ส่องนโยบาย EV ใหม่! E-Bike จะถูกลงกว่าเดิมไหม?
- ประเด็นสำคัญของนโยบาย EV ต่อราคา E-Bike
- ภาพรวมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
- เจาะลึกกฎเกณฑ์และมาตรฐานสำหรับจักรยานไฟฟ้า
- อุปสรรคที่ทำให้ราคา E-Bike ยังไม่ลดลง
- ภาพรวมตลาด E-Bike ในประเทศไทยปี 2025
- แนวโน้มและอนาคตของราคา E-Bike ในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า
- บทสรุป: นโยบาย EV ใหม่จะทำให้ E-Bike ถูกลงจริงหรือ?
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
การประกาศนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เฟสใหม่ของภาครัฐได้จุดประกายคำถามสำคัญในหมู่ผู้บริโภคและผู้ที่สนใจการเดินทางทางเลือก นั่นคือคำถามที่ว่า ส่องนโยบาย EV ใหม่! E-Bike จะถูกลงกว่าเดิมไหม? นโยบายดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บท 30@30 ที่มุ่งผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงยานยนต์สองล้อไฟฟ้าอย่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเดินทางในชีวิตประจำวันของคนไทยจำนวนมาก การวิเคราะห์มาตรการต่างๆ ทั้งเงินอุดหนุน การลดหย่อนภาษี และการสร้างมาตรฐานกลาง จะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าราคาของ E-Bike จะเข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไปในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่
ประเด็นสำคัญของนโยบาย EV ต่อราคา E-Bike
- เป้าหมายการผลิตที่ชัดเจน: นโยบาย 30@30 ตั้งเป้าการผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไว้ที่ 675,000 คันต่อปี ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการขยายตัวของตลาดและอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านราคา
- เงินอุดหนุนที่ปรับเปลี่ยน: มาตรการ EV 3.5 ให้เงินอุดหนุนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ 5,000-10,000 บาทต่อคัน ซึ่งลดลงจากมาตรการ EV 3.0 ที่เคยให้ถึง 18,000 บาท ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
- อุปสรรคด้านมาตรฐาน: การขาดมาตรฐานกลางสำหรับแบตเตอรี่และสถานีชาร์จเป็นปัญหาหลักที่ทำให้ต้นทุนการผลิตยังคงสูง และสร้างความไม่แน่นอนให้กับผู้ใช้งาน
- ความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน: จำนวนสถานีชาร์จสาธารณะที่ยังไม่เพียงพอเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ชะลอการเติบโตของตลาดและทำให้ผู้บริโภคยังคงลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า
- บทบาทของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ: การส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ ภายในประเทศ เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและทำให้ราคา E-Bike ถูกลงอย่างยั่งยืน
ภาพรวมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยถูกขับเคลื่อนโดยเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และการสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ให้เป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ รัฐบาลได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค ให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์สองล้อซึ่งเป็นพาหนะหลักของคนไทยในเขตเมืองและชานเมือง
เป้าหมายแผน 30@30 กับอนาคตของสองล้อไฟฟ้า
แผน 30@30 เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยมีการผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573 สำหรับกลุ่มมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหรือ EV Bike แผนดังกล่าวได้กำหนดเป้าหมายการผลิตไว้อย่างชัดเจนที่ 675,000 คันต่อปี และตั้งเป้าให้มีมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าวิ่งอยู่บนท้องถนนจำนวน 650,000 คันภายในปีเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐที่จะผลักดันให้สองล้อไฟฟ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย การตั้งเป้าการผลิตในปริมาณสูงมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้าง Economy of Scale หรือการประหยัดต่อขนาด ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตสามารถลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้ และส่งผลดีต่อราคาจำหน่ายในท้ายที่สุด
