เทรนด์ EV 2026: แบตฯ โซลิดสเตตชาร์จไววิ่งไกลขึ้น
- ภาพรวมเทคโนโลยี EV แห่งอนาคต
- เจาะลึกเทรนด์แบตเตอรี่ EV ปี 2026: มากกว่าแค่โซลิดสเตต
- ปฏิวัติการชาร์จ EV: สู่ยุคความเร็วสูงและเข้าถึงง่าย
- พิสัยการขับขี่ที่ไกลขึ้น: ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง
- ฟังก์ชันอัจฉริยะและยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
- ภาพรวมตลาด EV ไทยปี 2026: การแข่งขันที่ดุเดือด
- เลือกยานพาหนะไฟฟ้าที่ใช่ สำหรับชีวิตเมือง
ท่ามกลางปัญหาราคาน้ำมันที่ผันผวนและมลภาวะในเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น การมองหาทางเลือกการเดินทางที่ประหยัดและยั่งยืนกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและนักศึกษาที่ต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวัน หลายคนอาจรู้สึกว่าเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นเรื่องไกลตัวและมีราคาสูงเกินเอื้อม แต่ในความเป็นจริงแล้ว นวัตกรรม EV ได้พัฒนาไปไกลกว่าแค่รถยนต์ และกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิม ที่ GIANT Shopping Mall เราเข้าใจปัญหานี้อย่างลึกซึ้ง และได้คัดสรรยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล ทั้งจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงาน แต่ยังมาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดที่ช่วยให้การเดินทางในเมืองของคุณสะดวกสบายและคล่องตัวกว่าที่เคยเป็น
ภาพรวมเทคโนโลยี EV แห่งอนาคต

ในปี 2026 อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ **เทรนด์ EV 2026: แบตฯ โซลิดสเตตชาร์จไววิ่งไกลขึ้น** ที่หลายคนให้ความสนใจ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการวิจัยตลาดชี้ให้เห็นว่า แม้แบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-State Battery) จะเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง แต่ในปี 2026 นวัตกรรมหลักที่ผู้บริโภคจะได้สัมผัสจริงในตลาดวงกว้าง จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนให้มีประสิทธิภาพสูงสุดใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความจุที่สูงขึ้น (Higher Capacity), การชาร์จที่รวดเร็วยิ่งขึ้น (Faster Charging) และระยะทางการวิ่งที่ไกลกว่าเดิม (Extended Range) การพัฒนานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงการรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงมาถึงยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง E-Bike และ Scooter ซึ่งกลายเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับการเดินทางในเมือง
- ความจุแบตเตอรี่ที่สูงขึ้น: เทคโนโลยีใหม่ช่วยให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลงและน้ำหนักเบาลง แต่สามารถเก็บพลังงานได้มากขึ้น ส่งผลให้วิ่งได้ไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
- การชาร์จเร็วเป็นพิเศษ: สถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V และเทคโนโลยีการชาร์จ 6C กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ช่วยลดระยะเวลาการรอชาร์จลงได้อย่างมาก จากเดิมที่ใช้เวลาหลายชั่วโมง อาจเหลือเพียงไม่ถึง 30 นาที
- ระยะทางที่ไกลขึ้น: การผสานแบตเตอรี่ความจุสูงเข้ากับระบบจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถเดินทางได้ไกลถึง 500–800 กิโลเมตร ตอบโจทย์การใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมือง
- ฟังก์ชันอัจฉริยะ: นอกเหนือจากประสิทธิภาพด้านพลังงานแล้ว ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) และห้องโดยสารแบบดิจิทัลยังถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบาย
เจาะลึกเทรนด์แบตเตอรี่ EV ปี 2026: มากกว่าแค่โซลิดสเตต
หัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทคือ “แบตเตอรี่” ในปี 2026 ทิศทางการพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่แค่การรอคอยแบตเตอรี่โซลิดสเตต แต่เป็นการรีดประสิทธิภาพสูงสุดจากเทคโนโลยีปัจจุบันให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ดีที่สุด
นวัตกรรมแบตเตอรี่ความจุสูงและน้ำหนักเบา
