มอเตอร์กลาง vs ดุมล้อ: E-Bike แบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?
- แก่นหลักของระบบขับเคลื่อน E-Bike
- ความสำคัญของการเลือกระบบมอเตอร์ที่ใช่
- เจาะลึกมอเตอร์กลาง (Mid-Drive Motor)
- ทำความรู้จักมอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor)
- ตารางเปรียบเทียบหมัดต่อหมัด: มอเตอร์กลาง vs ดุมล้อ
- ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการเลือก
- บทสรุป: E-Bike ระบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
การเลือกระหว่างมอเตอร์กลาง vs ดุมล้อ: E-Bike แบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด? ถือเป็นการตัดสินใจที่สำคัญซึ่งส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์การขับขี่จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) โดยรวม ระบบขับเคลื่อนทั้งสองประเภทนี้มีข้อดี ข้อเสีย และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่ประสิทธิภาพในการขึ้นทางชัน ความสมดุลของตัวรถ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเลือก E-Bike ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างแท้จริง
แก่นหลักของระบบขับเคลื่อน E-Bike
- มอเตอร์กลาง (Mid-Drive Motor): ติดตั้งบริเวณแกนกลางของจักรยาน ทำงานร่วมกับระบบเกียร์เดิม ให้ความสมดุลที่ดีเยี่ยม ประสิทธิภาพสูงในการปั่นขึ้นทางชัน และให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติคล้ายจักรยานทั่วไป แต่มีราคาสูงกว่าและต้องการการบำรุงรักษาที่มากกว่า
- มอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor): ติดตั้งอยู่ที่ดุมล้อหน้าหรือล้อหลัง มีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า บำรุงรักษาน้อย และใช้งานไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองและเส้นทางเรียบ อย่างไรก็ตาม น้ำหนักที่กระจุกตัวอยู่บริเวณล้ออาจส่งผลต่อความสมดุลและการควบคุม
- การเลือกที่เหมาะสม: การตัดสินใจเลือกระบบมอเตอร์ควรพิจารณาจากลักษณะการใช้งานเป็นหลัก เช่น ภูมิประเทศที่ขับขี่บ่อยครั้ง ระยะทาง งบประมาณ และความต้องการด้านการบำรุงรักษา
- ประสิทธิภาพพลังงาน: โดยทั่วไปแล้ว มอเตอร์กลางมีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูงกว่า ทำให้สามารถวิ่งได้ระยะทางไกลกว่าต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเมื่อเทียบกับมอเตอร์ดุมล้อในสภาวะการขับขี่ที่ใกล้เคียงกัน
ความสำคัญของการเลือกระบบมอเตอร์ที่ใช่
จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike ได้กลายเป็นทางเลือกการเดินทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก ด้วยความสามารถในการผสานกำลังของผู้ปั่นเข้ากับพลังงานไฟฟ้า ทำให้การเดินทางสะดวกสบาย รวดเร็ว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่กำหนดสมรรถนะและลักษณะของ E-Bike แต่ละคันคือ “ระบบมอเตอร์” ซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ มอเตอร์กลาง (Mid-Drive Motor) และมอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor)
