เลนจักรยานไฟฟ้าทั่วกรุง? ส่องนโยบาย Smart City ปี 69
กรุงเทพมหานครกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้านการคมนาคม โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ภายในปี 2569 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการเดินทางในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
ภาพรวมกรุงเทพฯ สู่เมืองอัจฉริยะ
- เป้าหมายปี 2569: กรุงเทพฯ ตั้งเป้าพัฒนาเมืองสู่การเป็น Smart City โดยเน้นการเดินทางที่ยั่งยืนและลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล
- โครงสร้างพื้นฐานใหม่: นโยบายมุ่งเน้นการสร้างและปรับปรุงเลนจักรยานไฟฟ้า ทางเท้า และจุดเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชน
- ส่งเสริม E-Mobility: มีการรณรงค์และออกมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามากขึ้น
- การพัฒนาแบบบูรณาการ: โครงการต่างๆ ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเดินทาง แต่ยังเชื่อมโยงกับการจัดการสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนเมือง
อนาคตการเดินทางในเมืองหลวงภายใต้นโยบาย Smart City Thailand
ประเด็นเรื่อง เลนจักรยานไฟฟ้าทั่วกรุง? ส่องนโยบาย Smart City ปี 69 ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากสะท้อนถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองหลวงของประเทศไทย ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการคมนาคมที่สะอาด ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพมากขึ้น นโยบายนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างทางจักรยาน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานและพฤติกรรมการเดินทางของคนในเมืองครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การทำความเข้าใจในแผนงานและเป้าหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่อาศัยและสัญจรในกรุงเทพฯ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ความหมายและความสำคัญของ Smart City
แนวคิด “Smart City” หรือ “เมืองอัจฉริยะ” คือการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเมือง พัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมือง และสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร แนวคิดนี้ถูกนำมาปรับใช้เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษทางอากาศ และการใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง
ในมิติของการเดินทาง (Smart Mobility) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ Smart City Thailand นโยบายจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบนิเวศการเดินทางที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Connectivity) ส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเดิน การใช้จักรยาน และการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การเกิดขึ้นของเลนจักรยานไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องจึงไม่ใช่โครงการที่แยกส่วน แต่เป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่จะขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว การลงทุนในด้านนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบการเดินทางใหม่ๆ ที่คล่องตัวและประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับประชาชนอีกด้วย
เป้าหมายสู่การเป็น “เมืองน่าอยู่” ในปี 2569
วิสัยทัศน์ “เมืองน่าอยู่” ภายในปี 2569 เป็นเป้าหมายที่กรุงเทพมหานครวางไว้ โดยมีนโยบาย Smart City เป็นเครื่องมือหลักในการบรรลุเป้าหมายนั้น คำว่า “เมืองน่าอยู่” ครอบคลุมมากกว่าแค่ความสะดวกสบาย แต่ยังรวมถึงความปลอดภัย สุขภาวะที่ดีของพลเมือง และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต
การพัฒนาระบบการเดินทางด้วย e-mobility หรือยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างเมืองน่าอยู่ เพราะเป็นการเดินทางที่เงียบ ลดการปล่อยมลพิษ และช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ในเมืองได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น เป้าหมายในปี 2569 จึงไม่ได้มองแค่จำนวนเลนจักรยานที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมการเดินทางแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน ตั้งแต่ผู้เดินเท้า ผู้ใช้จักรยาน ไปจนถึงผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ภาพลักษณ์ใหม่ของกรุงเทพฯ ในฐานะมหานครที่ทันสมัยและใส่ใจคุณภาพชีวิตของพลเมืองอย่างแท้จริง
การปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ E-Mobility
