Right to Repair: เทรนด์โลกที่อาจเปลี่ยนการซ่อม E-Bike ในไทย
Right to Repair: เทรนด์โลกที่อาจเปลี่ยนการซ่อม E-Bike ในไทย กำลังเป็นแนวคิดที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย แนวคิดนี้ส่งเสริมสิทธิ์ตามกฎหมายของผู้บริโภคในการซ่อมแซมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของตนเอง โดยเรียกร้องให้ผู้ผลิตต้องเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็น เช่น อะไหล่ เครื่องมือ คู่มือการซ่อม และรหัสซอฟต์แวร์ การเปลี่ยนแปลงนี้มีศักยภาพที่จะปฏิวัติวงการซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลอย่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น
สาระสำคัญของสิทธิในการซ่อม
- การเสริมสร้างอำนาจผู้บริโภค: สิทธิในการซ่อมช่วยให้เจ้าของอุปกรณ์มีทางเลือกในการซ่อมแซมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมด้วยตนเอง หรือเลือกร้านซ่อมอิสระนอกศูนย์บริการของผู้ผลิต
- การลดขยะอิเล็กทรอนิกส์: การยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ผ่านการซ่อมแซมที่เข้าถึงง่าย จะช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ
- ลดค่าใช้จ่ายและส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น: ผู้บริโภคสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และยังเป็นการสนับสนุนร้านซ่อมอิสระในชุมชนให้เติบโต
- ความท้าทายในประเทศไทย: แม้จะมีประโยชน์หลายด้าน แต่การผลักดันกฎหมายในไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากแรงต้านของผู้ผลิตและการสร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือให้กับร้านซ่อมอิสระ
ทำความเข้าใจ “Right to Repair” หรือ “สิทธิในการซ่อม”
แนวคิด “Right to Repair” หรือ “สิทธิในการซ่อม” เป็นการเคลื่อนไหวระดับโลกที่มุ่งเน้นการให้อำนาจแก่ผู้บริโภคในการควบคุมและจัดการอุปกรณ์ที่ตนเป็นเจ้าของได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในยุคที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงยานพาหนะไฟฟ้า
นิยามและความสำคัญ
สิทธิในการซ่อม คือหลักการที่ว่าผู้บริโภคและร้านซ่อมอิสระควรมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล อะไหล่แท้ และเครื่องมือที่จำเป็นในการซ่อมแซมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้อย่างสมเหตุสมผลและไม่ถูกจำกัดโดยผู้ผลิต ปัจจุบัน ผู้ผลิตหลายรายมักออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ซ่อมแซมได้ยาก หรือผูกขาดการซ่อมไว้กับศูนย์บริการของตนเองเท่านั้น ซึ่งนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่สูงและตัวเลือกที่จำกัดสำหรับผู้บริโภค
ความสำคัญของแนวคิดนี้มีหลายมิติ:
- ด้านเศรษฐกิจ: ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคและสร้างการแข่งขันในตลาดการซ่อมแซม ทำให้เกิดการจ้างงานในร้านซ่อมขนาดเล็กและขนาดกลาง
- ด้านสิ่งแวดล้อม: การซ่อมแซมเพื่อยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นขยะที่มีสารอันตรายและจัดการได้ยาก
- ด้านสิทธิผู้บริโภค: เป็นการยืนยันสิทธิ์ในทรัพย์สินของตนเอง เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์มาแล้ว เจ้าของควรมีสิทธิ์ที่จะดัดแปลงหรือซ่อมแซมได้โดยไม่มีข้อจำกัดที่ไม่เป็นธรรม
เหตุผลที่ประเด็นนี้กลายเป็นเทรนด์สำคัญระดับโลก
การเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิในการซ่อมขยายตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากหลายปัจจัยประกอบกัน ประการแรกคือการผูกขาดของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่จำกัดการเข้าถึงการซ่อมแซมผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อน การใช้กาวแทนสกรู การล็อกซอฟต์แวร์ หรือการจำกัดการจำหน่ายอะไหล่แท้ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าตนเองสูญเสียอำนาจในการควบคุมทรัพย์สิน
