มาตรการ EV ใหม่! E-Bike ได้ส่วนลดอะไรบ้าง? สรุปจบที่นี่
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุน EV
- ภาพรวมนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5: สิทธิประโยชน์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอยู่ส่วนไหนของมาตรการ EV ใหม่?
- ทิศทางนโยบาย EV ในอนาคต (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569)
- สรุปและคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า
การประกาศนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐได้สร้างความตื่นตัวในตลาดอย่างกว้างขวาง ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากหันมาให้ความสนใจยานพาหนะพลังงานสะอาด ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของสิทธิประโยชน์ต่างๆ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุน EV
- มาตรการหลักมุ่งเน้นรถยนต์ไฟฟ้า: นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน เช่น มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ให้ความสำคัญกับการมอบเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่รถยนต์นั่งและรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก
- ยังไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับ E-Bike: จากข้อมูลทางการล่าสุด ยังไม่มีการประกาศมาตรการลดราคา หรือเงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ภายใต้แพ็กเกจส่งเสริม EV ขนาดใหญ่
- นโยบายในอนาคตปรับเกณฑ์ใหม่: ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป นโยบายการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะเปลี่ยนไปใช้เกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เป็นตัวชี้วัดสำคัญ
- ความชัดเจนของนโยบายเป็นสิ่งสำคัญ: ผู้ที่สนใจซื้อยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุดเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่อาจมีในอนาคต
บทความนี้จะวิเคราะห์รายละเอียดของ มาตรการ EV ใหม่! E-Bike ได้ส่วนลดอะไรบ้าง? สรุปจบที่นี่ โดยจะเจาะลึกถึงสิทธิประโยชน์ที่มีอยู่ในปัจจุบันสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภท พร้อมทั้งชี้แจงสถานะของจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในนโยบายดังกล่าว และสำรวจทิศทางของมาตรการสนับสนุนในอนาคต เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเข้าใจที่ครอบคลุมและสามารถวางแผนการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพรวมนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกกันว่า “มาตรการ EV” คือชุดเครื่องมือเชิงนโยบายที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการผลิตและการใช้ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ลดปัญหมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามทิศทางของโลก นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวยังเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญในระดับภูมิภาค สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศ
ความสำคัญและเป้าหมายของมาตรการ EV
มาตรการ EV ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับมิติทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างแยกไม่ออก เป้าหมายหลักของนโยบายประกอบด้วย:
- การกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ: ผ่านการให้เงินอุดหนุนและลดหย่อนภาษี เพื่อทำให้ราคาของยานยนต์ไฟฟ้าใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปภายในมากขึ้น กระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ EV ได้ง่ายขึ้น
- การส่งเสริมการลงทุน: ดึงดูดผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนจากทั่วโลกให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย โดยกำหนดเงื่อนไขการผลิตในประเทศเพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: สนับสนุนการขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ EV
- การสร้างอุตสาหกรรมใหม่: ผลักดันให้เกิดการพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบควบคุม ซึ่งเป็นหัวใจของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า
กลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายในปัจจุบัน
ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยได้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มยานพาหนะที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในวงกว้างเป็นหลัก นั่นคือ กลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Cars) และ รถกระบะ (Pickup Trucks) เนื่องจากเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีการปล่อยมลพิษในภาพรวมสูงที่สุด การเปลี่ยนผ่านของยานพาหนะกลุ่มนี้จึงส่งผลกระทบเชิงบวกได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ ดังนั้น สิทธิประโยชน์ส่วนใหญ่ที่ประกาศออกมาในมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 จึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
เจาะลึกมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5: สิทธิประโยชน์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดจักรยานไฟฟ้าจึงยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์โดยตรง จึงจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดของมาตรการที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสำคัญ โดยมีมาตรการ EV 3.0 เป็นเฟสแรก และต่อเนื่องมาถึง EV 3.5 ที่มีการปรับปรุงเงื่อนไขบางประการ
เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์และรถกระบะไฟฟ้า