การเลือกระบบมอเตอร์ที่เหมาะสมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความชอบส่วนบุคคล แต่เป็นปัจจัยเชิงเทคนิคที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทุกมิติของการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการตอบสนองของคันเร่ง ความสามารถในการไต่ทางลาดชัน ความสมดุลในการเข้าโค้ง ความรู้สึกขณะปั่น หรือแม้กระทั่งความถี่และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในระยะยาว ดังนั้น ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อ E-Bike จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึงคุณสมบัติที่แตกต่างกันของมอเตอร์ทั้งสองชนิด เพื่อให้สามารถเลือกรถที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และวัตถุประสงค์การใช้งานได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด
เจาะลึกมอเตอร์กลาง (Mid-Drive Motor)
มอเตอร์กลาง หรือ Mid-Drive Motor เป็นระบบขับเคลื่อนที่ได้รับการยอมรับในด้านประสิทธิภาพและสมรรถนะขั้นสูง ทำให้เป็นตัวเลือกยอดนิยมในกลุ่มผู้ใช้งาน E-Bike ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นธรรมชาติและตอบสนองได้ดีในทุกสภาพภูมิประเทศ
ตำแหน่งการติดตั้งและหลักการทำงาน
ตามชื่อเรียก มอเตอร์กลางถูกติดตั้งไว้บริเวณกึ่งกลางของเฟรมจักรยาน ใกล้กับชุดจานหน้าและแกนบันได (Bottom Bracket) ซึ่งเป็นจุดศูนย์ถ่วงของรถพอดี หลักการทำงานของมันคือการส่งกำลังขับเคลื่อนไปยังโซ่และชุดเฟืองหลังโดยตรง เช่นเดียวกับการออกแรงปั่นของมนุษย์ การทำงานร่วมกับระบบเกียร์ของจักรยานเช่นนี้ ทำให้มอเตอร์สามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ได้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างแรงบิด (Torque) ที่เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางเรียบที่ต้องการความเร็วสูง หรือทางชันที่ต้องการกำลังในการไต่ระดับ
ข้อได้เปรียบของมอเตอร์กลาง
จุดเด่นที่สุดของมอเตอร์กลางคือการกระจายน้ำหนักที่สมดุล การวางมอเตอร์ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักมากไว้ที่จุดศูนย์กลางของรถ ช่วยให้การควบคุมจักรยานทำได้ง่ายและเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าโค้ง การทรงตัวบนพื้นที่ขรุขระ หรือแม้กระทั่งการยกรถ นอกจากนี้ การที่มอเตอร์สามารถทำงานร่วมกับระบบเกียร์ได้ ทำให้มันมีประสิทธิภาพสูงอย่างยิ่งในการปั่นขึ้นทางชัน ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนไปใช้เกียร์ต่ำเพื่อให้มอเตอร์สร้างแรงบิดมหาศาล ช่วยให้ไต่เขาได้อย่างง่ายดาย ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้เกียร์สูงเพื่อทำความเร็วบนทางเรียบได้เช่นกัน ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานก็เป็นอีกหนึ่งข้อดี ทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และที่สำคัญคือให้ความรู้สึกในการปั่นที่นุ่มนวลและใกล้เคียงกับจักรยานปกติมากที่สุด เนื่องจากมีเซ็นเซอร์วัดแรงบิด (Torque Sensor) ที่แม่นยำ คอยปรับกำลังเสริมให้สอดคล้องกับแรงปั่นของผู้ขับขี่อย่างเป็นธรรมชาติ
ข้อเสียและข้อควรพิจารณา
แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่มอเตอร์กลางก็มีข้อจำกัดบางประการ ประเด็นแรกคือราคามักจะสูงกว่า E-Bike ที่ใช้มอเตอร์ดุมล้ออย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีความซับซ้อนทางวิศวกรรมและการออกแบบที่สูงกว่า ประการที่สอง การที่มอเตอร์ส่งกำลังผ่านโซ่และชุดเฟืองโดยตรง ทำให้ชิ้นส่วนเหล่านี้ต้องรับภาระหนักขึ้น ส่งผลให้เกิดการสึกหรอเร็วกว่าปกติและต้องการการบำรุงรักษาที่สม่ำเสมอ เช่น การทำความสะอาดและหล่อลื่นโซ่ รวมถึงการเปลี่ยนโซ่และเฟืองเมื่อถึงอายุการใช้งาน นอกจากนี้ ความซับซ้อนของระบบยังหมายความว่าการซ่อมบำรุงอาจต้องอาศัยช่างผู้ชำนาญและอะไหล่เฉพาะทาง ซึ่งอาจหาได้ยากกว่าและมีราคาสูงกว่า
