“`html
Right to Repair: เทรนด์โลกที่อาจเปลี่ยนวงการซ่อม E-Bike ไทย
- ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- Right to Repair คืออะไร และเหตุใดจึงมีความสำคัญในปัจจุบัน
- สถานการณ์ Right to Repair ในประเทศไทย: ก้าวสู่การเป็นผู้นำในอาเซียน
- ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับวงการจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในไทย
- ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและความท้าทายในการผลักดัน Right to Repair
- ตารางสรุป: สถานะและแนวโน้ม Right to Repair ในไทยกับอุตสาหกรรม E-Bike
- บทสรุปและอนาคตของ Right to Repair สำหรับ E-Bike ในไทย
แนวคิด “สิทธิในการซ่อม” หรือ Right to Repair กำลังกลายเป็นกระแสเคลื่อนไหวระดับโลกที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคและร้านซ่อมอิสระสามารถเข้าถึงเครื่องมือ อะไหล่ และข้อมูลที่จำเป็นในการซ่อมแซมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ด้วยตนเอง การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่ยังอาจขยายผลมาถึงภาคส่วนยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- นิยามและเป้าหมาย: Right to Repair คือการผลักดันกฎหมายที่บังคับให้ผู้ผลิตเปิดเผยข้อมูลการซ่อม จัดหาอะไหล่แท้ และเครื่องมือวินิจฉัยให้แก่ผู้บริโภคและร้านซ่อมอิสระ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ยืดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ และลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์
- ความเคลื่อนไหวในไทย: ประเทศไทยกำลังพิจารณาแนวทางการออกกฎหมาย Right to Repair อย่างจริงจัง โดยมีเอกสารนโยบายที่จัดทำขึ้นโดยสถาบันชั้นนำ เพื่อวางรากฐานให้ไทยเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- ศักยภาพต่อวงการ E-Bike: แม้ว่าการผลักดันในปัจจุบันจะมุ่งเน้นไปที่สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่หลักการของ Right to Repair สามารถนำมาปรับใช้กับอุตสาหกรรม E-Bike ได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้และร้านซ่อมท้องถิ่นสามารถบำรุงรักษาจักรยานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น
- ความท้าทายที่ต้องเผชิญ: อุปสรรคสำคัญในการนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ในไทยคือทัศนคติของผู้บริโภคที่ยังคงยึดติดกับศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาต และความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของร้านซ่อมอิสระ ซึ่งจำเป็นต้องมีการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมความเชื่อมั่นในระยะยาว
Right to Repair คืออะไร และเหตุใดจึงมีความสำคัญในปัจจุบัน
Right to Repair: เทรนด์โลกที่อาจเปลี่ยนวงการซ่อม E-Bike ไทย คือแนวคิดที่กำลังถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนสิทธิของผู้บริโภคในการซ่อมแซมผลิตภัณฑ์ที่ตนเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือยานพาหนะ หลักการสำคัญของแนวคิดนี้คือการเรียกร้องให้ผู้ผลิตสินค้าเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคและผู้ให้บริการซ่อมอิสระสามารถเข้าถึงชิ้นส่วนอะไหล่แท้, เครื่องมือพิเศษที่ใช้ในการวินิจฉัยปัญหา, และคู่มือหรือข้อมูลทางเทคนิคที่จำเป็นสำหรับการซ่อมแซมได้อย่างเท่าเทียมกับศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ
การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นจากความคับข้องใจของผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับค่าซ่อมที่สูงเกินจริง, การขาดแคลนอะไหล่, หรือการถูกปฏิเสธการซ่อมเมื่อหมดระยะเวลารับประกัน หลายครั้งผู้ผลิตมักออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ซ่อมแซมได้ยาก หรือจำกัดการเข้าถึงซอฟต์แวร์และอะไหล่บางชิ้น ทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพาบริการจากผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายสูง หรือในบางกรณีอาจถูกบีบให้ต้องซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่แทนการซ่อมแซมเครื่องเก่า ก่อให้เกิดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง
ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป แนวคิด Right to Repair ได้รับการผลักดันจนกลายเป็นกฎหมายที่บังคับใช้แล้ว ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจและเปิดกว้างมากขึ้นในการให้ข้อมูลและทรัพยากรสำหรับการซ่อม กฎหมายเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการยืดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจซ่อมแซมขนาดเล็กในท้องถิ่นอีกด้วย
สถานการณ์ Right to Repair ในประเทศไทย: ก้าวสู่การเป็นผู้นำในอาเซียน
ประเทศไทยกำลังแสดงท่าทีที่ชัดเจนในการศึกษาและเตรียมความพร้อมเพื่อนำกฎหมาย Right to Repair มาปรับใช้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้อย่างจริงจัง จากการศึกษาและจัดทำเอกสารนโยบาย (White Paper) โดยความร่วมมือของสถาบันนโยบายสาธารณะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAPPI), สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และมหาวิทยาลัยรังสิต ได้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านการซ่อมแซมและความยั่งยืน เนื่องจากไทยเป็นตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ มีการจำหน่ายสมาร์ทโฟนหลายล้านเครื่องต่อปี
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทยยังคงมีอุปสรรคสำคัญหลายประการ ร้านซ่อมอิสระจำนวนมากประสบปัญหาในการเข้าถึงอะไหล่แท้และคู่มือการซ่อมจากผู้ผลิตโดยตรง ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ถูกผลักให้ไปใช้บริการของศูนย์ซ่อมที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิต ซึ่งมักมีราคาค่าบริการที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การผูกขาดการซ่อมยังนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า นั่นคือ ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์
ประเทศไทยมีการผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 450,000 ตันต่อปี แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างมหาศาล
การผลักดันกฎหมาย Right to Repair จึงไม่เพียงแต่เป็นการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากประเทศไทยสามารถออกกฎหมายนี้ได้สำเร็จ ก็จะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน และช่วยขับเคลื่อนภูมิภาคไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับวงการจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในไทย
แม้ว่าการหารือเรื่อง Right to Repair ในประเทศไทยในระยะแรกจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค เช่น สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เป็นหลัก แต่หลักการพื้นฐานของกฎหมายนี้สามารถขยายผลและสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญให้กับอุตสาหกรรมจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ได้เช่นกัน ปัจจุบัน E-Bike ถือเป็นยานพาหนะทางเลือกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ E-Bike จำนวนมากยังคงเผชิญกับความท้าทายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซม โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ และแผงควบคุม
หากกฎหมาย Right to Repair ถูกนำมาบังคับใช้และครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่ม E-Bike จะส่งผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ดังนี้:
การเข้าถึงอะไหล่และข้อมูลการซ่อม
ผู้ผลิต E-Bike จะต้องจัดหาอะไหล่แท้, เครื่องมือวินิจฉัยข้อบกพร่องของระบบไฟฟ้า, และคู่มือการซ่อมโดยละเอียด ให้แก่ผู้บริโภคและร้านซ่อมจักรยานอิสระทั่วไป ซึ่งจะทำให้การซ่อมแซมไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในศูนย์บริการของผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายอีกต่อไป ร้านซ่อมจักรยานท้องถิ่นจะสามารถยกระดับการบริการของตนเองให้สามารถซ่อมบำรุง E-Bike ได้อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้เกิดการแข่งขันในตลาดบริการซ่อม ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประโยชน์จะตกอยู่กับผู้บริโภคที่สามารถเข้าถึงบริการซ่อมที่มีคุณภาพในราคาที่สมเหตุสมผล