หัวใจสำคัญของมาตรการที่ดึงดูดผู้บริโภคได้มากที่สุดคือ เงินอุดหนุน EV ซึ่งเป็นการมอบเงินสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อช่วยลดภาระราคาซื้อของผู้บริโภค โดยมีเงื่อนไขและวงเงินที่แตกต่างกันไปตามประเภทและคุณสมบัติของรถยนต์ ดังนี้:
- รถยนต์ไฟฟ้า (BEV): ในมาตรการ EV 3.0 รถยนต์ไฟฟ้าที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน ส่วนในมาตรการ EV 3.5 ได้มีการปรับลดวงเงินอุดหนุนลงตามกลไกตลาดที่เริ่มเติบโตขึ้น
- รถกระบะไฟฟ้า (BEV): รถกระบะที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ก็เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของนโยบาย โดยมีเงินอุดหนุนในลักษณะเดียวกัน เพื่อส่งเสริมการใช้งานในภาคโลจิสติกส์และพาณิชย์
สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ เงินอุดหนุนเหล่านี้มีเงื่อนไขที่เฉพาะเจาะจง เช่น ขนาดความจุของแบตเตอรี่ ราคาจำหน่ายปลีกของรถยนต์ และการที่ผู้ผลิตต้องเข้าร่วมโครงการกับภาครัฐ ซึ่งเงื่อนไขทั้งหมดนี้ถูกกำหนดขึ้นสำหรับตลาดรถยนต์และรถกระบะเท่านั้น
การลดหย่อนภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนโดยตรงแล้ว มาตรการทางภาษียังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยประกอบด้วย:
- ภาษีนำเข้า: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตและนำเข้าจากต่างประเทศ (CBU – Completely Built Up) จะได้รับการลดหย่อนภาษีนำเข้าจากอัตราปกติลงเหลือ 0% ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ผลิตจะต้องมีแผนการผลิตในประเทศเพื่อชดเชยในอนาคต
- ภาษีสรรพสามิต: เป็นภาษีที่เก็บจากการจำหน่ายสินค้าบางประเภทภายในประเทศ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ อัตราภาษีสรรพสามิตจะถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากปกติ 8% เหลือเพียง 2% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาจำหน่ายปลีกสุดท้าย
การลดหย่อนภาษีทั้งสองส่วนนี้ช่วยลดต้นทุนของผู้ผลิตและผู้นำเข้า ทำให้สามารถตั้งราคาจำหน่ายที่แข่งขันได้ และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา
เปรียบเทียบมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5
เพื่อให้เห็นภาพความต่อเนื่องของนโยบาย การเปรียบเทียบระหว่างมาตรการ EV 3.0 (สิ้นสุดปี 2566) และ EV 3.5 (พ.ศ. 2567-2570) จะช่วยให้เข้าใจทิศทางของภาครัฐได้ดียิ่งขึ้น
| สิทธิประโยชน์ | มาตรการ EV 3.0 (พ.ศ. 2565-2566) | มาตรการ EV 3.5 (พ.ศ. 2567-2570) |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุน (รถยนต์) | สูงสุด 150,000 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่) | สูงสุด 100,000 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่และปีที่ซื้อ) |
| ลดภาษีสรรพสามิต | จาก 8% เหลือ 2% | คงอัตราที่ 2% |
| ลดภาษีนำเข้า (CBU) | ลดหย่อนสูงสุด 40% | ลดหย่อนสูงสุด 40% (สำหรับรถราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท) |
| เงื่อนไขการผลิตในประเทศ | ต้องผลิตชดเชย 1:1 ถึง 1:1.5 เท่าของจำนวนนำเข้า | ปรับเงื่อนไขการผลิตชดเชยเป็น 1:2 ถึง 1:3 เท่า |
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอยู่ส่วนไหนของมาตรการ EV ใหม่?
หลังจากทำความเข้าใจถึงขอบเขตของมาตรการ EV ที่เน้นหนักไปทางรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ จักรยานไฟฟ้า รัฐบาล มีนโยบายสนับสนุนอย่างไร และผู้ที่สนใจซื้อจะได้ ส่วนลด e-bike หรือไม่ คำตอบสำหรับคำถามนี้จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อมูลที่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ
สถานะปัจจุบันของเงินอุดหนุนและส่วนลดสำหรับ E-Bike
จากการตรวจสอบข้อมูลมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าเฟสล่าสุด (EV 3.5) รวมถึงมาตรการก่อนหน้า (EV 3.0) พบว่าสิทธิประโยชน์หลัก ทั้งในรูปแบบของเงินอุดหนุนโดยตรงและการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตและภาษีนำเข้า ยังคงจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มรถยนต์นั่ง รถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 คน และรถกระบะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% เท่านั้น
ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการอุดหนุน หรือการลดหย่อนภาษีโดยตรงสำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสำหรับผู้บริโภคทั่วไป ภายใต้โครงการสนับสนุน EV ที่เป็นแพ็กเกจหลัก
ดังนั้น หากมีคำถามว่าการซื้อ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ลดราคา หรือไม่จากมาตรการของรัฐ คำตอบในปัจจุบันคือยังไม่มีโครงการสนับสนุนในลักษณะเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหมายความว่าราคาจำหน่ายของ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในท้องตลาด ณ ขณะนี้ ยังคงเป็นไปตามกลไกราคาของผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย โดยไม่ได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐโดยตรง
เหตุผลที่นโยบายยังไม่ครอบคลุมยานพาหนะขนาดเล็ก
การที่นโยบายในระยะแรกยังไม่ครอบคลุมยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก (Micro-mobility) เช่น E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า สามารถพิจารณาได้จากหลายปัจจัยเชิงนโยบาย ดังนี้:
- เป้าหมายเชิงอุตสาหกรรม: นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในวงกว้าง
- ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม: การเปลี่ยนรถยนต์สันดาปมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษในภาพรวมได้ในปริมาณที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนจากจักรยานธรรมดามาเป็นจักรยานไฟฟ้า
