหลีกเลี่ยงความวุ่นวายของการจราจร การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน และการให้บริการหลังการขายที่ดี จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในตลาดที่มีศักยภาพสูงนี้
สรุป: E-Bike ทางเลือกเพื่ออนาคตการเดินทางในเมือง
เจาะเทรนด์ Micromobility: E-Bike ตอบโจทย์คนเมืองยุคใหม่ ไม่ใช่เป็นเพียงกระแสชั่วคราว แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของรูปแบบการเดินทางในเมือง ที่ขับเคลื่อนด้วยความต้องการความสะดวกสบาย ความประหยัด และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตลาดในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมี E-Bike และยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อเป็นหัวหอกสำคัญในการแก้ปัญหาการเดินทางระยะสั้น การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ และการลดปัญหารถติด เมื่อผนวกกับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐและการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง อนาคตของการเดินทางในเมืองของไทยจึงมี Micromobility เป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางแห่งอนาคตและกำลังมองหาจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อทุกความต้องการ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
- FACEBOOK PAGE
- LINE
- โทร: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)