การยุติการผูกขาดการซ่อม (Parts Pairing)
หนึ่งในกลยุทธ์ที่ผู้ผลิตบางรายใช้เพื่อจำกัดการซ่อมคือ “Parts Pairing” หรือการใช้ซอฟต์แวร์ล็อกให้ชิ้นส่วนอะไหล่ใหม่สามารถทำงานได้ก็ต่อเมื่อผ่านการยืนยันจากระบบของผู้ผลิตเท่านั้น ทำให้แม้ว่าร้านซ่อมอิสระจะหาอะไหล่แท้มาเปลี่ยนได้ แต่ก็ไม่สามารถทำให้อุปกรณ์กลับมาทำงานได้สมบูรณ์ หากกฎหมาย Right to Repair มีผลบังคับใช้ การกระทำในลักษณะนี้จะถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งจะเปิดทางให้การซ่อมแซมเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแบตเตอรี่, มอเตอร์, หรือแผงวงจรควบคุม ก็สามารถทำได้โดยช่างซ่อมที่มีความชำนาญ โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูงจากผู้ผลิต
การเสริมสร้างธุรกิจซ่อมท้องถิ่นและลดต้นทุนของผู้บริโภค
การเปิดกว้างในการเข้าถึงข้อมูลและอะไหล่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจซ่อมจักรยานขนาดเล็กและขนาดกลางทั่วประเทศ ช่างซ่อมท้องถิ่นจะสามารถพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญในการซ่อม E-Bike ได้ ซึ่งเป็นการสร้างงานและกระจายรายได้ในชุมชน ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ E-Bike จะได้รับประโยชน์จากการมีทางเลือกในการซ่อมที่หลากหลายขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership) ตลอดอายุการใช้งานของ E-Bike ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมจะถูกลง และสามารถยืดอายุการใช้งานของจักรยานไฟฟ้าออกไปได้นานขึ้น แทนที่จะต้องทิ้งเมื่อเกิดปัญหากับระบบไฟฟ้าที่ซ่อมแซมได้ยาก
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและความท้าทายในการผลักดัน Right to Repair
การจะทำให้แนวคิด Right to Repair เกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทยนั้นจำเป็นต้องอาศัยการผลักดันเชิงนโยบายที่ชัดเจนควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนทัศนคติในสังคม รายงานจาก SEAPPI ได้เสนอแนวทางที่เป็นไปได้หลายประการ รวมถึงชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ต้องเผชิญ
แนวทางการออกกฎหมาย
เพื่อให้สิทธิในการซ่อมได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญหลายแนวทาง:
- การร่างกฎหมาย Right to Repair โดยเฉพาะ: การมีกฎหมายที่บัญญัติสิทธิในการซ่อมไว้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในการคุ้มครองผู้บริโภคและกำกับดูแลผู้ผลิต
- การแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่: อีกทางเลือกหนึ่งคือการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดในความชำรุดบกพร่องของสินค้า (Lemon Law) โดยเพิ่มบทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิทธิในการซ่อมเข้าไป เพื่อให้กฎหมายมีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
- การห้ามการปฏิบัติที่เป็นการจำกัดสิทธิ: ออกกฎหมายห้ามการกระทำต่างๆ ที่เป็นการกีดกันการซ่อมโดยไม่เป็นธรรม เช่น การทำ Parts Pairing หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จงใจให้แกะซ่อมไม่ได้
- การส่งเสริมความตระหนักรู้และการบริโภคที่ยั่งยืน: ภาครัฐควรมีบทบาทในการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของสิทธิในการซ่อม และส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ให้ยาวนานที่สุด
- การสนับสนุนผู้ประกอบการซ่อมอิสระ: จัดทำโครงการฝึกอบรมและรับรองมาตรฐานฝีมือช่างซ่อมอิสระ โดยอาจร่วมมือกับผู้ผลิต (OEMs) เพื่อยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของบริการซ่อมในท้องตลาด
ความท้าทายด้านวัฒนธรรมและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
อุปสรรคสำคัญที่อาจไม่ใช่เรื่องของตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว คือทัศนคติและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยจำนวนมากที่คุ้นชินกับการพึ่งพาศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิต (Authorized Service Center) เป็นหลัก โดยมีความเชื่อว่าการซ่อมกับศูนย์บริการจะได้รับการรับประกันคุณภาพและอะไหล่แท้ที่น่าเชื่อถือกว่า ในทางกลับกัน ยังคงมีความกังวลและไม่ไว้วางใจในคุณภาพและมาตรฐานของร้านซ่อมอิสระทั่วไป
