ส่องมาตรการรัฐ หนุน E-Bike ไทยปี 2568 มีอะไรใหม่?
รัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ซึ่งเป็นพาหนะที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในชีวิตประจำวันของคนไทย การประกาศมาตรการสนับสนุนชุดใหม่ภายใต้ชื่อ “EV 3.5” สำหรับปี 2567-2570 ได้สร้างความตื่นตัวให้กับตลาดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะมาตรการที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2568 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจที่ครอบคลุมทั้งผู้ซื้อ ผู้ผลิต และผู้นำเข้า
ประเด็นสำคัญของมาตรการสนับสนุน E-Bike ปี 2568
- เงินอุดหนุนสำหรับผู้ซื้อ: รัฐมอบเงินอุดหนุนสูงสุด 10,000 บาทต่อคัน สำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
- มาตรการทางภาษี: มีการลดอัตราอากรนำเข้ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) สูงสุดถึง 40% สำหรับรุ่นที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในตลาดและทำให้ราคาสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
- ส่งเสริมการผลิตในประเทศ: นโยบายมุ่งเน้นการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยเฉพาะเทคโนโลยีแบตเตอรี่ พร้อมผลักดันให้มีการผลิตที่ได้มาตรฐาน มอก. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับอุตสาหกรรมในระยะยาว
- เพิ่มความยืดหยุ่นและเข้าถึงสินเชื่อ: มีการขยายระยะเวลาการจดทะเบียนสำหรับรถที่ผลิตในประเทศ และส่งเสริมให้สถาบันการเงินมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับ E-Bike ที่เทียบเท่ากับรถจักรยานยนต์สันดาป
- สอดรับเป้าหมายระดับชาติ: มาตรการทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย 30@30 ที่ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาคภายในปี 2573
ทำความเข้าใจภาพรวมมาตรการ EV 3.5
ก่อนจะเจาะลึกถึงรายละเอียดในปี 2568 การทำความเข้าใจบริบทของมาตรการ EV 3.5 เป็นสิ่งสำคัญ มาตรการนี้เป็นนโยบายต่อเนื่องที่รัฐบาลประกาศใช้เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2567–2570) เป้าหมายหลักคือการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง ตั้งแต่การกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคไปจนถึงการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตในประเทศ
มาตรการ EV 3.5 ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปสู่ไฟฟ้า แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ให้กับประเทศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2593
เหตุผลและความสำคัญของการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า
การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้ามีนัยสำคัญหลายมิติ ประการแรกคือด้านสิ่งแวดล้อม E-Bike เป็นยานพาหนะปลอดมลพิษ (Zero Emission Vehicle) ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและฝุ่น PM2.5 ที่เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญในเขตเมือง ประการที่สองคือด้านเศรษฐกิจ การส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิต E-Bike และชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ จะช่วยดึงดูดการลงทุน สร้างงาน และพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ประการสุดท้ายคือด้านพลังงาน การลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้า จะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว
กลุ่มเป้าหมายและผู้ได้รับประโยชน์
มาตรการ EV 3.5 ถูกออกแบบมาให้ส่งผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักดังนี้:
- ผู้บริโภคทั่วไป: ได้รับประโยชน์โดยตรงจากเงินอุดหนุนและราคาจำหน่ายที่ลดลง ทำให้สามารถเป็นเจ้าของ E-Bike ได้ง่ายขึ้น
- ผู้ประกอบการและผู้ผลิตในประเทศ: ได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างตลาดในประเทศให้เติบโต เพื่อเป็นฐานในการส่งออกต่อไป
- ผู้นำเข้า: ได้รับประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนภาษีอากรนำเข้า ทำให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเข้ามาแข่งขันในตลาดได้
- สถาบันการเงิน: มีโอกาสในการขยายตลาดสินเชื่อยานยนต์ไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ
- สังคมโดยรวม: ได้รับประโยชน์จากคุณภาพอากาศที่ดีขึ้น และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
เจาะลึกรายละเอียด: ส่องมาตรการรัฐ หนุน E-Bike ไทยปี 2568 มีอะไรใหม่?