นอกจากนี้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลได้กระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความจำเป็นของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเน้นการใช้ซ้ำ ซ่อมแซม และรีไซเคิล แทนที่วัฒนธรรม “ใช้แล้วทิ้ง” แบบเดิม การบังคับใช้กฎหมาย Right to Repair ในหลายประเทศ เช่น สหภาพยุโรป และบางรัฐในสหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นต้นแบบและแรงผลักดันให้ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย หันมาพิจารณาแนวทางเดียวกัน เพื่อสร้างความยั่งยืนและมอบความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภค
สถานการณ์ Right to Repair ในประเทศไทย
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิผู้บริโภคที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก ทำให้แนวคิด Right to Repair เริ่มได้รับการจับตามองและผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาที่สั่งสมมานานและวางรากฐานสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน
ความพยายามในการผลักดันกฎหมาย
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีความพยายามที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาคอาเซียนในการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการซ่อม โดยมีหน่วยงานหลายภาคส่วนเข้ามามีบทบาทสำคัญ รายงานการศึกษาที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างสถาบันนโยบายสาธารณะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และมหาวิทยาลัยรังสิต ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดในปัจจุบันที่ผู้ผลิตสร้างขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องพึ่งพาศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตเพียงแห่งเดียว ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายสูงและตัวเลือกน้อย
ข้อเสนอแนะจากการศึกษาดังกล่าวเน้นย้ำว่า กรอบกฎหมายของไทยในเรื่องนี้ยังคงกระจัดกระจายและจำเป็นต้องมีการบูรณาการอย่างจริงจัง เพื่อให้อำนาจแก่ผู้บริโภคและสนับสนุนร้านซ่อมอิสระให้สามารถเข้าถึงอะไหล่และข้อมูลที่จำเป็นได้
ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ตัวกระตุ้นสำคัญ
หนึ่งในแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดคือวิกฤตขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ซึ่งมีปริมาณมากกว่า 450,000 ตันต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดการขยะเหล่านี้ยังคงมีจำกัดและขาดประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนจากการปนเปื้อนของสารเคมีอันตราย
การส่งเสริมสิทธิในการซ่อมถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับปัญหานี้โดยตรง เพราะการยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะช่วยชะลอการเกิดขยะใหม่และลดความต้องการในการใช้ทรัพยากรเพื่อผลิตสินค้าใหม่
แนวทางที่เป็นไปได้สำหรับกฎหมายไทย
ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนวทางทางกฎหมายหลายรูปแบบเพื่อทำให้ Right to Repair เกิดขึ้นได้จริงในบริบทของประเทศไทย ได้แก่:
- การร่างกฎหมายใหม่: สร้างกฎหมายที่สนับสนุนสิทธิในการซ่อมโดยเฉพาะ ซึ่งจะครอบคลุมข้อกำหนดต่างๆ อย่างชัดเจน
- การแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่: ปรับปรุงกฎหมายเดิม เช่น กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค หรือ “Lemon Law” เพื่อผนวกสิทธิในการซ่อมเข้าไป
- การห้ามการปฏิบัติที่จำกัดสิทธิ์: ออกกฎหมายห้ามเทคนิคต่างๆ ที่ผู้ผลิตใช้เพื่อขัดขวางการซ่อมโดยบุคคลที่สาม เช่น การจับคู่ชิ้นส่วน (Parts Pairing) ที่ทำให้อะไหล่จากแหล่งอื่นไม่สามารถใช้งานกับอุปกรณ์ได้
- การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: รณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมการซ่อมและการบริโภคที่ยั่งยืน เพื่อสร้างแรงสนับสนุนจากภาคสังคม
แนวทางเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการซ่อมแซมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ
Right to Repair จะเปลี่ยนโลกการซ่อม E-Bike ในไทยได้อย่างไร?