แนวโน้มหลักที่เห็นได้ชัดคือการนำเสนอแบตเตอรี่ที่มีความจุสูงเป็นมาตรฐานในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่น MG IM5 ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดสูงสุดถึง 100 kWh ทำให้กลายเป็นหนึ่งในรถซีดานไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลที่สุดในตลาดไทย หรือ Wuling Starlight ที่ใช้แบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) แบบ Cell-to-Body ขนาด 69.2 kWh ซึ่งสามารถวิ่งได้ไกลถึง 540 กิโลเมตรตามมาตรฐาน CLTC นวัตกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน (Energy Density) ในขณะที่ยังคงควบคุมน้ำหนักและขนาดของแบตเตอรี่ไว้ เพื่อให้ยานพาหนะมีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีและใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V: มาตรฐานใหม่แห่งความเร็ว
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการนำสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V มาใช้เป็นมาตรฐานใหม่ ระบบนี้ช่วยให้การชาร์จไฟ DC Fast Charging มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยสามารถรับกำลังไฟได้สูงกว่าระบบ 400V แบบดั้งเดิมถึงสองเท่า ผลลัพธ์คือระยะเวลาในการชาร์จที่สั้นลงอย่างเห็นได้ชัด การชาร์จจาก 10% ถึง 80% อาจใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที ซึ่งใกล้เคียงกับเวลาที่ใช้ในการเติมน้ำมัน นอกจากนี้ ระบบ 800V ยังช่วยลดความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการชาร์จ ทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น
แบตเตอรี่ LFP: ทางเลือกที่ปลอดภัยและทนทาน
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากในตลาดยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีจุดเด่นด้านความปลอดภัยที่สูงกว่าแบตเตอรี่ชนิด NMC (Nickel Manganese Cobalt) โดยมีความเสี่ยงที่จะเกิดการลุกไหม้จากความร้อน (Thermal Runaway) ต่ำกว่า นอกจากนี้ แบตเตอรี่ LFP ยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า สามารถชาร์จและคายประจุได้หลายพันรอบโดยที่ความจุไม่ลดลงมากนัก และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าเพราะไม่ใช้โคบอลต์ซึ่งเป็นแร่หายาก แม้ว่าในอดีตจะมีข้อจำกัดด้านความหนาแน่นของพลังงานที่ต่ำกว่า แต่ด้วยเทคโนโลยี Cell-to-Body (CTB) ที่รวมเซลล์แบตเตอรี่เข้ากับโครงสร้างของรถโดยตรง ทำให้สามารถบรรจุเซลล์ได้มากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม ชดเชยข้อด้อยและทำให้รถที่ใช้แบตเตอรี่ LFP สามารถวิ่งได้ไกลขึ้น
| คุณสมบัติ | แบตเตอรี่ NMC (ทั่วไป) | แบตเตอรี่ LFP (เทรนด์ใหม่) | แบตเตอรี่โซลิดสเตต (อนาคต) |
|---|---|---|---|
| ความปลอดภัย | ปานกลาง (มีความเสี่ยงจากความร้อน) | สูง (ทนความร้อนได้ดี) | สูงมาก (ใช้อิเล็กโทรไลต์ของแข็ง) |
| อายุการใช้งาน (รอบการชาร์จ) | ประมาณ 1,000-2,000 รอบ | มากกว่า 3,000 รอบ | สูงมาก (คาดการณ์) |
| ความหนาแน่นของพลังงาน | สูง | ปานกลาง (กำลังพัฒนาให้สูงขึ้น) | สูงมาก |
| ต้นทุนการผลิต | สูง (ใช้โคบอลต์และนิกเกิล) | ต่ำกว่า (ไม่ใช้โคบอลต์) | สูงมาก (ในปัจจุบัน) |
ปฏิวัติการชาร์จ EV: สู่ยุคความเร็วสูงและเข้าถึงง่าย
แม้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้าจะก้าวล้ำไปมาก แต่สำหรับผู้ใช้งานในเมือง ความกังวลเรื่องระยะเวลาและสถานีชาร์จยังคงเป็นปัญหาหลัก อย่างไรก็ตาม เทรนด์ปี 2026 กำลังจะเปลี่ยนภาพจำเดิมๆ ไปอย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญ นวัตกรรมเหล่านี้ได้ถูกปรับใช้ในยานพาหนะที่เข้าถึงง่ายกว่าอย่าง สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แล้ว ซึ่งเป็นทางออกที่สมบูรณ์แบบสำหรับชีวิตเมืองที่เร่งรีบ
เทคโนโลยี Ultra-fast 6C: ชาร์จเต็มในพริบตา
ข้อมูลวิจัยล่าสุดเผยถึงการมาถึงของเทคโนโลยีการชาร์จเร็วพิเศษระดับ 6C ซึ่งเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญ ‘C-rate’ คือหน่วยวัดความเร็วในการชาร์จเทียบกับความจุของแบตเตอรี่ การชาร์จระดับ 6C หมายความว่าสามารถอัดประจุไฟฟ้าได้เร็วกว่าความจุของแบตเตอรี่ถึง 6 เท่าในทางทฤษฎี ในทางปฏิบัติ เทคโนโลยีนี้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 20% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 9 นาทีเท่านั้น ซึ่งเป็นการลดข้อจำกัดด้านการรอคอยและทำให้การใช้ EV สะดวกสบายเทียบเท่าการใช้รถยนต์สันดาป
