ส่องมาตรการ EV ใหม่ E-Bike-สกู๊ตเตอร์ได้ลดภาษีไหม?
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยภาครัฐได้ออกมาตรการสนับสนุนระยะใหม่เพื่อกระตุ้นตลาดและส่งเสริมการผลิตในประเทศ คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ “ส่องมาตรการ EV ใหม่ E-Bike-สกู๊ตเตอร์ได้ลดภาษีไหม?” ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก บทความนี้จะวิเคราะห์นโยบายล่าสุด โดยเฉพาะมาตรการ EV 3.5 ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่าจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ในรูปแบบใดบ้าง และมีเงื่อนไขอย่างไรที่ผู้ซื้อและผู้ผลิตควรทราบ
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการ EV และผลกระทบต่อ E-Bike
- มาตรการ EV 3.5 มุ่งเน้นรถยนต์ไฟฟ้า: นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟสล่าสุด (ปี 2568-2571) ให้ความสำคัญกับการอุดหนุนและลดภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV), รถกระบะไฟฟ้า และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เป็นหลัก
- E-Bike ยังคงได้รับสิทธิประโยชน์เดิม: จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังคงได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนอากรนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการผลิต ซึ่งเป็นมาตรการที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อสนับสนุนฐานการผลิตในประเทศ
- ไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับ E-Bike: ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ยังไม่มีการประกาศให้เงินอุดหนุนโดยตรง (Subsidies) สำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เหมือนกับที่มอบให้กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งได้รับเงินอุดหนุนสูงสุดถึง 100,000 บาท
- เงื่อนไขด้านเทคนิคยังคงสำคัญ: การจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีนำเข้าชิ้นส่วน E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ต้องเป็นไปตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ เช่น ขนาดแรงดันและความจุของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน หรือระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
- อนาคตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ายังต้องรอความชัดเจน: แม้มาตรการจะเน้นที่รถยนต์ แต่ยังมีการระบุถึงการเตรียมประกาศในราชกิจจานุเบกษาสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอาจส่งผลต่อตลาดในอนาคต แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนในปัจจุบัน
ภาพรวมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าฉบับล่าสุด (EV 3.5)
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐได้เดินทางมาถึงระยะที่เรียกว่า EV 3.5 ซึ่งครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2568 ถึง 2571 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความต่อเนื่องของตลาด EV ในประเทศ และผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในระดับภูมิภาค มาตรการนี้เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของมาตรการ EV 3 ที่สิ้นสุดไป แต่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางประการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปและเพื่อกระตุ้นการลงทุนจากผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก
เป้าหมายหลักและกรอบเวลาของนโยบาย
เป้าหมายสูงสุดของนโยบายนี้คือการส่งเสริมให้เกิดการผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle – ZEV) ภายในประเทศให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว มาตรการ EV 3.5 จึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจทั้งในฝั่งอุปทาน (ผู้ผลิต) และอุปสงค์ (ผู้บริโภค) ในช่วง 4 ปีข้างหน้า (2568-2571) โดยภาครัฐได้ขยายเวลาการจดทะเบียนสำหรับรถยนต์ที่ได้รับสิทธิ์ตามมาตรการเดิม (EV 3) ไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น ขณะที่รถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการใหม่ (EV 3.5) จะต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2571 ซึ่งกรอบเวลาที่ชัดเจนนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการผลิตและการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทิศทางการส่งเสริมการผลิตในประเทศ
หัวใจสำคัญของมาตรการ EV ทั้งหมดคือการลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งในประเทศไทย ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ ไปจนถึงการประกอบยานยนต์ทั้งคัน มาตรการ EV 3.5 สานต่อเจตนารมณ์นี้โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ผลิตที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการอุดหนุนต้องมีแผนการผลิตในประเทศอย่างชัดเจน การสนับสนุนจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำให้รถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกลงสำหรับผู้บริโภค แต่ยังรวมถึงการสร้างความน่าสนใจในการลงทุนตั้งโรงงานผลิตในไทย ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆ ในระยะยาว
E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าภายใต้มาตรการปัจจุบัน
ในขณะที่ความสนใจส่วนใหญ่มุ่งไปที่รถยนต์ไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ภาครัฐให้การสนับสนุนเช่นกัน แม้ว่ารูปแบบการสนับสนุนจะแตกต่างจากรถยนต์อย่างชัดเจน โดยเน้นไปที่การส่งเสริมภาคการผลิตภายในประเทศเป็นหลัก ผ่านการลดภาระด้านภาษีนำเข้าชิ้นส่วน
สิทธิประโยชน์ทางภาษีนำเข้าชิ้นส่วนที่มีอยู่เดิม
ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2565 ผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนอากรนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการประกอบยานพาหนะประเภทนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยมีรายละเอียดการลดหย่อนภาษีดังนี้:
- สินค้าที่ใช้สิทธิเขตการค้าเสรี (FTA): หากชิ้นส่วนนั้นมีอัตราอากรภายใต้ข้อตกลง FTA ไม่เกิน 20% จะได้รับการยกเว้นอากรทั้งหมด แต่หากอัตราอากรเดิมสูงกว่า 20% จะได้รับการลดหย่อนเพิ่มเติมอีก 20%