การจะผลักดันให้การใช้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นที่นิยมในวงกว้างได้นั้น จำเป็นต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมและปลอดภัยเป็นอันดับแรก นโยบาย Smart City ปี 2569 จึงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและสร้างสรรค์พื้นที่ทางกายภาพของเมืองให้เอื้อต่อการเดินทางรูปแบบใหม่นี้
สถานการณ์ปัจจุบันของทางจักรยานในกรุงเทพฯ
ในปัจจุบัน กรุงเทพมหานครยังคงเผชิญกับความท้าทายในเรื่องโครงข่ายทางจักรยานที่ยังไม่สมบูรณ์และครอบคลุมเพียงพอ เลนจักรยานที่มีอยู่มักไม่ต่อเนื่อง ขาดการเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย และในหลายพื้นที่ยังขาดมาตรฐานความปลอดภัยที่จำเป็น ส่งผลให้ผู้ใช้จักรยานจำนวนมากจำเป็นต้องใช้พื้นที่บนทางเท้าร่วมกับผู้เดินเท้า ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ปัญหาเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้คนลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้จักรยานเป็นพาหนะหลักในการเดินทางในชีวิตประจำวัน
การขาดเลนจักรยานที่ปลอดภัยและเชื่อมต่อกัน ทำให้ผู้ใช้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจำนวนมากต้องเสี่ยงใช้เส้นทางร่วมกับรถยนต์ หรือสร้างความขัดแย้งกับผู้เดินเท้าบนทางเท้า ซึ่งเป็นปัญหาที่นโยบาย Smart City มุ่งมั่นที่จะแก้ไข
โครงการต้นแบบ: ทางจักรยานเลียบคลองแสนแสบ
หนึ่งในโครงการที่เป็นรูปธรรมและสะท้อนทิศทางการพัฒนาภายใต้นโยบาย Smart City คือโครงการขยายและปรับปรุงเส้นทางจักรยานเลียบคลองแสนแสบ โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างทางจักรยานเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงมิติของการคมนาคมเข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อมและการปรับปรุงภูมิทัศน์เมือง
เส้นทางจักรยานเลียบคลองนี้จะทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการเดินทางที่เชื่อมโยงพื้นที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับปรุงคุณภาพน้ำในคลองและพัฒนาพื้นที่ริมคลองให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพสำหรับประชาชน การผสานแนวคิดด้านการระบายน้ำ สิ่งแวดล้อม และการเดินทางเข้าด้วยกันเช่นนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของวิสัยทัศน์ Smart City ที่มองการพัฒนาเมืองในภาพรวม แทนที่จะแก้ไขปัญหาเป็นจุดๆ แยกจากกัน
การยกระดับทางเท้าเพื่อการสัญจรร่วมกัน
นอกเหนือจากการสร้างเลนจักรยานโดยเฉพาะแล้ว การปรับปรุงทางเท้าที่มีอยู่เดิมก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ กรุงเทพมหานครได้เริ่มดำเนินการซ่อมแซมและปรับปรุงทางเท้าในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ทางเท้ามีความเรียบ กว้างขวาง และปลอดภัยสำหรับทุกคน รวมถึงรองรับการใช้งานร่วมกันระหว่างผู้เดินเท้าและผู้ใช้ยานพาหนะขนาดเล็ก (Shared Mobility) เช่น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ในบางพื้นที่ที่มีข้อจำกัด การออกแบบทางเท้าให้รองรับการสัญจรหลายรูปแบบอย่างเป็นสัดส่วนและปลอดภัย จะช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริมให้การเดินทางในระดับย่าน (Last-mile Connectivity) มีความสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
| องค์ประกอบ | สภาพปัจจุบัน | เป้าหมายภายใต้นโยบาย Smart City ปี 2569 |
|---|---|---|
| เลนจักรยาน | มีจำกัด, ไม่ต่อเนื่อง, ขาดมาตรฐานความปลอดภัย | สร้างเครือข่ายเลนจักรยานไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกัน ปลอดภัย และครอบคลุมพื้นที่สำคัญ |
| ทางเท้า | ชำรุดในหลายพื้นที่, ใช้ร่วมกับจักรยาน, เกิดความขัดแย้งกับคนเดินเท้า | ปรับปรุงให้เรียบ กว้างขวาง และออกแบบเพื่อรองรับการสัญจรร่วม (Shared mobility) อย่างปลอดภัย |
| การเชื่อมต่อขนส่งมวลชน | ยังมีข้อจำกัดในการนำจักรยานหรือสกู๊ตเตอร์ขึ้นรถไฟฟ้า | ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการนำยานพาหนะพับได้เชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะแบบไร้รอยต่อ |
| จุดชาร์จสาธารณะ | มีจำนวนน้อยมากและหาได้ยาก | มีแนวโน้มเพิ่มจำนวนจุดชาร์จในพื้นที่สาธารณะเพื่อรองรับการเติบโตของยานพาหนะไฟฟ้า |
นโยบายภาครัฐขับเคลื่อนการใช้ยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล
นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพแล้ว นโยบายจากภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนหันมาใช้ e-mobility กันมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้ออำนวยอย่างแท้จริง
การเดินทางไร้รอยต่อ: เชื่อมโยง E-Mobility กับระบบขนส่งมวลชน
