เจาะอนาคต “แบตเตอรี่เกลือ” (Sodium-Ion) จะมาแทนลิเธียม? ความหวังใหม่ของ E-Bike ราคาประหยัดและปลอดภัยกว่า
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแบตเตอรี่โซเดียมไอออน
- ทำความเข้าใจเทคโนโลยีแบตเตอรี่แห่งอนาคต
- เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย: โซเดียมไอออน vs. ลิเธียมไอออน
- ข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าของแบตเตอรี่เกลือ
- ข้อจำกัดและความท้าทายของเทคโนโลยีโซเดียมไอออน
- เจาะอนาคต “แบตเตอรี่เกลือ” (Sodium-Ion) จะมาแทนลิเธียม? จริงหรือ?
- ทิศทางตลาดและความก้าวหน้าล่าสุด
- สรุป: อนาคตของจักรยานไฟฟ้าที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัยกว่า
ในยุคที่ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ประเด็นเรื่องต้นทุนและความปลอดภัยของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนยังคงเป็นข้อกังวลหลักของผู้บริโภค ท่ามกลางความท้าทายนี้ เทคโนโลยีใหม่ที่อาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการได้ถือกำเนิดขึ้น นั่นคือ “แบตเตอรี่เกลือ” หรือ แบตเตอรี่โซเดียมไอออน (Sodium-Ion Battery) ซึ่งกำลังกลายเป็นความหวังใหม่ โดยเฉพาะสำหรับตลาดรถจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่เน้นความประหยัดและปลอดภัยเป็นสำคัญ
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแบตเตอรี่โซเดียมไอออน
- ต้นทุนต่ำกว่า: โซเดียมเป็นธาตุที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าลิเธียมถึง 500 เท่า สามารถสกัดได้จากน้ำทะเล ทำให้วัตถุดิบมีราคาถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
- ความปลอดภัยสูง: แบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีคุณสมบัติไม่ติดไฟง่าย ทนทานต่ออุณหภูมิที่สูงและต่ำได้ดีเยี่ยม ลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์แบตเตอรี่ระเบิดหรือลุกไหม้
- ประสิทธิภาพในสภาพอากาศสุดขั้ว: สามารถทำงานได้ดีแม้ในอุณหภูมิติดลบถึง -20°C โดยยังคงรักษากำลังไฟได้ถึง 90% และมีเสถียรภาพทางความร้อนที่ดีในพื้นที่อากาศร้อน
- ข้อจำกัดด้านน้ำหนัก: มีความหนาแน่นของพลังงานต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียม ซึ่งหมายความว่าต้องใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่และหนักกว่าเพื่อให้ได้พลังงานเท่ากัน
- ไม่ใช่การแทนที่ แต่เป็นทางเลือก: เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มาเพื่อแทนที่ลิเธียมโดยสมบูรณ์ แต่เป็นโซลูชันเสริมที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับอุปกรณ์ที่ไม่ต้องการสมรรถนะสูงสุด เช่น จักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ และระบบกักเก็บพลังงานในบ้าน
บทความนี้จะพาไปสำรวจทุกมิติของเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออน ตั้งแต่หลักการทำงาน ข้อดีข้อเสีย ไปจนถึงการวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ E-Bike ได้อย่างไรและเมื่อไหร่
ทำความเข้าใจเทคโนโลยีแบตเตอรี่แห่งอนาคต
การแสวงหาแหล่งพลังงานทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และยั่งยืน คือเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีในปัจจุบัน แบตเตอรี่โซเดียมไอออนได้กลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตามองมากที่สุด เนื่องจากมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาสำคัญที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนซึ่งเป็นมาตรฐานในปัจจุบันยังคงเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นและความกังวลด้านความปลอดภัย
แบตเตอรี่โซเดียมไอออนคืออะไร?