มาตรฐานการชาร์จเร็ว DC ที่กลายเป็นเรื่องปกติ
นอกจากการชาร์จแบบ Ultra-fast แล้ว สถานีชาร์จเร็วแบบกระแสตรง (DC Fast Charging) ก็จะกลายเป็นมาตรฐานที่พบเห็นได้ทั่วไป รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะรองรับการชาร์จแบบ DC ทำให้สามารถชาร์จจาก 10% ถึง 80% ได้ภายในเวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแวะพักระหว่างการเดินทางไกลหรือการชาร์จระหว่างวันทำงาน
ทางออกสำหรับคนเมือง: ชาร์จไวในราคาที่เอื้อมถึง
ขณะที่เทคโนโลยีชาร์จเร็วในรถยนต์ไฟฟ้ายังมีราคาสูงและต้องพึ่งพาสถานีชาร์จเฉพาะทาง GIANT Shopping Mall ขอนำเสนอทางเลือกที่ชาญฉลาดและคุ้มค่ากว่าสำหรับคนเมือง นั่นคือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่นำหลักการของ “ประสิทธิภาพการชาร์จ” มาปรับใช้ให้เหมาะกับการใช้งานจริง แบตเตอรี่ของสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอาจไม่ต้องการการชาร์จระดับ 6C แต่ด้วยขนาดแบตเตอรี่ที่พอเหมาะ ทำให้สามารถชาร์จไฟบ้านจนเต็มได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอต่อการเดินทางไปทำงาน เรียน หรือทำธุระในแต่ละวันได้อย่างสบายๆ
ลืมภาพการรอคิวนานๆ ที่สถานีชาร์จไปได้เลย! สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจาก GIANT Shopping Mall ให้คุณชาร์จพลังงานได้สะดวกสบายที่บ้านหรือที่ทำงาน กลับถึงบ้านเสียบปลั๊ก ตื่นเช้ามาก็พร้อมลุยต่อได้ทันที ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างยั่งยืน
ลองนึกภาพการประหยัดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เมื่อคุณไม่ต้องเสียเงินค่าน้ำมันอีกต่อไป ค่าไฟฟ้าสำหรับการชาร์จสกู๊ตเตอร์หนึ่งครั้งน้อยกว่าค่ากาแฟหนึ่งแก้วเสียอีก แต่สามารถพาคุณเดินทางได้หลายสิบกิโลเมตร นี่คือความคุ้มค่าที่จับต้องได้จริงและเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ชาญฉลาด GIANT Shopping Mall มีสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นสำหรับนักศึกษาไปจนถึงรุ่นสมรรถนะสูงสำหรับวัยทำงานที่ต้องการความคล่องตัวสูงสุดในการฝ่าการจราจรที่ติดขัด
| ประเภทค่าใช้จ่าย | รถจักรยานยนต์ (125cc) | สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (จาก GIANT) |
|---|---|---|
| ค่าพลังงานต่อวัน | ~ 60-80 บาท (น้ำมัน) | ~ 5-10 บาท (ค่าไฟฟ้า) |
| ค่าบำรุงรักษาต่อปี | ~ 2,000-4,000 บาท (น้ำมันเครื่อง, หัวเทียน) | ~ 500-1,000 บาท (เช็กระบบเบรก, ยาง) |
| ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่อปี | ~ 21,900-29,200 บาท | ~ 1,825-3,650 บาท |
| ส่วนต่างที่ประหยัดได้ต่อปี | ประหยัดได้สูงสุดถึง 25,000+ บาท | |
พิสัยการขับขี่ที่ไกลขึ้น: ตอบโจทย์ทุกการเดินทาง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าคือ “ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง” (Range Anxiety) ซึ่งเป็นความกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดกลางทาง ในปี 2026 ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ทุ่มเทพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อขจัดความกังวลนี้ให้หมดไป
รถยนต์ไฟฟ้าประเภท SUV และ Sedan
ตลาดปี 2026 จะเน้นไปที่รถยนต์ขนาดกลางประเภท SUV และซีดาน ที่มาพร้อมกับระยะทางการขับขี่ที่ไกลขึ้นอย่างชัดเจน โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 500–800 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งตามมาตรฐานการทดสอบสากล เช่น CLTC หรือ WLTP ซึ่งเป็นระยะทางที่เพียงพอสำหรับการเดินทางข้ามจังหวัดโดยไม่ต้องหยุดชาร์จบ่อยครั้ง ทำให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้าสำหรับการเดินทางไกลเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และสะดวกสบายมากขึ้น
ทางเลือกอัจฉริยะ EREV วิ่งไกลไร้กังวล