ทิศทางของมาตรการอุดหนุน: EV 3.0 และ EV 3.5
เพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงเริ่มต้น รัฐบาลได้ออกมาตรการอุดหนุนผ่านโครงการต่างๆ โดยโครงการ EV 3.0 ซึ่งเป็นเฟสแรก ได้ให้เงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสูงถึง 18,000 บาทต่อคัน อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้มากนัก เนื่องจากปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานที่ยังไม่ชัดเจน
ต่อมาในมาตรการ EV 3.5 ซึ่งเป็นเฟสล่าสุด รัฐบาลได้ปรับลดวงเงินอุดหนุนลงมาอยู่ที่ 5,000-10,000 บาทต่อคัน การปรับเปลี่ยนนี้อาจสะท้อนถึงการเปลี่ยนแนวทางจากการเน้นกระตุ้นความต้องการในระยะสั้น ไปสู่การสร้างความยั่งยืนของตลาดในระยะยาว โดยมุ่งเน้นให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถแข่งขันได้ด้วยตัวเองมากขึ้น แม้ว่าเงินอุดหนุนที่ลดลงอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคบางกลุ่ม แต่ก็เป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตต้องหาทางลดต้นทุนด้านอื่นเพื่อรักษาระดับราคาที่แข่งขันได้
| หัวข้อเปรียบเทียบ | มาตรการ EV 3.0 | มาตรการ EV 3.5 |
|---|---|---|
| วงเงินอุดหนุนต่อคัน | 18,000 บาท | 5,000 – 10,000 บาท |
| เป้าหมายหลัก | กระตุ้นความต้องการซื้อในระยะสั้น | ส่งเสริมความยั่งยืนของตลาดและอุตสาหกรรมในประเทศ |
| ผลกระทบที่พบ | ไม่บรรลุเป้าหมายเนื่องจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน | คาดว่าจะกระตุ้นให้ผู้ผลิตลดต้นทุนและพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น |
เจาะลึกกฎเกณฑ์และมาตรฐานสำหรับจักรยานไฟฟ้า
นอกเหนือจากมาตรการด้านราคาแล้ว การกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานที่ชัดเจนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและส่งเสริมให้ตลาด E-Bike เติบโตอย่างมีทิศทาง การที่ผู้ใช้สามารถจดทะเบียนยานพาหนะของตนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมั่นใจได้ว่าแบตเตอรี่หรืออุปกรณ์ชาร์จที่ใช้มีมาตรฐานความปลอดภัย จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง
เงื่อนไขการจดทะเบียน E-Bike ที่ต้องรู้
เพื่อให้จักรยานไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสามารถใช้งานบนท้องถนนได้อย่างถูกกฎหมาย กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดเงื่อนไขสำหรับการจดทะเบียนไว้ดังนี้:
- กำลังมอเตอร์: ต้องมีกำลังมอเตอร์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 250 วัตต์ (0.25 กิโลวัตต์)
- ความเร็วสูงสุด: ต้องสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ไม่ต่ำกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
- เอกสารประกอบ: ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องมีเอกสารยืนยันครบถ้วน เช่น หนังสือแจ้งจำหน่าย เพื่อใช้ในการยื่นขอจดทะเบียน
นอกจากนี้ สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 4,000 วัตต์ ยังสามารถจดทะเบียนเป็นป้ายเหลืองเพื่อใช้ในกิจการสาธารณะได้ เช่น การรับส่งผู้โดยสาร หรือบริการส่งอาหาร ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีต้นทุนด้านพลังงานที่ต่ำลงได้
ความสำคัญของมาตรฐานกลางแบตเตอรี่และสถานีชาร์จ
อุปสรรคหลักที่ทำให้ราคา E-Bike ยังคงสูงและผู้บริโภคยังลังเล คือการไม่มีมาตรฐานกลางสำหรับแบตเตอรี่และหัวชาร์จ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการลงทุนและไม่สามารถสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ระหว่างแบรนด์ได้
การกำหนด “มาตรฐานกลาง” (Common Standard) สำหรับแบตเตอรี่และสถานีชาร์จถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดต้นทุนในระยะยาว หาก E-Bike ทุกคันสามารถใช้แบตเตอรี่หรือสถานีชาร์จร่วมกันได้ จะเกิดประโยชน์หลายประการ:
- ลดต้นทุนการผลิต: ผู้ผลิตแบตเตอรี่สามารถผลิตในปริมาณมาก ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกลง ส่งผลโดยตรงต่อราคาขายของ E-Bike
- เพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้: ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงสถานีสลับแบตเตอรี่ (Swapping Station) หรือสถานีชาร์จสาธารณะได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้ากันได้ของอุปกรณ์