มอเตอร์กลางเหมาะกับการใช้งานแบบใด
E-Bike ที่ใช้มอเตอร์กลางเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการปั่นในภูมิประเทศที่หลากหลาย ตั้งแต่เส้นทางในเมืองไปจนถึงเส้นทางภูเขาหรือการเดินทางไกล เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักปั่นที่จริงจัง นักเดินทาง หรือผู้ที่ต้องการจักรยานไฟฟ้าที่ให้ความรู้สึกตอบสนองดีเยี่ยมและมีการควบคุมที่แม่นยำ ผู้ที่เลือกใช้ระบบนี้ควรมีความพร้อมที่จะลงทุนในราคาเริ่มต้นที่สูงกว่า และยอมรับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบขับเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
ทำความรู้จักมอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor)
มอเตอร์ดุมล้อ หรือ Hub Motor เป็นเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสำหรับ E-Bike ที่แพร่หลายและเข้าถึงง่ายที่สุด ด้วยโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ทำให้เป็นตัวเลือกพื้นฐานสำหรับจักรยานไฟฟ้าในตลาดจำนวนมาก
ตำแหน่งการติดตั้งและหลักการทำงาน
มอเตอร์ดุมล้อถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของดุมล้อ โดยสามารถติดตั้งได้ทั้งที่ล้อหน้า (Front Hub Motor) หรือล้อหลัง (Rear Hub Motor) หลักการทำงานของมันคือการหมุนล้อโดยตรงเพื่อขับเคลื่อนจักรยานไปข้างหน้า โดยไม่ผ่านระบบโซ่และเฟืองของจักรยาน ระบบนี้ทำงานเป็นอิสระจากระบบเกียร์ ทำให้การส่งกำลังเป็นไปอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ผู้ขับขี่เพียงแค่บิดคันเร่งหรือเริ่มปั่น มอเตอร์ก็จะทำงานทันที
ข้อได้เปรียบของมอเตอร์ดุมล้อ
ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดของมอเตอร์ดุมล้อคือราคาที่ย่อมเยากว่ามอเตอร์กลางอย่างมาก ทำให้ E-Bike ที่ใช้ระบบนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่มีงบประมาณจำกัด ความเรียบง่ายของระบบยังส่งผลให้การบำรุงรักษาน้อยมาก เนื่องจากเป็นระบบปิดที่แทบไม่ต้องมีการดูแลรักษาใดๆ ตลอดอายุการใช้งาน นอกจากนี้ การที่มอเตอร์ไม่ส่งผลกระทบต่อโซ่และชุดเฟือง ทำให้ชิ้นส่วนเหล่านี้มีอายุการใช้งานยาวนานเหมือนจักรยานปกติ การติดตั้งและซ่อมแซมก็ทำได้ง่ายกว่า เช่น การเปลี่ยนยางหรือซ่อมล้อสามารถทำได้โดยไม่กระทบกระเทือนกับระบบมอเตอร์เลย ตลาดมีตัวเลือกมอเตอร์ดุมล้อที่หลากหลาย ตั้งแต่รุ่นกำลังต่ำสำหรับการใช้งานในเมืองไปจนถึงรุ่นกำลังสูงสำหรับผู้ที่ต้องการความเร็ว
ข้อเสียและข้อควรพิจารณา
ข้อเสียหลักของมอเตอร์ดุมล้อมาจากการกระจายน้ำหนักที่ไม่สมดุล การมีน้ำหนักของมอเตอร์ไปกระจุกอยู่ที่ล้อหน้าหรือล้อหลัง ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถเปลี่ยนไป ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมและความคล่องตัว โดยเฉพาะในการเข้าโค้งหรือบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ สำหรับมอเตอร์ดุมล้อหน้า อาจทำให้เกิดอาการล้อหมุนฟรี (Wheel Spin) บนพื้นผิวลื่น และทำให้การบังคับเลี้ยวรู้สึกหนักขึ้น ส่วนมอเตอร์ดุมล้อหลังจะทำให้ส่วนท้ายของรถหนัก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคเวลายกรถขึ้นบันได นอกจากนี้ ประสิทธิภาพในการขึ้นทางชันยังด้อยกว่ามอเตอร์กลาง เนื่องจากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากอัตราทดเกียร์ได้ ทำให้มอเตอร์ต้องทำงานหนักและใช้พลังงานมากกว่าเมื่อเจอกับเนินสูงชัน
มอเตอร์ดุมล้อเหมาะกับการใช้งานแบบใด