ภาคส่วนของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) คือหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงและเห็นภาพชัดเจนที่สุดหากมีการบังคับใช้กฎหมาย Right to Repair ในประเทศไทย เนื่องจาก E-Bike ประกอบด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควบคุม ซึ่งมักเป็นจุดที่เกิดปัญหาและมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมสูง
ปัญหาการซ่อมจักรยานไฟฟ้าในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน เจ้าของ E-Bike จำนวนมากต้องเผชิญกับความท้าทายในการบำรุงรักษาและซ่อมแซม ผู้ผลิตบางราย โดยเฉพาะแบรนด์ระดับโลก มักมีนโยบายต่อต้านกฎหมาย Right to Repair โดยอ้างถึงความกังวลด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการซ่อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งหากซ่อมไม่ถูกวิธีอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ส่งผลให้การซ่อมแซมส่วนประกอบสำคัญเหล่านี้ถูกจำกัดอยู่แค่ในศูนย์บริการของแบรนด์เท่านั้น
สำหรับ E-Bike ราคาประหยัดหรือที่สั่งซื้อทางออนไลน์ ปัญหาอาจแตกต่างออกไป คือการขาดแคลนคู่มือการซ่อมและบริการหลังการขายที่เพียงพอ เมื่อเกิดปัญหาขึ้น เจ้าของอาจไม่สามารถหาอะไหล่หรือข้อมูลในการซ่อมได้ ทำให้ต้องยอมทิ้งจักรยานทั้งคันแม้ว่าจะเป็นเพียงความเสียหายเล็กน้อยก็ตาม
การเข้าถึงอะไหล่และคู่มือการซ่อม
กฎหมาย Right to Repair จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้โดยสิ้นเชิง โดยการบังคับให้ผู้ผลิตต้องจัดหาอะไหล่แท้, คู่มือการซ่อมอย่างละเอียด และเครื่องมือวินิจฉัยทางซอฟต์แวร์ ให้กับทั้งผู้บริโภคและร้านซ่อมอิสระ ตัวอย่างจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่ากฎหมายลักษณะนี้ช่วยให้การซ่อมแซม E-Bike เป็นไปได้ง่ายขึ้นอย่างมาก
เมื่อร้านซ่อมท้องถิ่นในประเทศไทยสามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ได้ พวกเขาจะสามารถให้บริการซ่อมแซมในจุดที่เคยเป็นอุปสรรค เช่น การเปลี่ยนเซลล์แบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพแทนการเปลี่ยนแบตเตอรี่ทั้งก้อน หรือการซ่อมแซมมอเตอร์ดุมล้อ (Hub Motor) ที่ขัดข้อง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภคได้อย่างมหาศาลและยืดอายุการใช้งานของ E-Bike ได้อย่างมีนัยสำคัญ
เปรียบเทียบการซ่อม E-Bike ก่อนและหลังมีกฎหมาย Right to Repair
| หัวข้อเปรียบเทียบ | สถานการณ์ปัจจุบัน (ก่อนมีกฎหมาย) | สถานการณ์ในอนาคต (หลังมีกฎหมาย) |
|---|---|---|
| การเข้าถึงอะไหล่ | จำกัดเฉพาะศูนย์บริการ หรือต้องหาอะไหล่เทียบที่ไม่มีคุณภาพ | ร้านซ่อมอิสระและผู้บริโภคสามารถสั่งซื้ออะไหล่แท้จากผู้ผลิตได้โดยตรง |
| ค่าใช้จ่ายในการซ่อม | สูง เนื่องจากเป็นการซ่อมแบบผูกขาดโดยศูนย์บริการ | ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เกิดการแข่งขันด้านราคาและบริการ |
| ทางเลือกในการซ่อม | จำกัดอยู่แค่ศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาต ซึ่งอาจมีน้อยและอยู่ไกล | มีทางเลือกหลากหลาย ทั้งการซ่อมด้วยตนเองและร้านซ่อมอิสระใกล้บ้าน |
| อายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ | สั้นลง เพราะเมื่อเกิดปัญหาร้ายแรง การซ่อมไม่คุ้มค่า ทำให้ต้องทิ้ง | ยาวนานขึ้น สามารถซ่อมแซมและบำรุงรักษาเพื่อใช้งานต่อไปได้นานหลายปี |
| ปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ | สูง เนื่องจากอุปกรณ์ถูกทิ้งก่อนเวลาอันควร | ลดลง เพราะมีการซ่อมเพื่อใช้ซ้ำมากขึ้น ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน |
ชุมชนนักซ่อมและองค์ความรู้ในไทย
ในประเทศไทยมีสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการและความพร้อมของตลาดอยู่แล้ว ปัจจุบันมีชุมชนออนไลน์และวิดีโอสอนการซ่อม E-Bike จำนวนมากที่แบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการซ่อมแซมส่วนประกอบต่างๆ เช่น มอเตอร์และระบบควบคุม สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ามีกลุ่มคนที่มีทักษะและความสนใจในการซ่อมแซมอยู่แล้ว หากกฎหมาย Right to Repair เข้ามาสนับสนุน จะเป็นการปลดล็อกศักยภาพของชุมชนเหล่านี้ให้เติบโตและสร้างประโยชน์ในวงกว้างยิ่งขึ้น
ความท้าทายและก้าวต่อไป