- ลดความกังวลเรื่องระยะทาง: การมีเครือข่ายสถานีที่ครอบคลุมจะช่วยแก้ปัญหา Range Anxiety หรือความกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดระหว่างทาง
- ส่งเสริมการแข่งขัน: เมื่อมีมาตรฐานกลาง ผู้ผลิตรายใหม่จะสามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น นำไปสู่การแข่งขันด้านราคาและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
ดังนั้น การที่ภาครัฐจะเร่งผลักดันให้เกิดมาตรฐานระดับชาติโดยเร็วที่สุดจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่จะปลดล็อกศักยภาพของตลาด E-Bike ในประเทศไทย
อุปสรรคที่ทำให้ราคา E-Bike ยังไม่ลดลง
แม้ว่าภาครัฐจะมีความตั้งใจที่ดีและออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรคอีกหลายประการที่ทำให้ราคาของ E-Bike ยังไม่ลดลงมาอยู่ในระดับที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายอย่างที่คาดหวัง ปัญหาเหล่านี้เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไข
โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ครอบคลุม
ปัญหาใหญ่ที่สุดคือจำนวนสถานีชาร์จสาธารณะและสถานีสลับแบตเตอรี่ยังมีจำกัดและกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตเมืองใหญ่ ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดหรือชานเมืองขาดความมั่นใจในการใช้งาน การเดินทางไกลยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล การขยายโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ให้ครอบคลุมทั่วประเทศจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและใช้เวลา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ชะลอการเติบโตของตลาดโดยรวม
ความท้าทายด้านต้นทุนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน
ส่วนประกอบที่แพงที่สุดใน E-Bike คือแบตเตอรี่ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเซลล์แบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญจากต่างประเทศเป็นหลัก ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงและผันผวนตามอัตราแลกเปลี่ยนและสถานการณ์การค้าโลก การสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่แข็งแกร่งภายในประเทศ ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น การลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนหรือการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ผลิตในประเทศจะเป็นมาตรการที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว
ผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค
เมื่อราคายังสูงและโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม ผู้บริโภคจำนวนมากจึงยังคงลังเลที่จะเปลี่ยนจากรถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้น้ำมันมาเป็น E-Bike วงจรนี้ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมยังไม่สูงเท่าที่ควร เมื่อยอดขายต่ำ ผู้ผลิตก็ไม่สามารถสั่งผลิตชิ้นส่วนในปริมาณมากพอที่จะทำให้ต้นทุนลดลงได้ สถานการณ์ “ไก่กับไข่” นี้เป็นความท้าทายที่ต้องแก้ไขด้วยนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง
ภาพรวมตลาด E-Bike ในประเทศไทยปี 2025
ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ตลาด E-Bike ในประเทศไทยยังคงมีการเติบโตและมีการแข่งขันที่น่าสนใจ ผู้ผลิตหลายรายเริ่มเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในกลุ่มต่างๆ ตั้งแต่การใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางในเมือง ไปจนถึงการใช้งานเชิงพาณิชย์
แบรนด์ชั้นนำและกลยุทธ์การตลาด
ในปี 2025 มีแบรนด์ E-Bike หลายแบรนด์ที่โดดเด่นและสร้างการรับรู้ในตลาดได้เป็นอย่างดี โดยแต่ละแบรนด์มีจุดแข็งและกลยุทธ์ที่แตกต่างกันไป:
- AJ EV: สร้างความเชื่อมั่นด้วยบริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง มีการรับประกันแบตเตอรี่นานถึง 4 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร และรับประกันมอเตอร์กับคอนโทรลเลอร์ 3 ปี พร้อมเครือข่ายศูนย์บริการกว่า 120 สาขา และสถานีชาร์จทั่วประเทศ
- Deco: เป็นแบรนด์ไทยที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 มีกำลังการผลิตสูงถึง 200,000 คันต่อปี และชูจุดเด่นที่รถทุกรุ่นสามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