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็น การสร้างความเชื่อมั่นต้องอาศัยการริเริ่มจากภาคประชาสังคม เช่น การจัดกิจกรรม “Repair Cafe” หรือชุมชนนักซ่อม เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของช่างซ่อมอิสระ และการรณรงค์ให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าการซ่อมกับร้านอิสระที่มีคุณภาพก็เป็นทางเลือกที่ดีและประหยัดได้เช่นกัน การสร้างระบบรับรองมาตรฐานสำหรับร้านซ่อมอิสระก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ในระยะยาว
ตารางสรุป: สถานะและแนวโน้ม Right to Repair ในไทยกับอุตสาหกรรม E-Bike
| ด้าน | สถานะปัจจุบันในประเทศไทย | ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรม E-Bike |
|---|---|---|
| กฎหมาย | ยังไม่มีกฎหมาย Right to Repair โดยตรง แต่มีการหารือและจัดทำเอกสารนโยบายแล้ว | อาจมีกฎหมายบังคับให้ผู้ผลิต E-Bike ต้องเปิดเผยข้อมูล อะไหล่ และเครื่องมือซ่อม |
| การเข้าถึงอะไหล่ | ร้านซ่อมอิสระเข้าถึงอะไหล่แท้ได้จำกัด ส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาศูนย์บริการของผู้ผลิต | เปิดตลาดให้ร้านซ่อมอิสระสามารถจัดหาและใช้อะไหล่ E-Bike ได้อย่างกว้างขวาง |
| ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ | เป็นปัญหารุนแรง (ประมาณ 450,000 ตัน/ปี) และการจัดการยังไม่มีประสิทธิภาพ | E-Bike ที่ซ่อมแซมได้ง่ายขึ้นจะช่วยลดปริมาณขยะและยืดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ |
| การรับรู้ของผู้บริโภค | ยังอยู่ในระดับต่ำ มีประเด็นความไม่เชื่อมั่นในร้านซ่อมอิสระ | จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติและสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง |
| ทิศทางนโยบาย | อยู่ระหว่างการผลักดัน มีการเผยแพร่เอกสารนโยบายเพื่อสร้างความเข้าใจ | ภาคส่วน E-Bike อาจกลายเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมายถัดไปในการบังคับใช้กฎหมาย |
บทสรุปและอนาคตของ Right to Repair สำหรับ E-Bike ในไทย
การเคลื่อนไหวเรื่อง Right to Repair ในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่กำลังได้รับแรงผลักดันที่สำคัญจากหลายภาคส่วน ประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นนั้นมีความชัดเจน ทั้งในมิติของการเพิ่มทางเลือกและลดค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้บริโภค, การลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์, และการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น หากในอนาคตนโยบาย Right to Repair ได้ขยายขอบเขตมาครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมจักรยานไฟฟ้า ย่อมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบนิเวศการซ่อมบำรุงของไทย ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างศักยภาพให้กับธุรกิจท้องถิ่น และทำให้การคมนาคมที่ยั่งยืนอย่าง E-Bike เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายและมีต้นทุนการดูแลรักษาที่ต่ำลงสำหรับทุกคน
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเคลื่อนไหวนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งการออกกฎหมายที่ชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้จริง, การเอาชนะอุปสรรคเชิงวัฒนธรรม, และการสร้างความไว้วางใจในบริการซ่อมอิสระ ถึงแม้ว่า ณ ต้นปี 2025 จะยังไม่มีมาตรการที่เฉพาะเจาะจงสำหรับ E-Bike ถูกเสนอขึ้นมาอย่างเป็นทางการ แต่ทิศทางของโลกและของไทยกำลังมุ่งไปสู่การให้ความสำคัญกับสิทธิของผู้บริโภคและความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่ง E-Bike ก็เป็นส่วนหนึ่งของอนาคตนั้นอย่างแน่นอน
สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่ครบครัน สามารถติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือติดตามข่าวสารได้ทาง FACEBOOK PAGE และ LINE
“`
