ขี่รถไฟฟ้าแล้วรวย? เจาะเทรนด์ “Personal Carbon Credit” ปี 2027 เปลี่ยนระยะทางเป็นส่วนลด!
แนวคิดเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมรักษ์โลกให้กลายเป็นรายได้กำลังเป็นกระแสที่น่าจับตา โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ขี่รถไฟฟ้าแล้วรวย? เจาะเทรนด์ “Personal Carbon Credit” ปี 2027 เปลี่ยนระยะทางเป็นส่วนลด! นั้นสะท้อนความคาดหวังของผู้คนที่ต้องการเห็นผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมจากการลดการปล่อยคาร์บอนในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ภาพความเป็นจริงในประเทศไทยอาจมีความซับซ้อนกว่าที่คาดการณ์ไว้
ภาพรวมของแนวคิด Personal Carbon Credit
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแนวคิดคาร์บอนเครดิตภาคประชาชนและสถานการณ์ในประเทศไทยสามารถสรุปได้ดังนี้:
- ยังไม่มีระบบโดยตรง: ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีระบบคาร์บอนเครดิตภาคประชาชน (Personal Carbon Credit) ที่สามารถเปลี่ยนระยะทางการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าหรือจักรยานไฟฟ้าเป็นส่วนลดหรือรายได้สำหรับบุคคลทั่วไปได้โดยตรง
- จุดเปลี่ยนปี 2027: ในปี 2027 ประเทศไทยมีแผนจะเปิดตัวตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market: VCM) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการสร้างกลไกตลาดคาร์บอน แต่จะมุ่งเน้นไปที่โครงการขนาดใหญ่ระดับองค์กรเป็นหลัก โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้และพลังงานหมุนเวียน
- กฎหมายใหม่กำลังจะมา: ร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) ที่จะบังคับใช้ในปี 2027 จะเป็นโครงสร้างหลักในการกำกับดูแลและกำหนดทิศทางตลาดคาร์บอนของประเทศ รวมถึงการตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050
- โอกาสในอนาคต: แม้ปัจจุบันจะยังไม่มี แต่การพัฒนากลไกตลาด VCM และ T-VER อาจเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การขยายผลสู่ระดับบุคคลในอนาคต หากมีการเชื่อมโยงกิจกรรมลดคาร์บอนในชีวิตประจำวันเข้ากับระบบการซื้อขายเครดิตได้สำเร็จ
กระแสความสนใจในหัวข้อ ขี่รถไฟฟ้าแล้วรวย? เจาะเทรนด์ “Personal Carbon Credit” ปี 2027 เปลี่ยนระยะทางเป็นส่วนลด! กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่ากิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละบุคคล เช่น การใช้รถยนต์ไฟฟ้า การปั่นจักรยาน หรือการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ สามารถถูกวัดผลและตีมูลค่าออกมาเป็น “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งสามารถนำไปแลกเป็นสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ส่วนลดสินค้า เงินคืน หรือแม้กระทั่งการลดหย่อนภาษีได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับบริบทของประเทศไทย ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าแนวทางดังกล่าวยังเป็นเพียงแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศมากกว่าจะเป็นนโยบายที่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
ความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคือการมุ่งพัฒนากลไกตลาดคาร์บอนในระดับมหภาค โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและองค์กรขนาดใหญ่ให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ปี 2027 จึงเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการวางรากฐานโครงสร้างตลาดคาร์บอนของประเทศ มากกว่าจะเป็นปีที่บุคคลทั่วไปจะสามารถสร้างรายได้โดยตรงจากการขี่รถไฟฟ้า แม้ว่าเทรนด์ของแอปพลิเคชันสะสมแต้มหรือ “Ride to Earn” จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่การจะเกิดขึ้นจริงในไทยนั้นยังต้องอาศัยการพัฒนานโยบายและเทคโนโลยีอีกมาก
ปี 2027 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการวางโครงสร้างตลาดคาร์บอนในประเทศไทย ซึ่งจะเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ส่วนแนวคิดคาร์บอนเครดิตภาคประชาชนยังคงเป็นภาพอนาคตที่ต้องรอการพัฒนาต่อไป
ดังนั้น การทำความเข้าใจพัฒนาการของตลาดคาร์บอนในไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่าโอกาสและความท้าทายที่แท้จริงอยู่ตรงไหน และใครคือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ก่อนที่แนวคิด Personal Carbon Credit จะกลายเป็นจริงสำหรับทุกคน
จุดเปลี่ยนสำคัญ: ตลาดคาร์บอนไทยในปี 2027
ปี 2027 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยมีกลไกสำคัญหลายอย่างที่จะเริ่มดำเนินการและส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อภาคธุรกิจและทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว
การเปิดตัวตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market: VCM)
กลไกสำคัญอันดับแรกคือการเปิดตัวตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (VCM) อย่างเป็นทางการ ซึ่งวางแผนโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดนี้จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางสำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่างๆ โดยในช่วงแรกจะมุ่งเน้นไปที่เครดิตที่เกิดจากโครงการภาคป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก เช่น โครงการปลูกป่าชุมชน หรือการอนุรักษ์ป่าชายเลน