E-Bike ที่ใช้มอเตอร์ดุมล้อเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปในเมืองที่ต้องการยานพาหนะที่สะดวกสบายและคุ้มค่าสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับเส้นทางที่ค่อนข้างราบเรียบ การเดินทางระยะสั้นถึงปานกลาง และสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการความยุ่งยากในการบำรุงรักษา เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่เน้นความเรียบง่าย ความน่าเชื่อถือ และความคุ้มค่าเป็นหลัก
ตารางเปรียบเทียบหมัดต่อหมัด: มอเตอร์กลาง vs ดุมล้อ
| คุณสมบัติ | มอเตอร์กลาง (Mid-Drive Motor) | มอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor) |
|---|---|---|
| ตำแหน่งติดตั้ง | ตรงกลางเฟรมจักรยาน ใกล้ชุดขาเหยียบ | ในดุมล้อหน้า หรือ ดุมล้อหลัง |
| ข้อดีหลัก | – การกระจายน้ำหนักสมดุล ควบคุมง่าย – ประสิทธิภาพพลังงานสูง – ขึ้นทางชันได้ดีเยี่ยม (ใช้เกียร์ช่วย) – ให้ความรู้สึกในการปั่นที่เป็นธรรมชาติ |
– ราคาถูกกว่าและเข้าถึงง่าย – บำรุงรักษาน้อย ใช้งานไม่ซับซ้อน – ไม่ทำให้โซ่และเฟืองสึกหรอเร็ว – ติดตั้งและซ่อมแซมง่าย |
| ข้อเสียหลัก | – ราคาสูงกว่า – ทำให้โซ่และเฟืองสึกหรอเร็วขึ้น – ระบบมีความซับซ้อน ต้องการการบำรุงรักษามากกว่า |
– การกระจายน้ำหนักไม่สมดุล – ประสิทธิภาพในการขึ้นทางชันต่ำกว่า – ใช้พลังงานมากกว่าเมื่อเจอทางชัน |
| เหมาะกับการใช้งาน | – ภูมิประเทศหลากหลาย มีทางชันหรือทางไกล – ผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด – นักปั่นที่จริงจังและพร้อมดูแลรักษา |
– การใช้งานในเมืองและทางเรียบ – ผู้ที่เน้นความคุ้มค่าและง่ายต่อการบำรุงรักษา – ผู้เริ่มต้นหรือผู้ใช้งานทั่วไป |
ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการเลือก
นอกเหนือจากข้อมูลพื้นฐาน การตัดสินใจเลือกระหว่างมอเตอร์กลางและมอเตอร์ดุมล้อควรพิจารณาจากปัจจัยเชิงลึกที่ส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานโดยตรง ดังนี้
ประสิทธิภาพการขับขี่บนทางชัน
การขับขี่ E-Bike ขึ้นทางชันเป็นสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของมอเตอร์ทั้งสองประเภทได้อย่างชัดเจนที่สุด
มอเตอร์กลางมีความได้เปรียบอย่างมากในเรื่องนี้ เพราะมันสามารถใช้ประโยชน์จากระบบเกียร์ของจักรยานได้ การเปลี่ยนไปใช้เกียร์ต่ำเปรียบเสมือนการเพิ่มแรงบิดให้กับมอเตอร์ ทำให้สามารถส่งกำลังมหาศาลเพื่อไต่ขึ้นเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพและนุ่มนวล ในทางกลับกัน มอเตอร์ดุมล้อมีแรงบิดคงที่และไม่สามารถพึ่งพาระบบเกียร์ได้ เมื่อเจอทางชัน มอเตอร์จะต้องทำงานหนักขึ้น ใช้กระแสไฟฟ้ามากขึ้น และอาจเกิดความร้อนสูง ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพและอายุการใช้งานของแบตเตอรี่
ความสมดุลและการควบคุมรถ
การวางตำแหน่งมอเตอร์มีผลโดยตรงต่อจุดศูนย์ถ่วงของจักรยาน มอเตอร์กลางซึ่งติดตั้งอยู่ที่จุดต่ำสุดและกึ่งกลางของเฟรม ช่วยรักษาสมดุลของรถให้ใกล้เคียงกับจักรยานปกติมากที่สุด ส่งผลให้การควบคุมทำได้อย่างมั่นคงและเป็นธรรมชาติ ทั้งในการขับขี่ทางตรง การเข้าโค้ง หรือการขี่บนเส้นทางที่ไม่ราบเรียบ ในขณะที่มอเตอร์ดุมล้อจะทำให้น้ำหนักไปรวมอยู่ที่ล้อใดล้อหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้รู้สึกว่ารถมีอาการ “หนักหน้า” หรือ “หนักท้าย” และอาจส่งผลต่อความคล่องตัวในการควบคุมได้
ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและระยะทาง
โดยทั่วไปแล้ว ระบบมอเตอร์กลางจะประหยัดพลังงานมากกว่า เนื่องจากสามารถทำงานในรอบความเร็ว (RPM) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้โดยอาศัยการเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง ซึ่งหมายความว่าในขนาดแบตเตอรี่ที่เท่ากัน E-Bike ที่ใช้มอเตอร์กลางมักจะวิ่งได้ระยะทางไกลกว่ามอเตอร์ดุมล้อ โดยเฉพาะในการขับขี่ที่มีความเร็วและสภาพเส้นทางที่หลากหลาย
ความรู้สึกในการปั่น (Riding Feel)
มอเตอร์กลางมักมาพร้อมกับเซ็นเซอร์วัดแรงบิด (Torque Sensor) ที่มีความแม่นยำสูง ระบบนี้จะตรวจจับแรงที่ผู้ขับขี่กดลงบนบันไดและจ่ายกำลังเสริมออกมาอย่างนุ่มนวลและเป็นสัดส่วน ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือน “พละกำลังของตัวเองเพิ่มขึ้น” ซึ่งเป็นธรรมชาติและตอบสนองได้ดี ในทางกลับกัน มอเตอร์ดุมล้อส่วนใหญ่มักใช้เซ็นเซอร์วัดรอบขา (Cadence Sensor) ซึ่งจะทำงานเมื่อมีการหมุนของบันไดเท่านั้น ทำให้การส่งกำลังอาจรู้สึกกระชากและไม่เป็นธรรมชาติเท่า
ราคาและการบำรุงรักษา
นี่คือจุดที่มอเตอร์ดุมล้อมีความได้เปรียบอย่างชัดเจน ด้วยโครงสร้างที่เรียบง่ายและเป็นที่แพร่หลาย ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ ส่งผลให้ราคาขายของ E-Bike ที่ใช้ระบบนี้ถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังต้องการการบำรุงรักษาน้อยมาก ในขณะที่มอเตอร์กลางมีราคาสูงกว่า และมีค่าใช้จ่ายต่อเนื่องในการบำรุงรักษาชุดขับเคลื่อน เช่น โซ่และเฟือง ที่ต้องเปลี่ยนบ่อยกว่าปกติ
บทสรุป: E-Bike ระบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ
การตัดสินใจเลือกระหว่างมอเตอร์กลางและมอเตอร์ดุมล้อนั้นไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิดเพียงหนึ่งเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการ งบประมาณ และลักษณะการใช้งานของแต่ละบุคคล
เลือกมอเตอร์กลาง (Mid-Drive Motor) หาก:
- เส้นทางการขับขี่ส่วนใหญ่มีทางลาดชันหรือเป็นภูมิประเทศที่หลากหลาย
- ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด ความสมดุลในการควบคุมที่ดีเยี่ยม และความรู้สึกในการปั่นที่เป็นธรรมชาติ
- วางแผนที่จะเดินทางไกลและต้องการประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดีที่สุด
- มีงบประมาณที่สูงขึ้นและยอมรับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาชุดขับเคลื่อนในระยะยาวได้
เลือกมอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor) หาก:
- ส่วนใหญ่ขับขี่ในเมืองหรือบนเส้นทางที่ค่อนข้างราบเรียบ
- ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ราคาที่เข้าถึงง่าย และต้องการระบบที่ไม่ซับซ้อน
- ไม่ต้องการความยุ่งยากในการบำรุงรักษาและต้องการความน่าเชื่อถือในการใช้งานประจำวัน
- เป็นผู้เริ่มต้นใช้งาน E-Bike หรือใช้งานไม่บ่อยครั้ง
ท้ายที่สุดแล้ว การทำความเข้าใจความต้องการของตนเองและเปรียบเทียบกับคุณสมบัติของมอเตอร์แต่ละประเภท จะนำไปสู่การเลือก E-Bike ที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นระบบมอเตอร์กลางเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด หรือระบบมอเตอร์ดุมล้อเพื่อความคุ้มค่า ที่ GIANT Shopping Mall มีจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าหลากหลายประเภทให้เลือกสรร พร้อมคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยให้ได้จักรยานที่เหมาะสมที่สุด
สามารถติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ FACEBOOK PAGE และ LINE