แบตเตอรี่โซเดียมไอออน หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “แบตเตอรี่เกลือ” คืออุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ “โซเดียมไอออน” (Na+) เป็นตัวกลางหลักในการกักเก็บและถ่ายเทพลังงาน แทนที่การใช้ “ลิเธียมไอออน” (Li+) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โซเดียมเป็นธาตุในกลุ่มโลหะอัลคาไล (Group 1) เช่นเดียวกับลิเธียมในตารางธาตุ ซึ่งหมายความว่ามันมีคุณสมบัติทางเคมีที่คล้ายคลึงกันและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับกลไกการทำงานของแบตเตอรี่แบบเดียวกันได้
หลักการทำงานเบื้องต้น
หลักการทำงานของแบตเตอรี่โซเดียมไอออนนั้นแทบไม่แตกต่างจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเลย กระบวนการทำงานอาศัยการเคลื่อนที่ของโซเดียมไอออนระหว่างขั้วไฟฟ้าสองขั้วผ่านสารละลายอิเล็กโทรไลต์:
- ระหว่างการชาร์จ (Charging): โซเดียมไอออนจะเคลื่อนที่จากขั้วแคโทด (Cathode) ซึ่งทำจากสารประกอบโซเดียม เช่น โซเดียมไอร์ออนฟอสเฟต หรือสารประกอบออกไซด์แบบชั้น ไปยังขั้วแอโนด (Anode) ซึ่งโดยทั่วไปทำจากวัสดุคาร์บอนหรือแกรไฟต์ เพื่อกักเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้
- ระหว่างการคายประจุ (Discharging): เมื่อมีการใช้งานแบตเตอรี่ โซเดียมไอออนจะเคลื่อนที่กลับจากขั้วแอโนดมายังขั้วแคโทด ทำให้เกิดการปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้าออกมาเพื่อจ่ายให้กับอุปกรณ์ต่างๆ
ความคล้ายคลึงกันในหลักการทำงานนี้เองที่ทำให้ผู้ผลิตสามารถปรับเปลี่ยนสายการผลิตจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมาเป็นการผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออนได้โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยลดต้นทุนในภาพรวม
เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย: โซเดียมไอออน vs. ลิเธียมไอออน
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบคุณสมบัติที่สำคัญระหว่างแบตเตอรี่โซเดียมไอออนและลิเธียมไอออนจะช่วยให้เข้าใจถึงศักยภาพและข้อจำกัดของเทคโนโลยีใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี
| คุณสมบัติ | แบตเตอรี่โซเดียมไอออน (แบตเตอรี่เกลือ) | แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน |
|---|---|---|
| ต้นทุนและความอุดมสมบูรณ์ | ต่ำมาก (โซเดียมมีมากกว่าลิเธียม 500 เท่า, พบได้ในน้ำทะเล) | สูง (ลิเธียมเป็นทรัพยากรหายาก, แหล่งผลิตมีจำกัด) |
| ความปลอดภัย | สูงมาก (ไม่ติดไฟง่าย, มีเสถียรภาพทางความร้อนสูง) | ปานกลาง (มีความเสี่ยงในการเกิดความร้อนสูงเกินไป (Thermal Runaway) และอาจลุกไหม้ได้) |
| ประสิทธิภาพในอุณหภูมิต่ำ | ยอดเยี่ยม (คงกำลังไฟได้ 90% ที่ -20°C) | ต่ำ (ประสิทธิภาพลดลงอย่างมากในสภาพอากาศหนาวเย็น) |
| ความเร็วในการชาร์จ | สูง (สามารถชาร์จถึง 80% ใน 15 นาที ที่อุณหภูมิห้อง) | ปานกลางถึงสูง (ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและประเภทของเซลล์) |
| ความหนาแน่นของพลังงาน | ต่ำกว่า (ต้องมีขนาดใหญ่และหนักกว่าเพื่อให้ได้พลังงานเท่ากัน) | สูง (สามารถเก็บพลังงานได้มากในขนาดที่เล็กและน้ำหนักเบา) |
| ความยั่งยืนและการรีไซเคิล | สูง (วัตถุดิบรีไซเคิลง่ายกว่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า) | ปานกลาง (กระบวนการรีไซเคิลซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง) |
ข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าของแบตเตอรี่เกลือ
จากตารางเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่าแบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีจุดแข็งที่โดดเด่นหลายประการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นที่น่าสนใจ