- ความซับซ้อนในการบริหารจัดการ: การให้เงินอุดหนุนแก่ยานพาหนะขนาดเล็กที่มีจำนวนมากและหลากหลายรุ่น อาจมีความซับซ้อนในการกำหนดมาตรฐานและกำกับดูแลมากกว่ารถยนต์ที่มีการจดทะเบียนอย่างเป็นระบบ
- กลไกตลาด: ราคาของจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอยู่ในระดับที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่ารถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ความจำเป็นในการใช้เงินอุดหนุนจำนวนมากอาจมีน้อยกว่า
อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่มีมาตรการในปัจจุบัน ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุล นโยบายในระยะต่อไปอาจขยายขอบเขตมายังยานพาหนะประเภทอื่นเพื่อส่งเสริมการเดินทางที่ไร้มลพิษอย่างครบวงจร
ทิศทางนโยบาย EV ในอนาคต (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569)
โลกของนโยบายยานยนต์ไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และประเทศไทยก็กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับก้าวต่อไป โดยมีการวางแนวทางสำหรับนโยบายหลังสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5 ซึ่งจะเปลี่ยนหลักการสำคัญในการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี
การเปลี่ยนผ่านสู่เกณฑ์การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂)
ตามข้อมูลที่เปิดเผยออกมา แนวทางการกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป จะไม่ได้พิจารณาจากประเภทของเครื่องยนต์ (สันดาป, ไฮบริด, หรือไฟฟ้า) เป็นหลักอีกต่อไป แต่จะหันมาใช้ เกณฑ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) เป็นตัวชี้วัดสำคัญแทน หลักการนี้สะท้อนถึงมาตรฐานสากลที่มุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง
ภายใต้เกณฑ์ใหม่นี้ รถยนต์ที่มีการปล่อย CO₂ ต่ำ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอัตราที่ต่ำกว่ารถยนต์ที่ปล่อย CO₂ สูง ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ยานยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ที่ไม่มีการปล่อย CO₂ จากท่อไอเสีย (Zero Tailpipe Emission) จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงสร้างภาษีลักษณะนี้
- รถยนต์ไฟฟ้า (BEV): ที่สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางตั้งแต่ 80 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศ จะยังคงได้รับอัตราภาษีสรรพสามิตที่ 2%
- รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV): ที่มีระยะการวิ่งด้วยไฟฟ้าต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อการชาร์จ จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้น เช่น 10%
การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้ผลิตว่า ทิศทางในระยะยาวคือการสนับสนุนเทคโนโลยีที่สะอาดที่สุด และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีแบตเตอรี่ภายในประเทศ
โอกาสของยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในอนาคต
แม้ว่าเกณฑ์การปล่อย CO₂ จะยังคงถูกอ้างอิงกับรถยนต์เป็นหลัก แต่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ด้านนโยบายไปสู่การให้ความสำคัญกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโดยตรง อาจเปิดประตูให้เกิดการพิจารณาสนับสนุนยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กในอนาคตได้ เมื่อเป้าหมายด้านการสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าบรรลุผลในระดับหนึ่งแล้ว รัฐบาลอาจหันมาให้ความสำคัญกับ “การเดินทางในเมืองอัจฉริยะ” (Smart Urban Mobility) และ “การเดินทางเชื่อมต่อเที่ยวสุดท้าย” (Last-mile Connectivity) มากขึ้น ซึ่งจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการตอบโจทย์ดังกล่าว
นโยบายในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบของเงินอุดหนุนการซื้อโดยตรง แต่อาจมาในรูปแบบอื่น เช่น การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ที่จอดและจุดชาร์จสำหรับ E-Bike), การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจที่ให้บริการเช่า-แบ่งปัน (Sharing) หรือการส่งเสริมการใช้งานในหน่วยงานภาครัฐและสถานศึกษา
สรุปและคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “มาตรการ EV ใหม่! E-Bike ได้ส่วนลดอะไรบ้าง?” คือ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรการเงินอุดหนุนหรือการลดหย่อนภาษีโดยตรงจากภาครัฐสำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนบุคคล ภายใต้นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าชุดปัจจุบัน ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้างตลาดและฐานการผลิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้าเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การที่ยังไม่มีเงินอุดหนุนจากภาครัฐไม่ได้ลดทอนคุณค่าและประโยชน์ของจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในฐานะยานพาหนะส่วนบุคคลแห่งอนาคต การลงทุนใน E-Bike ยังคงมีความคุ้มค่าในระยะยาวจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ต่ำกว่าการใช้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม คล่องตัวในการเดินทางในเมือง และช่วยส่งเสริมสุขภาพ
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพสูงที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ครบวงจร พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและบริการที่น่าประทับใจ
สามารถเข้ามาสัมผัสและทดลองขับขี่ยานพาหนะที่สนใจ หรือรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: ทุกวันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่น และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ทาง:
FACEBOOK PAGE และ LINE
หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