- AOI Electric Bike: มุ่งเน้นเจาะกลุ่มผู้ใช้งานครอบครัวและแม่บ้าน ด้วยรถรุ่น 497 ที่ออกแบบมาให้ขนของได้เยอะ ขับขี่นุ่มนวล และมีบางรุ่นที่ไม่ต้องใช้ใบขับขี่ พร้อมเสนอโปรโมชั่นผ่อน 0% และเปิดให้ทดลองขับฟรีเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า
- Sagasonics E LITE: แบรนด์ที่พัฒนาโดยคนไทย เน้นกลุ่มผู้ใช้งานในเมือง (Urban Commuter) ที่ต้องการรถประสิทธิภาพสูงและดีไซน์ที่ทันสมัย
เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่น่าจับตามอง
การแข่งขันในตลาดยังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในงาน Motor Expo 2025 มีค่ายรถอย่างน้อย 4 ค่ายที่นำเสนอ E-Bike รุ่นใหม่ที่มีการอัปเกรดทั้งในด้านสมรรถนะและออปชันเสริมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แบตเตอรี่ที่ให้ระยะทางไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ และดีไซน์ที่สวยงามทันสมัยมากขึ้น การพัฒนาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงทิศทางของตลาดที่มุ่งไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคดิจิทัลมากขึ้น
แนวโน้มและอนาคตของราคา E-Bike ในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมด แนวโน้มราคาของ E-Bike ในอีก 6-12 เดือนข้างหน้าขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการดำเนินนโยบายของภาครัฐเป็นสำคัญ หากรัฐบาลสามารถเร่งผลักดันการสร้างมาตรฐานกลางของแบตเตอรี่และสถานีชาร์จให้เกิดขึ้นได้จริง ควบคู่ไปกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุม และมีมาตรการส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาจำหน่าย E-Bike จะค่อยๆ ปรับตัวลดลง
การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตที่สูงขึ้นจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันให้ราคาลดลง ผู้ผลิตแต่ละรายจะต้องหากลยุทธ์ในการลดต้นทุนและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าเพื่อดึงดูดลูกค้า อย่างไรก็ตาม หากปัญหหาเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การลดลงของราคาอาจไม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างที่หลายคนคาดหวัง ผู้บริโภคอาจยังต้องเผชิญกับราคาที่ค่อนข้างสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น ช่วง 6-12 เดือนข้างหน้าจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องจับตามองการดำเนินงานของภาครัฐและทิศทางการปรับตัวของภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด
บทสรุป: นโยบาย EV ใหม่จะทำให้ E-Bike ถูกลงจริงหรือ?
คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “ส่องนโยบาย EV ใหม่! E-Bike จะถูกลงกว่าเดิมไหม?” นั้นยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ นโยบายของรัฐบาลได้วางกรอบและทิศทางที่ถูกต้องในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และมีศักยภาพที่จะทำให้ราคา E-Bike ถูกลงได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป ทั้งการสร้างมาตรฐานกลางที่ทุกค่ายยอมรับ การขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จให้เพียงพอ และการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า
แม้ว่าเงินอุดหนุนในโครงการ EV 3.5 จะลดลง แต่ก็อาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้นในอุตสาหกรรม หากทุกภาคส่วนสามารถร่วมมือกันแก้ไขอุปสรรคที่มีอยู่ได้ เราอาจได้เห็นราคาจักรยานไฟฟ้าที่เข้าถึงง่ายขึ้นและกลายเป็นยานพาหนะทางเลือกที่สำคัญสำหรับคนไทยในอนาคตอันใกล้นี้
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
การเลือกยานพาหนะไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ ที่ GIANT Shopping Mall เราคือผู้เชี่ยวชาญและศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสำหรับเดินทางในเมือง หรือ E-Bike สำหรับการใช้งานที่หลากหลาย เรามีจักรยานที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมทีมงานที่พร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้คุณได้ยานพาหนะคู่ใจที่คุ้มค่าและลงตัวที่สุด
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