วัตถุประสงค์หลักของการเปิด VCM ก่อนตลาดภาคบังคับ (Mandatory Market) คือเพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาโครงการ สร้างความคุ้นเคยให้กับผู้เล่นในตลาด และทดสอบกลไกการซื้อขายให้มีความพร้อมก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้นในอนาคต VCM จะเปิดโอกาสให้บริษัทที่ต้องการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมสามารถเข้ามาซื้อเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองได้ตามความสมัครใจ
การเติบโตของโครงการ T-VER
โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) เป็นกลไกที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อ VCM เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ข้อมูลล่าสุดจากไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่สูงของตลาดนี้ โดยมีปริมาณธุรกรรมสูงสุดถึง 101,894 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นมูลค่ากว่า 17.78 ล้านบาท
ที่น่าสนใจคือ ราคาของคาร์บอนเครดิตที่มาจากโครงการพลังงานหมุนเวียนและโครงการภาคป่าไม้มีการปรับตัวสูงขึ้นถึง 40% โดยมีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 1,700–2,076 บาทต่อตัน (ประมาณ 50-61 ดอลลาร์สหรัฐ) การเพิ่มขึ้นของราคานี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่สูงขึ้น และเป็นสัญญาณที่ดีต่อการลงทุนในโครงการลดโลกร้อนในอนาคต
ร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act)
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในปี 2027 คือการบังคับใช้ “ร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการไปแล้วเมื่อปี 2025 กฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ครอบคลุมและทรงพลังที่สุดในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) ในปี 2065
ภายในร่างกฎหมายดังกล่าวประกอบด้วยกลไกกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing Mechanisms) 4 รูปแบบหลัก ได้แก่:
- ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading Scheme: ETS): เป็นระบบที่กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด และจัดสรรสิทธิในการปล่อยให้กับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ บริษัทที่ปล่อยน้อยกว่าสิทธิที่ได้รับสามารถขายสิทธิส่วนเกินให้กับบริษัทที่ปล่อยเกินได้ โดยจะเริ่มทดลองใช้ระบบนี้ในปี 2029
- ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax): การจัดเก็บภาษีจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างต้นทุนให้กับผู้ก่อมลพิษและจูงใจให้ลดการปล่อย
- มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM): เป็นกลไกที่ใช้กับสินค้านำเข้า เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศมีต้นทุนด้านคาร์บอนที่ไม่ต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ ป้องกันการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมหย่อนยานกว่า
- กลไกคาร์บอนเครดิต: สนับสนุนการซื้อขายเครดิตที่เกิดจากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น โครงการ T-VER
ไขข้อสงสัย: ขี่รถไฟฟ้าจะสร้างรายได้อย่างไรในอนาคต?
แม้ว่าภาพรวมของตลาดคาร์บอนในปี 2027 จะมุ่งเน้นไปที่ระดับองค์กรและอุตสาหกรรม แต่คำถามที่ว่าการใช้รถไฟฟ้าของบุคคลทั่วไปจะสามารถสร้างรายได้หรือสิทธิประโยชน์ได้หรือไม่ยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในระยะยาว
ความเชื่อมโยงที่ยังไม่เกิดขึ้นโดยตรง
ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าประเทศไทยจะมีระบบที่แปลงระยะทางการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้า หรือแม้แต่การใช้บริการขนส่งสาธารณะ ให้กลายเป็นคาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายหรือแลกเป็นส่วนลดได้โดยตรง แนวคิด “Ride to Earn” หรือการสร้างรายได้จากรถไฟฟ้า ยังคงเป็นลักษณะของกระแสที่เกิดขึ้นในบางประเทศ เช่น ในสหภาพยุโรปหรือสิงคโปร์ ที่มีแอปพลิเคชันสำหรับติดตามและคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ส่วนบุคคล เพื่อมอบรางวัลหรือสิทธิประโยชน์เป็นการตอบแทน
สำหรับประเทศไทย การพัฒนาในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ในขอบเขตของโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ โครงการจัดการของเสีย หรือโครงการปลูกป่าโกงกางชุมชน ซึ่งสามารถวัดผลการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมในปริมาณมาก การจะขยายผลมาสู่ระดับบุคคลจำเป็นต้องมีระบบการวัดผล (Measurement), การรายงาน (Reporting) และการทวนสอบ (Verification) หรือ MRV ที่มีความน่าเชื่อถือและต้นทุนต่ำ ซึ่งยังเป็นความท้าทายทางเทคโนโลยีและนโยบายอยู่
โอกาสในอนาคต: จากโครงการ T-VER สู่ระดับบุคคล
อย่างไรก็ตาม การเปิดตัว VCM ในปี 2027 อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาไปสู่ระดับบุคคลในอนาคตได้ หากตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจเติบโตและมีเสถียรภาพ อาจมีการพัฒนากลไกที่เชื่อมโยงโครงการ T-VER เข้ากับพฤติกรรมคาร์บอนต่ำของประชาชนได้ ตัวอย่างเช่น:
- แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูล: อาจมีการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มที่สามารถรวบรวมข้อมูลกิจกรรมลดคาร์บอนของบุคคลจำนวนมาก (Aggregator) เช่น ระยะทางการปั่นจักรยานไฟฟ้า หรือการใช้รถยนต์ไฟฟ้า แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมารวมกันเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นโครงการ T-VER ขนาดเล็กได้
- แรงจูงใจทางอ้อม: ราคาของคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะเครดิตที่มาจากโครงการภาคป่าไม้ที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นตามเทรนด์โลก อาจสร้างแรงจูงใจทางอ้อมให้ภาคเอกชนหรือหน่วยงานรัฐสร้างโครงการที่ส่งเสริมพฤติกรรมคาร์บอนต่ำของประชาชน เพื่อนำผลลัพธ์ไปสร้างเป็นเครดิตสำหรับขายในตลาดต่อไป
ดังนั้น แม้ว่าในปี 2027 การขี่รถไฟฟ้าจะยังไม่สามารถสร้างรายได้โดยตรง แต่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้แนวคิดนี้มีความเป็นไปได้มากขึ้นในทศวรรษหน้า
ข้อจำกัดและความท้าทายที่ต้องเผชิญ
แม้ว่าทิศทางของประเทศไทยจะชัดเจนในการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่การเดินทางนี้ยังคงมีข้อจำกัดและความท้าทายหลายประการที่ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชนต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือ
เพดานการชดเชยและกลุ่มเป้าหมาย
หนึ่งในข้อจำกัดที่สำคัญของกลไกตลาดคาร์บอนในระยะแรกคือ การกำหนดเพดานการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้สูงสุดไม่เกิน 15% ของปริมาณการปล่อยทั้งหมดขององค์กรนั้นๆ ตัวเลขนี้แม้จะสูงกว่าของสิงคโปร์ที่กำหนดไว้ที่ 5% แต่ก็ยังเท่ากับของไต้หวัน การกำหนดเพดานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซที่แหล่งกำเนิดของตนเองเป็นอันดับแรก แทนที่จะพึ่งพาการซื้อเครดิตมาชดเชยเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักของกลไกเหล่านี้ในช่วงแรกจะมุ่งเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมหนักซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า, ปูนซีเมนต์, ปิโตรเคมี และการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหมายความว่าผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนทั่วไปหรือธุรกิจขนาดเล็กอาจจะยังไม่ชัดเจนนัก
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน
สำหรับภาคธุรกิจ การบังคับใช้กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบ ETS ในอนาคตจะสร้างแรงกดดันให้ต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน บริษัทต่างๆจำเป็นต้องเริ่มกระบวนการตรวจวัดและจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง (Carbon Footprint) รวมถึงการทบทวนและปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่เนิ่นๆ การเตรียมตัวช้าอาจหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้นจากการต้องซื้อสิทธิในการปล่อยก๊าซหรือการจ่ายภาษีคาร์บอนในอนาคต
ในส่วนของประชาชนทั่วไป แม้จะยังไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจาก Personal Carbon Credit แต่ก็อาจได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากกลไกอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น การจัดตั้งกองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Fund) ซึ่งอาจนำเงินรายได้จากภาษีคาร์บอนหรือการประมูลสิทธิ ETS มาสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือการซื้อยานยนต์ไฟฟ้า
สรุป: ปี 2027 คือจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่เส้นชัยของรายได้จากรถไฟฟ้า
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า ขี่รถไฟฟ้าแล้วรวย? เจาะเทรนด์ “Personal Carbon Credit” ปี 2027 เปลี่ยนระยะทางเป็นส่วนลด! นั้นคือ “ยังไม่ใช่ในเร็วๆ นี้” สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในปี 2027 คือการวางรากฐานโครงสร้างตลาดคาร์บอนของประเทศไทย ผ่านการเปิดตัวตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (VCM) และการบังคับใช้กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก
แนวคิดเรื่องคาร์บอนเครดิตภาคประชาชน หรือ “Ride to Earn” ที่เปลี่ยนพฤติกรรมรักษ์โลกให้เป็นรายได้ ยังคงเป็นภาพอนาคตที่ต้องอาศัยการพัฒนากลไก นโยบาย และเทคโนโลยีอีกมาก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังจะมาถึงนี้ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายความยั่งยืน และจะเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ที่อาจทำให้แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นความจริงได้ในอนาคต
เตรียมพร้อมสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้ากับ GIANT Shopping Mall
แม้ว่าการสร้างรายได้โดยตรงจากการขับขี่อาจยังเป็นเรื่องของอนาคต แต่การเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในวันนี้คือการเริ่มต้นที่ดีที่สุด ทั้งเพื่อการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสิ่งแวดล้อม GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike คุณภาพสูง ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์การเดินทางในเมือง
เริ่มต้นการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและกระเป๋าเงินของคุณได้แล้ววันนี้
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