ในปี 2568 มาตรการต่างๆ ภายใต้ EV 3.5 จะเริ่มแสดงผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีกลไกสนับสนุนที่ชัดเจนในแต่ละด้าน เพื่อผลักดันให้ตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้าไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด
เงินอุดหนุนโดยตรงเพื่อลดภาระผู้บริโภค
มาตรการที่น่าจับตามองและส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อมากที่สุดคือเงินอุดหนุนจากภาครัฐ รัฐบาลได้กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จะได้รับสิทธิ์ดังนี้
- ราคาจำหน่าย: ต้องมีราคาไม่เกิน 150,000 บาท
- ขนาดแบตเตอรี่: ต้องมีขนาดความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
สำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไข จะได้รับเงินอุดหนุนในอัตราตั้งแต่ 5,000 ถึง 10,000 บาทต่อคัน โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบจะทำการประเมินและกำหนดอัตราที่เหมาะสมอีกครั้งก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ กลไกนี้ถือเป็นแรงจูงใจทางการเงินที่ทรงพลัง ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างด้านราคาระหว่าง E-Bike และรถจักรยานยนต์สันดาปแบบดั้งเดิมได้อย่างมีนัยสำคัญ
การปรับลดภาษีเพื่อกระตุ้นตลาด
เพื่อเพิ่มความหลากหลายของตัวเลือกในตลาดและกระตุ้นการแข่งขันด้านราคา รัฐบาลได้ออกมาตรการทางภาษีสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน (Completely Built Up: CBU) โดยจะมีการลดอัตราอากรนำเข้าสูงสุดถึงร้อยละ 40 มาตรการนี้จะใช้บังคับในช่วง 2 ปีแรกของโครงการ (พ.ศ. 2567-2568) และจำกัดเฉพาะรถที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 2 ล้านบาท การลดกำแพงภาษีนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเข้า E-Bike รุ่นใหม่ๆ จากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดได้ง่ายขึ้น ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่จะมีทางเลือกมากขึ้นในราคาที่สมเหตุสมผล
การส่งเสริมระบบนิเวศการผลิตในประเทศ
นอกจากการกระตุ้นฝั่งอุปสงค์แล้ว มาตรการ EV 3.5 ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับฝั่งอุปทาน โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิตในประเทศและการวิจัยพัฒนา (R&D) โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ “แบตเตอรี่” ซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของยานยนต์ไฟฟ้า
รัฐบาลจะสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย พร้อมทั้งผลักดันให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่ในประเทศต้องได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลที่ยอมรับ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว (Quick Charge) เพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานในปัจจุบัน การสร้างฐานการผลิตแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพในประเทศไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนการผลิต E-Bike ในระยะยาว แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานและยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในภูมิภาค
การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบและสินเชื่อ
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎระเบียบและสร้างกลไกสนับสนุนทางการเงินควบคู่กันไป โดยมี 2 มาตรการสำคัญคือ:
- การขยายเวลาจดทะเบียน: เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ผลิตในประเทศ ได้มีการขยายกรอบเวลาการยื่นขอจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ จากเดิมที่ต้องดำเนินการภายในเดือนธันวาคมของทุกปี เป็นสามารถยื่นจดทะเบียนได้จนถึงเดือนมกราคมของปีถัดไป ความยืดหยุ่นนี้ช่วยลดแรงกดดันและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและจำหน่าย
- การสนับสนุนสินเชื่อ: รัฐบาลส่งเสริมให้สถาบันการเงินพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้มีเงื่อนไขและวงเงินที่น่าสนใจ เทียบเท่ากับสินเชื่อสำหรับรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายขึ้นจะช่วยขยายฐานผู้ใช้งานไปยังกลุ่มต่างๆ และลดข้อจำกัดทางการเงินของผู้ที่สนใจเปลี่ยนมาใช้ E-Bike
| มาตรการ | รายละเอียดสำคัญ | กลุ่มเป้าหมายหลัก |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุน | 5,000 – 10,000 บาท/คัน (ราคา E-Bike ไม่เกิน 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh) | ผู้บริโภคทั่วไป |
| ลดภาษีนำเข้า | ลดอากรนำเข้า CBU สูงสุด 40% (สำหรับรถราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท) | ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่าย |
| ส่งเสริมการผลิต | สนับสนุน R&D และการผลิตแบตเตอรี่มาตรฐาน มอก. | ผู้ผลิตในประเทศ |
| อำนวยความสะดวก | ขยายเวลาจดทะเบียน และส่งเสริมสินเชื่อที่เทียบเท่ารถสันดาป | ผู้ผลิตและผู้บริโภค |
ผลกระทบและทิศทางตลาด E-Bike ในอนาคต
มาตรการสนับสนุนที่ครบวงจรเหล่านี้ถูกคาดหวังว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้กับตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า
การขับเคลื่อนสู่นโยบาย 30@30
มาตรการ EV 3.5 ทั้งหมดสอดคล้องและเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดัน “นโยบาย 30@30” ของภาครัฐ ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (Zero Emission Vehicle: ZEV) ในประเทศไทยจะต้องมีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในประเทศ การสนับสนุนตลาด E-Bike ซึ่งเป็นกลุ่มยานยนต์ที่มีจำนวนผู้ใช้มากที่สุด จึงเป็นกลยุทธ์ที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพในการเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
บทบาทของภาคเอกชนในการสนับสนุนนโยบาย
ความสำเร็จของนโยบายนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างแข็งขันจากภาคเอกชนด้วย ปัจจุบันมีผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยานยนต์รายใหญ่หลายรายได้เข้าร่วมลงนามในข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสนับสนุนมาตรการ EV 3.5 ตัวอย่างเช่น บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ที่ประกาศเจตนารมณ์ในการร่วมผลักดันการพัฒนาและผลิตจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality ของประเทศ ความร่วมมือในลักษณะนี้เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของอุตสาหกรรมในการปรับตัวและเติบโตไปพร้อมกับทิศทางของโลก
สรุปภาพรวมนโยบายสนับสนุน E-Bike ปี 2568
โดยสรุป ปี 2568 จะเป็นปีที่สำคัญสำหรับตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย จากการบังคับใช้มาตรการสนับสนุนภายใต้โครงการ EV 3.5 อย่างเต็มรูปแบบ นโยบายเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การมอบเงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อ, การลดภาษีนำเข้าเพื่อเพิ่มทางเลือกในตลาด, การขยายเวลาจดทะเบียน, ไปจนถึงการสนับสนุนสินเชื่อและการสร้างรากฐานการผลิตและวิจัยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ในประเทศ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างตลาด E-Bike ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศในระยะยาว
ค้นหาจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งาน
การเลือกจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับการใช้งานจำเป็นต้องพิจารณาจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งระยะทางในการเดินทาง ลักษณะการใช้งาน และงบประมาณที่ตั้งไว้ เพื่อให้ได้ยานพาหนะที่ตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุด
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้าคุณภาพ ที่ GIANT Shopping Mall เป็นศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ทั้งสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าและ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย สามารถเข้ามาเลือกชมและรับคำปรึกษาเพื่อค้นหารถที่ใช่สำหรับไลฟ์สไตล์ของคุณ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ช่องทางออนไลน์:
FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
