มาตรการรัฐ EV ใหม่ E-Bike จะถูกลงจริงหรือ? วิเคราะห์ 2026
- ภาพรวมสถานการณ์ยานยนต์ไฟฟ้าไทย ก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.0: กลไกสำคัญที่กำลังจะสิ้นสุดลง
- วิเคราะห์แนวโน้มราคา E-Bike ในปี 2569: คำถามสำคัญที่ทุกคนรอคำตอบ
- เปรียบเทียบมาตรการสนับสนุน EV ก่อนและหลังปี 2569
- บทสรุป: ควรตัดสินใจซื้อ E-Bike ตอนนี้ หรือรอความชัดเจนในปี 2569?
- ค้นหาจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งาน
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังจะมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อมาตรการสนับสนุนระยะแรกใกล้สิ้นสุดลง คำถามที่หลายคนสงสัยคือ มาตรการรัฐ EV ใหม่ E-Bike จะถูกลงจริงหรือ? วิเคราะห์ 2026 ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือ E-Bike ในอนาคตอันใกล้
ประเด็นสำคัญที่ควรทราบเกี่ยวกับทิศทางราคายานยนต์ไฟฟ้าในปี 2569:
- มาตรการ EV 3.0 ที่ให้เงินอุดหนุน 18,000 บาทสำหรับ E-Bike จะสิ้นสุดการให้สิทธิ์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นทันที
- ราคารถยนต์ไฟฟ้าคาดว่าจะปรับขึ้นหลักแสนบาทในปี 2569 เนื่องจากเงินอุดหนุนลดลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ทิศทางราคาของ E-Bike เช่นกัน
- มาตรการ EV 3.5 คือความหวังใหม่ แต่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดเงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike ที่จะมาทดแทนมาตรการเดิม
- การส่งเสริมการผลิตในประเทศ (CKD) อาจช่วยลดต้นทุนในระยะยาว แต่ผลกระทบต่อราคาขายปลีกยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
- การตัดสินใจซื้อ E-Bike ในช่วงนี้จึงเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างส่วนลดที่แน่นอนในปัจจุบัน กับความไม่แน่นอนของนโยบายในอนาคต
ภาพรวมสถานการณ์ยานยนต์ไฟฟ้าไทย ก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดของยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตนี้คือมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่เรียกว่า “EV 3.0” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ลดการปล่อยมลพิษ และมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593 มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) โดยมอบสิทธิประโยชน์หลายด้าน ทั้งเงินอุดหนุน การลดภาษีสรรพสามิต และภาษีนำเข้า
อย่างไรก็ตาม มาตรการ EV 3.0 กำลังจะสิ้นสุดอายุโครงการ โดยกำหนดให้การจองซื้อและรับสิทธิ์สิ้นสุดภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าทิศทางของตลาดยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่ม E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จะเป็นอย่างไรต่อไปในปี 2569 ผู้บริโภคที่กำลังวางแผนจะซื้อพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลจึงต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่สำคัญ ว่าควรจะรีบซื้อเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากมาตรการปัจจุบัน หรือควรรอมาตรการใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน บทวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกถึงรายละเอียดของมาตรการที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป และประเมินแนวโน้มราคา E-Bike ในปี 2569 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
เจาะลึกมาตรการ EV 3.0: กลไกสำคัญที่กำลังจะสิ้นสุดลง
มาตรการ EV 3.0 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2565 ถือเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความตื่นตัวและกระตุ้นยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างเห็นได้ชัด สิทธิประโยชน์ที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้รับจากมาตรการนี้แบ่งออกเป็นส่วนสำคัญต่างๆ ดังนี้
เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV)
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle) ที่มีขนาดแบตเตอรี่ 30 kWh ขึ้นไป และมีราคาขายไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์นี้มีเงื่อนไขผูกพันให้ผู้ผลิตที่นำเข้ารถยนต์ (CBU – Completely Built Up) ต้องมีการผลิตชดเชยในประเทศ (CKD – Completely Knocked Down) ในอัตราส่วน 1:1 ภายในปี 2567 หรือ 1:1.5 ภายในปี 2568 ซึ่งเป็นกลไกที่ผลักดันให้เกิดการลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เมื่อมาตรการนี้สิ้นสุดลง คาดว่าเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจะลดลงเหลือเพียง 20,000-100,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรี่ ซึ่งจะส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ต้นปี 2569
เงินอุดหนุนสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike)
ในส่วนของจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike มาตรการ EV 3.0 ได้มอบเงินอุดหนุนจำนวน 18,000 บาทต่อคัน สำหรับรุ่นที่ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก. 2952-2561) หรือมาตรฐานสากล UN Regulation No. 136 เกี่ยวกับความปลอดภัยของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เงินอุดหนุนนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ราคา E-Bike ที่ได้มาตรฐาน สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณาใช้ยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อเป็นทางเลือกในการเดินทางในชีวิตประจำวันมากขึ้น การสิ้นสุดลงของเงินอุดหนุนส่วนนี้จึงเป็นประเด็นที่น่ากังวลที่สุดสำหรับตลาด E-Bike เนื่องจากเงินจำนวน 18,000 บาท ถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับราคาจำหน่ายโดยรวม
สิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่นๆ
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนโดยตรงแล้ว มาตรการ EV 3.0 ยังรวมถึงการลดอัตราภาษีในส่วนต่างๆ เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการและส่งผลต่อราคาขายปลีกให้ถูกลงด้วย
- ภาษีสรรพสามิต: ลดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจาก 8% เหลือเพียง 2% และสำหรับรถกระบะไฟฟ้าเหลือ 0% จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568
- ภาษีนำเข้า: ลดอากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) สูงสุดถึง 40% ซึ่งช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้านำเข้ารุ่นต่างๆ มีราคาที่แข่งขันได้ในช่วงเริ่มต้นของตลาด
การสิ้นสุดลงของสิทธิประโยชน์ทางภาษีเหล่านี้พร้อมกับเงินอุดหนุน ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อโครงสร้างราคายานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทในประเทศไทย
วิเคราะห์แนวโน้มราคา E-Bike ในปี 2569: คำถามสำคัญที่ทุกคนรอคำตอบ
จากข้อมูลทั้งหมด ทำให้เกิดคำถามสำคัญที่ว่า มาตรการรัฐ EV ใหม่ E-Bike จะถูกลงจริงหรือ? วิเคราะห์ 2026 คำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณาประกอบกัน ทั้งปัจจัยลบที่อาจทำให้ราคาสูงขึ้น และปัจจัยบวกที่เป็นความหวังจากนโยบายใหม่ของภาครัฐ
ปัจจัยที่อาจผลักดันให้ราคา E-Bike สูงขึ้น
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน แนวโน้มที่ราคา E-Bike จะปรับตัวสูงขึ้นในปี 2569 มีความเป็นไปได้สูงกว่าด้วยเหตุผลหลายประการ:
การสิ้นสุดเงินอุดหนุน 18,000 บาทต่อคัน ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรงที่สุดต่อราคาขายปลีก หากไม่มีมาตรการใหม่เข้ามาทดแทนอย่างทันท่วงที ผู้บริโภคจะต้องรับภาระต้นทุนส่วนนี้ไปเต็มๆ ซึ่งอาจทำให้ราคา E-Bike ที่ได้มาตรฐานพุ่งสูงขึ้นทันที
- การกลับมาของอัตราภาษีนำเข้าปกติ: หากการลดหย่อนภาษีนำเข้าชิ้นส่วนหรือตัวรถสำเร็จรูปสิ้นสุดลง ต้นทุนของผู้ประกอบการที่นำเข้า E-Bike หรือชิ้นส่วนมาประกอบจะสูงขึ้น และต้นทุนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค
- ต้นทุนการผลิตและมาตรฐานความปลอดภัย: E-Bike ที่มีคุณภาพและปลอดภัยจำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่และระบบควบคุมที่ได้มาตรฐาน ซึ่งมีต้นทุนสูง การขาดเงินอุดหนุนจากภาครัฐอาจทำให้ผู้ผลิตบางรายลดคุณภาพเพื่อทำราคาแข่งขัน หรือคงคุณภาพไว้แต่ต้องปรับราคาขายขึ้น
- โครงสร้างพื้นฐานที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่: แม้จะมีการขยายสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง แต่ความครอบคลุมและความสะดวกสบายยังเป็นโจทย์ที่ต้องพัฒนาต่อไป ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค และทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถขยายขนาดการผลิตเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย (Economies of Scale) ได้อย่างเต็มที่
ความหวังจากมาตรการ EV 3.5 และปัจจัยเชิงบวก
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยบวกที่อาจช่วยพยุงหรือทำให้ราคา E-Bike ไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก หรืออาจถูกลงได้ในระยะยาว