ต้นทุนที่ต่ำกว่าและความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบ
นี่คือจุดแข็งที่ชัดเจนที่สุด โซเดียมเป็นหนึ่งในหกธาตุที่หาได้ง่ายที่สุดบนโลก โดยมีแหล่งที่มาหลักคือเกลือแกง (โซเดียมคลอไรด์) และน้ำทะเล ซึ่งแตกต่างจากลิเธียมที่เป็นทรัพยากรหายากและกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่ประเทศทั่วโลก ความอุดมสมบูรณ์นี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาวัตถุดิบที่ถูกกว่ามาก ทำให้ต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่โดยรวมลดลง และเปิดโอกาสให้ยานพาหนะไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานมีราคาที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ความปลอดภัยที่เหนือกว่าและทนทานต่อทุกสภาพอากาศ
ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ แบตเตอรี่โซเดียมไอออนมีโครงสร้างทางเคมีที่มีเสถียรภาพสูง ทำให้ไม่ติดไฟง่ายและทนต่อสภาวะที่ผิดปกติได้ดีกว่า ลดความเสี่ยงจากข่าวแบตเตอรี่ระเบิดที่สร้างความกังวลให้กับผู้ใช้งาน
นอกจากนี้ ยังมีประสิทธิภาพที่น่าทึ่งในสภาพอากาศสุดขั้ว โดยสามารถรักษากำลังการจ่ายไฟได้ถึง 90% แม้อุณหภูมิจะลดต่ำถึง -20°C ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียม ในขณะเดียวกัน คุณสมบัติด้านเสถียรภาพทางความร้อนยังช่วยให้แบตเตอรี่ระบายความร้อนได้ดีขึ้นในสภาพอากาศร้อนจัดอย่างประเทศไทย ซึ่งช่วยยืดอายุการใช้งานและรักษาประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ไว้ได้
ประสิทธิภาพการชาร์จที่รวดเร็ว
อีกหนึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจคือความสามารถในการชาร์จที่รวดเร็ว ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่าแบตเตอรี่โซเดียมไอออนสามารถชาร์จจาก 0% ถึง 80% ของความจุได้ภายในเวลาเพียง 15 นาทีในอุณหภูมิห้อง ซึ่งเทียบเท่าหรืออาจเร็วกว่าเทคโนโลยีชาร์จเร็วของแบตเตอรี่ลิเธียมบางประเภทด้วยซ้ำ คุณสมบัตินี้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของผู้คนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการรีไซเคิล
เนื่องจากวัตถุดิบหลักหาได้ง่ายและไม่มีความเป็นพิษสูงเท่ากับส่วนประกอบบางชนิดในแบตเตอรี่ลิเธียม ทำให้กระบวนการรีไซเคิลแบตเตอรี่โซเดียมไอออนทำได้ง่ายกว่าและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาที่ยั่งยืนทั่วโลก
ข้อจำกัดและความท้าทายของเทคโนโลยีโซเดียมไอออน
แม้ว่าจะมีข้อดีมากมาย แต่เทคโนโลยีโซเดียมไอออนก็ยังมีข้อจำกัดสำคัญที่ต้องพิจารณา ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมมันจึงยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่แบตเตอรี่ลิเธียมได้ในทุกการใช้งาน
ความหนาแน่นของพลังงานที่ยังเป็นรอง
ข้อด้อยที่สำคัญที่สุดคือ “ความหนาแน่นของพลังงาน” (Energy Density) ที่ต่ำกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน พูดง่ายๆ ก็คือ ในขนาดและน้ำหนักที่เท่ากัน แบตเตอรี่โซเดียมไอออนจะเก็บพลังงานได้น้อยกว่า ซึ่งหมายความว่า หากต้องการให้จักรยานไฟฟ้าวิ่งได้ระยะทางเท่ากับแบตเตอรี่ลิเธียม จะต้องใช้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนที่มีขนาดใหญ่และหนักกว่า
ข้อจำกัดนี้ทำให้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนไม่เหมาะกับยานพาหนะไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่ต้องการความเร็ว น้ำหนักเบา และระยะทางวิ่งที่ไกลเป็นพิเศษ เช่น รถสปอร์ตไฟฟ้า หรือโดรนประสิทธิภาพสูง ซึ่งทุกกรัมของน้ำหนักมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพโดยรวม
เจาะอนาคต “แบตเตอรี่เกลือ” (Sodium-Ion) จะมาแทนลิเธียม? จริงหรือ?
คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาแทนที่ลิเธียมได้ทั้งหมดหรือไม่ คำตอบที่ชัดเจนในปัจจุบันคือ “ไม่” แต่มันจะเข้ามา “เติมเต็ม” ในส่วนที่ลิเธียมยังทำได้ไม่ดีพอ โดยเฉพาะในตลาดที่ให้ความสำคัญกับราคาและความปลอดภัยมากกว่าสมรรถนะสูงสุด
การใช้งานที่เหมาะสมและลงตัวที่สุด
ด้วยคุณลักษณะเฉพาะตัว แบตเตอรี่โซเดียมไอออนจึงเหมาะสมอย่างยิ่งกับการใช้งานในกลุ่มตลาดต่อไปนี้:
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นเริ่มต้นถึงระดับกลาง: ยานพาหนะเหล่านี้ไม่ได้เน้นระยะทางที่ไกลมากหรือความเร็วสูง แต่ให้ความสำคัญกับราคาที่จับต้องได้และความปลอดภัยในการใช้งานในชีวิตประจำวัน ข้อจำกัดเรื่องน้ำหนักและขนาดจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่และสามารถยอมรับได้เพื่อแลกกับต้นทุนที่ลดลงและความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น
- ระบบกักเก็บพลังงานสำหรับบ้าน (Home Energy Storage Systems – HESS): สำหรับการใช้งานกับระบบโซลาร์เซลล์ในบ้านเรือน ประเด็นเรื่องน้ำหนักและขนาดของแบตเตอรี่แทบจะไม่มีผลเลย เนื่องจากเป็นการติดตั้งแบบอยู่กับที่ ในขณะที่ข้อดีด้านต้นทุนที่ต่ำและอายุการใช้งานที่ยาวนานจะกลายเป็นจุดเด่นที่สำคัญอย่างยิ่ง
- โซลูชันด้านพลังงานสำหรับพื้นที่ห่างไกล: นักวิจัยมองว่าแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับชุมชนในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ชนบท ที่จะช่วยให้สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานสำรองที่มีราคาไม่แพงและมีความเป็นอิสระด้านพลังงานมากขึ้น
ไม่ใช่การแทนที่ แต่เป็นการเติมเต็มตลาด
ดังนั้น ภาพในอนาคตจึงไม่ใช่การที่เทคโนโลยีหนึ่งจะเข้ามาล้มล้างอีกเทคโนโลยีหนึ่งโดยสิ้นเชิง แต่จะเป็นการอยู่ร่วมกัน โดยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะยังคงครองตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความหนาแน่นพลังงานสูง เช่น สมาร์ทโฟน แล็ปท็อป และรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ในขณะที่แบตเตอรี่โซเดียมไอออนจะเข้ามาเป็นตัวเลือกหลักในตลาดที่เน้นความคุ้มค่า ความปลอดภัย และความทนทาน
ทิศทางตลาดและความก้าวหน้าล่าสุด
ปัจจุบัน เทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออนไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในห้องปฏิบัติการอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตในเชิงพาณิชย์แล้ว
การพัฒนาจากผู้ผลิตรายใหญ่
ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลกอย่าง CATL และ BYD ได้ทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนี้มาอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันกำลังเริ่มเดินสายการผลิตจริงแล้ว มีการคาดการณ์ในอุตสาหกรรมว่า ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า (ประมาณปี 2026-2027) เราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์กลุ่มระบบกักเก็บพลังงานสำหรับบ้านที่ใช้แบตเตอรี่โซเดียมไอออนวางจำหน่ายในตลาดด้วยราคาที่แข่งขันได้สูงมาก ซึ่งจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเทคโนโลยีนี้พร้อมแล้วสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในยานพาหนะขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้าในลำดับถัดไป
ความสำเร็จจากงานวิจัยล่าสุด
งานวิจัยล่าสุดได้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่น่าทึ่ง โดยนักวิจัยสามารถพัฒนาเซลล์แบตเตอรี่โซเดียมไอออนที่ยังคงรักษาความจุสูงสุดไว้ได้แม้จะผ่านการชาร์จไปแล้วกว่า 1,000 รอบ และในบางการทดลองยังค้นพบโครงสร้างที่สามารถให้ความหนาแน่นพลังงานได้สูงกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแบบดั้งเดิมถึง 4 เท่าในขนาดที่เท่ากัน ซึ่งหากสามารถนำมาผลิตในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ ก็จะสามารถลบข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยีนี้ลงได้
สรุป: อนาคตของจักรยานไฟฟ้าที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัยกว่า
การมาถึงของเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซเดียมไอออน หรือ “แบตเตอรี่เกลือ” ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ยานพาหนะไฟฟ้า โดยเฉพาะจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ด้วยจุดเด่นที่ไม่อาจปฏิเสธได้ทั้งในด้านต้นทุนที่ถูกกว่าอย่างมหาศาล และความปลอดภัยที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน แม้จะต้องแลกมากับขนาดและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นบ้าง แต่สำหรับผู้ใช้งานส่วนใหญ่ที่เน้นการเดินทางในระยะใกล้และต้องการความคุ้มค่า นี่คือทางเลือกที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง
ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะได้เห็นการแข่งขันในตลาด E-Bike ที่น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น โดยมีแบตเตอรี่โซเดียมไอออนเป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักดันให้เกิดยานพาหนะไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ที่ไม่เพียงแต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นมิตรต่อกระเป๋าเงินและมอบความอุ่นใจในการใช้งานให้กับทุกคน
มองหาจักรยานไฟฟ้า E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ?
ที่ GIANT Shopping Mall เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย พร้อมให้คำปรึกษาและบริการหลังการขายที่น่าประทับใจ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
ช่องทางการติดต่ออื่นๆ:
- FACEBOOK PAGE: GIANT Shopping Mall
- LINE: @giantshoppingmall
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