- สินค้าที่ไม่ได้ใช้สิทธิ FTA: สำหรับชิ้นส่วนที่นำเข้ามาจากประเทศที่ไม่มีข้อตกลง FTA กับไทย อัตราอากรนำเข้าทั่วไปจะถูกปรับลดลงเหลือ 60% ของอัตราปกติ
การลดหย่อนภาษีเหล่านี้ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเข้าถึงชิ้นส่วนคุณภาพสูงจากต่างประเทศได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาจำหน่ายปลีก ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น
มาตรการลดหย่อนอากรนำเข้าชิ้นส่วนสำหรับ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการกระตุ้นและเร่งกระบวนการผลิตยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้ายานพาหนะสำเร็จรูปและสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว
เงื่อนไขจำเพาะสำหรับยานพาหนะที่เข้าเกณฑ์
เพื่อให้แน่ใจว่าการสนับสนุนเป็นไปอย่างตรงจุดและส่งเสริมเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ภาครัฐได้กำหนดคุณสมบัติทางเทคนิคสำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีไว้ โดยผู้ผลิตจะต้องใช้ชิ้นส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นยานพาหนะที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้:
- ใช้แบตเตอรี่ประเภทลิเธียมไอออนที่มีแรงดันไฟฟ้า (Voltage) ตั้งแต่ 48 โวลต์ขึ้นไป
- แบตเตอรี่ต้องมีความจุ (Capacity) ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
- หรือ ในกรณีที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น ยานพาหนะต้องสามารถวิ่งได้ระยะทางไม่น้อยกว่า 75 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐานการทดสอบ World Motorcycle Test Cycle (WMTC)
เงื่อนไขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะส่งเสริมยานพาหนะไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูง มีประสิทธิภาพในการใช้งานจริง และมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยตรง
การเปลี่ยนแปลงในมาตรการ EV 3.5 (ปี 2568–2571)
มาตรการ EV 3.5 ที่เริ่มดำเนินการในปี 2568 ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อภาพรวมของตลาด EV ทั้งหมด รวมถึงมุมมองต่อยานพาหนะไฟฟ้าประเภทอื่นๆ เช่น จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าด้วย
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยมีเกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เป็นตัวกำหนดอัตราภาษีใหม่ เพื่อส่งเสริมรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์นั่งและรถกระบะเป็นหลัก
| ประเภทยานยนต์ | อัตราภาษีสรรพสามิตเดิม | อัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | 8% | 2% |
| รถกระบะไฟฟ้า (BEV) | 0% | 2% |
| รถยนต์ PHEV (วิ่งไฟฟ้า <80 กม./ชาร์จ) | 8% (ตามเงื่อนไขเดิม) | 10% |
| รถยนต์ PHEV (วิ่งไฟฟ้า ≥80 กม./ชาร์จ และมีเงื่อนไขอื่น) | 8% (ตามเงื่อนไขเดิม) | 5% |
สถานะของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในนโยบายใหม่
แม้ว่ามาตรการ EV 3.5 จะให้ความสำคัญกับรถยนต์เป็นอย่างมาก แต่ในเอกสารนโยบายได้มีการกล่าวถึง “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ว่าจะมีการประกาศรายละเอียดในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าภาครัฐยังคงเล็งเห็นถึงความสำคัญของยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าและมีแผนที่จะสนับสนุนในอนาคต อย่างไรก็ตาม ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีความชัดเจนว่ามาตรการสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะออกมาในรูปแบบใด จะเป็นการให้เงินอุดหนุน, การลดหย่อนภาษี, หรือสิทธิประโยชน์ในด้านอื่นๆ ซึ่งผู้ที่สนใจในตลาดยานยนต์ประเภทนี้ยังคงต้องติดตามประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป
ไขข้อสงสัย: E-Bike ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงหรือไม่?
นี่คือคำถามสำคัญที่ผู้บริโภคจำนวนมากต้องการคำตอบ จากข้อมูลที่เปิดเผยเกี่ยวกับมาตรการ EV 3.5 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการระบุถึงการให้เงินอุดหนุนโดยตรง (Subsidies) สำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เงินอุดหนุนที่มอบให้สูงสุด 100,000 บาทต่อคันนั้น ถูกจำกัดไว้สำหรับผู้ซื้อรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น
ดังนั้น สิทธิประโยชน์สำหรับกลุ่ม E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังคงเป็นมาตรการทางอ้อมผ่านการลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนให้กับผู้ผลิต ซึ่งจะช่วยควบคุมต้นทุนการผลิตและส่งผลให้ราคาจำหน่ายสุดท้ายไม่สูงจนเกินไป แม้จะไม่ใช่การลดราคาโดยตรงจากเงินอุดหนุนของภาครัฐก็ตาม การที่นโยบายมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนฐานการผลิต ถือเป็นกลยุทธ์ระยะยาวที่ต้องการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม มากกว่าการกระตุ้นตลาดด้วยเงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว
สรุปและแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “ส่องมาตรการ EV ใหม่ E-Bike-สกู๊ตเตอร์ได้ลดภาษีไหม?” คือ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับผู้ซื้อภายใต้มาตรการ EV 3.5 ที่เพิ่งประกาศใช้ อย่างไรก็ตาม ยานพาหนะกลุ่มนี้ยังคงได้รับประโยชน์จากมาตรการเดิมที่มุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ผลิตผ่านการลดอากรนำเข้าชิ้นส่วน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ราคาในตลาดยังคงสามารถแข่งขันได้
สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แม้จะยังไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรง แต่ประโยชน์จากการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการบำรุงรักษาในระยะยาว รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งในการลดมลภาวะ ยังคงเป็นเหตุผลที่น่าสนใจ การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนภาษี อาจทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล
หากท่านกำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทาง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าหลากหลายประเภทที่พร้อมให้คำแนะนำและบริการอย่างมืออาชีพ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
- ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านเว็บไซต์