มาตรการ EV 3.5: รัฐบาลได้เตรียมมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าระยะที่สอง หรือ “EV 3.5” เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากเฟสแรก โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่อย่างไทยฮอนด้าเข้าร่วมลงนามแสดงเจตจำนงในการพัฒนาและผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศด้วย แม้ว่า ณ ปัจจุบัน (ธันวาคม 2568) รายละเอียดเกี่ยวกับเงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike ภายใต้มาตรการใหม่จะยังไม่ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ แต่นี่คือความหวังสำคัญที่สุดที่อาจมีเงินอุดหนุนรูปแบบใหม่เข้ามาทดแทนส่วนที่ขาดหายไป เป้าหมายของ EV 3.5 จะเน้นการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ไปจนถึงการประกอบยานยนต์ในประเทศ
การเพิ่มขึ้นของการผลิตในประเทศ (CKD): เงื่อนไขการผลิตชดเชยจากมาตรการ EV 3.0 ได้กระตุ้นให้ผู้ผลิตหลายรายเริ่มตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาว เมื่อสายการผลิตเดินเครื่องเต็มที่ ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และภาษีนำเข้าจะลดลง ทำให้ผู้ผลิตสามารถทำราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น แม้จะไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรงก็ตาม
การส่งเสริมการลงทุนจาก BOI: สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังคงมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยดึงดูดการลงทุนและลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว
เปรียบเทียบมาตรการสนับสนุน EV ก่อนและหลังปี 2569
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถสรุปและเปรียบเทียบสถานะของมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงก่อนและหลังการสิ้นสุดของ EV 3.0 ได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทยานยนต์/สิทธิประโยชน์ | มาตรการปัจจุบัน (ถึง 31 ธ.ค. 2568) | สถานการณ์คาดการณ์ (ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป) |
|---|---|---|
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | เงินอุดหนุนสูงสุด 150,000 บาท/คัน | เงินอุดหนุนลดลงเหลือ 20,000 – 100,000 บาท/คัน |
| จักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) | เงินอุดหนุน 18,000 บาท/คัน | ยังไม่มีความชัดเจน (มีความเสี่ยงสูงที่เงินอุดหนุนจะสิ้นสุดลง) |
| ภาษีสรรพสามิต (รถยนต์ EV) | ลดเหลือ 2% (จาก 8%) | อาจปรับกลับสู่อัตราเดิมหากไม่มีการขยายเวลา |
| ภาษีนำเข้า (CBU) | ลดหย่อนสูงสุด 40% | อาจปรับกลับสู่อัตราเดิมหากไม่มีการขยายเวลา |
บทสรุป: ควรตัดสินใจซื้อ E-Bike ตอนนี้ หรือรอความชัดเจนในปี 2569?
เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลทั้งหมด คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า E-Bike จะถูกลงในปี 2569 หรือไม่นั้น ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่แนวโน้มค่อนข้างเอนเอียงไปในทิศทางที่ว่า ราคาอาจจะปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2569 เนื่องจากการสิ้นสุดลงของเงินอุดหนุน 18,000 บาท ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุด
ดังนั้น การตัดสินใจจึงขึ้นอยู่กับความต้องการและระดับการยอมรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล:
- หากต้องการความคุ้มค่าที่แน่นอน: การตัดสินใจซื้อ E-Bike ที่ได้มาตรฐานและเข้าร่วมโครงการ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จะเป็นการรับประกันว่าผู้ซื้อจะได้รับส่วนลดจากเงินอุดหนุน 18,000 บาทอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและจับต้องได้มากที่สุดในขณะนี้
- หากยอมรับความเสี่ยงและต้องการรอดู: การรอความชัดเจนของมาตรการ EV 3.5 เป็นการเดิมพันกับอนาคต ซึ่งอาจมีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าเดิมหากรัฐบาลออกมาตรการใหม่ที่จูงใจ แต่ในทางกลับกัน ก็มีความเสี่ยงที่จะไม่มีเงินอุดหนุนใดๆ มาทดแทนเลย หรือมีในจำนวนที่น้อยกว่าเดิม ซึ่งจะทำให้ต้องซื้อ E-Bike ในราคาที่สูงขึ้น
โดยสรุป สำหรับผู้ที่มีความพร้อมและวางแผนจะซื้อ E-Bike อยู่แล้ว การดำเนินการซื้อภายในปี 2568 ดูจะเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลและมีความเสี่ยงน้อยกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวนของราคาที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐในปี 2569
ค้นหาจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งาน
ไม่ว่าทิศทางของมาตรการภาครัฐจะเป็นอย่างไร การเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางในเมืองที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเลือกซื้อยานพาหนะที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจักรยานไฟฟ้า, E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหลากหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าคุณภาพ
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