สำหรับผู้ที่ยังกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของสถานีชาร์จ ยานยนต์ไฟฟ้าประเภท EREV (Extended Range Electric Vehicle) หรือที่รู้จักในชื่อ “รถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลขึ้น” จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ รถประเภทนี้มีเครื่องยนต์ขนาดเล็กสำหรับปั่นไฟเพื่อชาร์จแบตเตอรี่โดยเฉพาะ ทำให้สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าเป็นหลักในชีวิตประจำวัน และใช้เครื่องยนต์ช่วยเมื่อต้องเดินทางไกลมากๆ ทำให้มีระยะทางวิ่งรวมกันสูงกว่า 1,250 กิโลเมตร ขจัดปัญหาเรื่องการหาสถานีชาร์จได้อย่างสิ้นเชิง
ฟังก์ชันอัจฉริยะและยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
นอกเหนือจากการพัฒนาด้านแบตเตอรี่และการชาร์จแล้ว ยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2026 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัจฉริยะที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น
ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ (ADAS) และความปลอดภัย
ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver Assistance Systems – ADAS) และเทคโนโลยีการขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Semi-Autonomous Driving) จะกลายเป็นฟีเจอร์มาตรฐานในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ระบบเหล่านี้ประกอบด้วยฟังก์ชันต่างๆ เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control), ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในเลน (Lane Keeping Assist), ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (Autonomous Emergency Braking) และระบบตรวจจับจุดอับสายตา (Blind Spot Detection) ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่
ห้องโดยสารดิจิทัล และฟังก์ชัน V2L
ห้องโดยสารของรถยนต์ไฟฟ้าจะถูกออกแบบให้เป็นแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Fully Digital Cabin) ประกอบด้วยหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่, แผงหน้าปัดดิจิทัล และระบบสั่งการด้วยเสียงที่ชาญฉลาด นอกจากนี้ ฟังก์ชัน Vehicle-to-Load (V2L) จะได้รับความนิยมมากขึ้นในรถยนต์ระดับพรีเมียม โดยฟังก์ชันนี้จะเปลี่ยนรถยนต์ไฟฟ้าให้กลายเป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้สูงสุดถึง 3.68 กิโลวัตต์ เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งหรือใช้เป็นแหล่งไฟสำรองในกรณีฉุกเฉิน
ภาพรวมตลาด EV ไทยปี 2026: การแข่งขันที่ดุเดือด
ปี 2026 ถือเป็นปีที่มีการแข่งขันสูงมากสำหรับตลาด EV ในประเทศไทย คาดว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เปิดตัวไม่ต่ำกว่า 30 รุ่น จากแบรนด์ชั้นนำทั้งจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ตั้งแต่รถซีดาน, SUV, ไปจนถึงรถ MPV ระดับพรีเมียม การแข่งขันที่สูงนี้ส่งผลดีต่อผู้บริโภคโดยตรง เพราะจะทำให้มีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของสถานีชาร์จและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมทั่วประเทศอีกด้วย
เลือกยานพาหนะไฟฟ้าที่ใช่ สำหรับชีวิตเมือง
เทรนด์ EV ในปี 2026 แสดงให้เห็นถึงอนาคตที่น่าตื่นเต้นของการเดินทางด้วยพลังงานสะอาด แม้ว่าเทคโนโลยีในรถยนต์ไฟฟ้าจะก้าวล้ำไปมาก แต่สำหรับชีวิตประจำวันในเมืองที่ต้องการความคล่องตัว ความประหยัด และความสะดวกสบาย จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคือคำตอบที่ใช่ที่สุดในตอนนี้ ที่ GIANT Shopping Mall เราไม่ได้จำหน่ายแค่ยานพาหนะ แต่เรามอบโซลูชันการเดินทางที่ยั่งยืนและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่
เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อชีวิตที่ดีกว่าและประหยัดกว่าตั้งแต่วันนี้ พบกับจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bikeหลากหลายรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อทุกความต้องการ พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำและบริการหลังการขายที่น่าประทับใจ
ติดต่อ GIANT Shopping Mall:
- ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางออนไลน์: พูดคุยกับเราได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือแอด LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์ได้ตลอดเวลา