แนวคิดการเดินทางแบบ “First mile/Last mile” หรือการเดินทางจากบ้านไปยังสถานีรถไฟฟ้า และจากสถานีไปยังจุดหมายปลายทาง เป็นกุญแจสำคัญในการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบพับได้ตอบโจทย์การเดินทางในส่วนนี้ได้อย่างดีเยี่ยม นโยบาย EV ภาครัฐจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความร่วมมือกับผู้ให้บริการระบบขนส่งมวลชน เช่น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัทผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายต่างๆ เพื่อออกมาตรการที่ส่งเสริมการนำยานพาหนะเหล่านี้เข้าสู่ระบบ
การอนุญาตให้นำจักรยานและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าแบบพับได้ขึ้นรถไฟฟ้าโดยไม่เก็บค่าบริการเพิ่มเติม ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้การเดินทางผสมผสาน (Multimodal transportation) เกิดขึ้นได้จริงและสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรบริเวณรอบสถานี และทำให้การเดินทางโดยรวมมีประสิทธิภาพมากขึ้น
กรณีศึกษา: World Car Free Day สู่การปฏิบัติจริง
กิจกรรมรณรงค์ในโอกาสพิเศษต่างๆ เช่น วันปลอดรถโลก (World Car Free Day) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ภาครัฐใช้เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดการทดลองใช้รูปแบบการเดินทางทางเลือก ในปี 2025 ที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยร่วมมือกับระบบขนส่งมวลชน เช่น การยกเว้นค่าโดยสารสำหรับผู้ที่นำยานพาหนะดังกล่าวมาใช้บริการ
กิจกรรมลักษณะนี้ไม่เพียงแต่เป็นการประชาสัมพันธ์นโยบาย แต่ยังเป็นเหมือน “ห้องทดลอง” ที่ทำให้ทั้งภาครัฐและประชาชนได้เห็นถึงศักยภาพและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจริงเมื่อมีการใช้งานในวงกว้าง ข้อมูลและผลตอบรับที่ได้จากกิจกรรมเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแผนและปรับปรุงนโยบายให้มีความเหมาะสมและใช้งานได้จริงในระยะยาว เพื่อให้การเดินทางในกรุงเทพฯ ด้วยสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
โอกาสและความท้าทายในการสร้างเครือข่ายเลนจักรยานไฟฟ้า
แม้ว่าวิสัยทัศน์และแผนงานจะมีความชัดเจน แต่การจะทำให้เลนจักรยานไฟฟ้าเกิดขึ้นได้จริงทั่วกรุงเทพฯ นั้นยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่น่าสนใจรออยู่ข้างหน้า
ความท้าทายหลัก คือข้อจำกัดด้านพื้นที่กายภาพของกรุงเทพฯ ซึ่งในหลายพื้นที่มีถนนและทางเท้าที่แคบ การจัดสรรพื้นที่เพื่อสร้างเลนจักรยานโดยเฉพาะอาจส่งผลกระทบต่อช่องจราจรหรือทางเท้าเดิม นอกจากนี้ ยังต้องมีการลงทุนงบประมาณจำนวนมากในการก่อสร้างและบำรุงรักษา รวมถึงการสร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ต่างๆ
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เกิดขึ้น จากนโยบายนี้มีมหาศาล การมีเครือข่ายเลนจักรยานที่ปลอดภัยและสะดวกสบายจะช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดได้อย่างมีนัยสำคัญ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ PM2.5 ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมโดยตรง นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในระดับย่าน จากการที่ผู้คนสามารถเข้าถึงร้านค้าและบริการต่างๆ ได้ง่ายขึ้นด้วยการเดินทางระยะสั้น และยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อนักเดินทางอีกด้วย การเอาชนะความท้าทายเพื่อคว้าโอกาสเหล่านี้ไว้จึงเป็นภารกิจสำคัญของการพัฒนากรุงเทพฯ สู่เมืองอัจฉริยะ
บทสรุป: ทิศทางการเดินทางแห่งอนาคตในกรุงเทพมหานคร
โดยสรุปแล้ว นโยบาย Smart City ปี 2569 ของกรุงเทพมหานคร ได้วางรากฐานที่ชัดเจนสำหรับการปฏิรูปการเดินทางในเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการสร้างเลนจักรยานไฟฟ้าโดยเฉพาะ การปรับปรุงทางเท้าให้รองรับการใช้งานร่วมกัน และการเชื่อมโยงการเดินทางเหล่านี้เข้ากับระบบขนส่งมวลชนอย่างราบรื่น แม้จะยังมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่ทิศทางที่ภาครัฐกำลังมุ่งไปนั้นสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมือง ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลให้การเดินทางในเมืองหลวงมีความปลอดภัย สะดวกสบาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกในการเดินทางที่สอดรับกับอนาคตของเมือง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางในเมือง ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวัน การเดินทางเชื่อมต่อรถไฟฟ้า หรือการขับขี่เพื่อสันทนาการ
สามารถเข้ามาเลือกชมและทดลองขับขี่ได้ที่ร้าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ
FACEBOOK PAGE: giantshoppingmall
LINE: @giantshoppingmall
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: คลิกที่นี่
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