แม้ว่าแนวคิด Right to Repair จะมีประโยชน์มากมาย แต่เส้นทางสู่การบังคับใช้กฎหมายอย่างสมบูรณ์ในประเทศไทยยังคงมีความท้าทายหลายประการที่ต้องพิจารณาและหาทางแก้ไข เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย
แรงต้านจากผู้ผลิต
อุปสรรคที่สำคัญที่สุดคือแรงต้านจากผู้ผลิตอุปกรณ์ดั้งเดิม (OEMs) ซึ่งอาจสูญเสียรายได้จากการผูกขาดบริการซ่อมและจำหน่ายอะไหล่ ผู้ผลิตมักหยิบยกประเด็นต่างๆ ขึ้นมาคัดค้าน เช่น:
- ความปลอดภัย: การซ่อมแซมโดยช่างที่ไม่ได้รับการรับรองอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง โดยเฉพาะกับอุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่แรงดันสูงอย่าง E-Bike
- ทรัพย์สินทางปัญญา: การเปิดเผยคู่มือการซ่อมและซอฟต์แวร์อาจเป็นการละเมิดความลับทางการค้า
- คุณภาพและความน่าเชื่อถือ: การใช้อะไหล่หรือวิธีการซ่อมที่ไม่ได้มาตรฐานอาจทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมคุณภาพและส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของแบรนด์
การเอาชนะความท้าทายนี้จำเป็นต้องมีการเจรจาและสร้างกรอบกฎหมายที่สมดุล โดยอาจกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับร้านซ่อมอิสระและปกป้องข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้าอย่างเหมาะสม
การสร้างความเชื่อมั่นในร้านซ่อมอิสระ
เพื่อให้ผู้บริโภคหันมาใช้บริการร้านซ่อมอิสระมากขึ้น จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานการบริการ ซึ่งสามารถทำได้ผ่านกลไกต่างๆ เช่น:
- โปรแกรมการรับรอง: จัดตั้งระบบการรับรองมาตรฐานสำหรับร้านซ่อมและช่างเทคนิค เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่มีคุณภาพและปลอดภัย
- ความร่วมมือกับผู้ผลิต: ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและร้านซ่อมอิสระ เช่น การจัดอบรมหรือการเป็นพันธมิตรในการให้บริการซ่อมที่ได้รับการรับรอง
การสร้างความไว้วางใจนี้จะช่วยลดความกังวลของผู้บริโภคและทำให้ตลาดการซ่อมแซมมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
การส่งเสริมวัฒนธรรมการซ่อม
นอกเหนือจากมิติทางกฎหมายแล้ว การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การส่งเสริม “วัฒนธรรมการซ่อม” แทนที่ “วัฒนธรรมการทิ้ง” ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โครงการริเริ่มในชุมชน เช่น “Repair Cafe” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาสาสมัครผู้มีทักษะมาช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้ผู้คนเห็นคุณค่าของการซ่อมแซม
การรณรงค์ให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับผลกระทบของขยะอิเล็กทรอนิกส์และประโยชน์ของการยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ จะเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้การเคลื่อนไหว Right to Repair ในประเทศไทยประสบความสำเร็จในระยะยาว
บทสรุป: อนาคตของการซ่อม E-Bike ที่ยั่งยืนในมือผู้บริโภค
การเคลื่อนไหว Right to Repair: เทรนด์โลกที่อาจเปลี่ยนการซ่อม E-Bike ในไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจนำไปสู่การปฏิวัติเชิงนโยบายครั้งสำคัญ การผลักดันให้เกิดกฎหมายที่มอบสิทธิ์ให้ผู้บริโภคและร้านซ่อมอิสระสามารถเข้าถึงข้อมูลและอะไหล่ที่จำเป็น จะไม่เพียงแต่เสริมสร้างอำนาจให้แก่เจ้าของอุปกรณ์ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดค่าครองชีพ และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน
สำหรับผู้ใช้งานจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงนี้หมายถึงอนาคตที่การซ่อมบำรุง E-Bike จะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือมีค่าใช้จ่ายสูงอีกต่อไป แต่จะเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายและยั่งยืน ช่วยยืดอายุการใช้งานยานพาหนะคู่ใจ และลดผลกระทบต่อโลก แม้จะยังมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า แต่ทิศทางที่ชัดเจนนี้กำลังส่งสัญญาณว่าอำนาจในการซ่อมแซมกำลังจะกลับคืนสู่มือของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้า หรือกำลังมองหา E-bike คุณภาพที่มาพร้อมบริการที่น่าเชื่อถือ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่
สามารถเยี่ยมชมสินค้าและรับคำปรึกษาได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือ LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์ได้โดยตรง
