รัฐหนุน EV! E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะราคาถูกลงจริงไหม?
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการรัฐและราคายานยนต์ไฟฟ้า
- ภาพรวมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: กลไกสู่ราคาที่ถูกลง
- E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: ใครคือผู้ได้รับประโยชน์?
- ทิศทางตลาดและอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
- บทสรุป: ราคา E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าถูกลงจริง
- วางแผนเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าคู่ใจ
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านพลังงานสะอาดและการรักษาสิ่งแวดล้อม นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค คำถามที่หลายคนสงสัยคือ มาตรการที่รัฐออกมานั้นจะทำให้ราคาของยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ บทความนี้จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงมาตรการต่างๆ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อราคาขายปลีกในตลาด
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการรัฐและราคายานยนต์ไฟฟ้า
- มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทย (EV 3.5) มีเป้าหมายชัดเจนในการลดราคายานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์ ผ่านกลไกเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษี
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนได้ตามกฎหมาย มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงตั้งแต่ 5,000–10,000 บาทต่อคัน ซึ่งส่งผลให้ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริงลดลงอย่างเห็นได้ชัด
- การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตเหลือเพียง 0-2% ช่วยลดต้นทุนของผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาจำหน่ายปลีกสามารถแข่งขันกับรถที่ใช้น้ำมันได้
- นโยบายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่เรียกว่า “30@30” ซึ่งตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยมีการผลิตยานยนต์ไร้มลพิษ (ZEV) ในสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573
- ผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อ E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะได้รับประโยชน์สูงสุดในช่วงที่มาตรการยังมีผลบังคับใช้ (พ.ศ. 2567–2570) เนื่องจากเป็นช่วงที่ราคามีแนวโน้มต่ำที่สุด
ภาพรวมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ
ประเด็นที่ว่า รัฐหนุน EV! E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะราคาถูกลงจริงไหม? กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่สำคัญในหมู่ผู้ที่กำลังมองหายานพาหนะทางเลือกที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การตอบคำถามนี้ต้องพิจารณาถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างละเอียด ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นทั้งฝั่งอุปทาน (ผู้ผลิต) และอุปสงค์ (ผู้บริโภค) นโยบายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยไปสู่การผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน
นโยบายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ราคาพลังงานมีความผันผวนและปัญหามลพิษทางอากาศทวีความรุนแรงขึ้น การส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จึงเป็นทางออกที่ตอบโจทย์การเดินทางในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มเป้าหมายของนโยบายนี้ครอบคลุมตั้งแต่บุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงผู้ประกอบอาชีพที่ต้องใช้รถจักรยานยนต์เป็นหลัก เช่น พนักงานส่งของและอาหาร ซึ่งการเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงได้อย่างมาก มาตรการเหล่านี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงปี 2565 และสานต่อมายังมาตรการล่าสุดอย่าง EV 3.5 ที่มีผลบังคับใช้ไปจนถึงปี 2570 แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นของภาครัฐในการผลักดันเป้าหมายนี้ให้เกิดขึ้นจริง
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: กลไกสู่ราคาที่ถูกลง
มาตรการ EV 3.5 (พ.ศ. 2567-2570) คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า กลไกหลักของมาตรการนี้ประกอบด้วยหลายส่วนที่ทำงานร่วมกันเพื่อลดต้นทุนและส่งต่อประโยชน์ไปยังผู้บริโภคโดยตรง
เงินอุดหนุนโดยตรง: ส่วนลดที่ผู้บริโภคได้รับ
ส่วนที่ชัดเจนและส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุดคือเงินอุดหนุนจากภาครัฐ สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์ จะได้รับเงินสนับสนุนดังนี้:
- คุณสมบัติ: ต้องเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท และติดตั้งแบตเตอรี่ที่มีความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
- วงเงินอุดหนุน: อยู่ระหว่าง 5,000 ถึง 10,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและรุ่นของรถ
กระบวนการทำงานของเงินอุดหนุนนี้ แม้ว่ารัฐจะจ่ายเงินให้กับผู้ประกอบการหลังจากที่รถถูกจำหน่ายและจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ผู้จำหน่ายส่วนใหญ่มักจะนำเงินส่วนนี้มาเป็นส่วนลด ณ จุดขายทันที ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อรถได้ในราคาที่ต่ำลงจากป้ายราคาปกติ ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
การลดหย่อนภาษี: ลดต้นทุนจากต้นทาง
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนแล้ว ภาครัฐยังใช้มาตรการทางภาษีเพื่อลดต้นทุนการผลิตและนำเข้าอีกด้วย ซึ่งประกอบด้วย:
- ภาษีสรรพสามิต: มีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากอัตราปกติลงมาเหลือเพียง 0-2% (สำหรับปี 2567-2568 อาจอยู่ที่ 0%) การลดภาษีส่วนนี้ช่วยให้ต้นทุนรวมของผู้ผลิตลดลงอย่างมาก
- ภาษีนำเข้า: มีการลดหรือยกเว้นอากรนำเข้าสำหรับชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่จำเป็นในการผลิตแบตเตอรี่หรือประกอบรถยนต์ในเขตปลอดอากร (Free Zone) ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบถูกลง
เมื่อต้นทุนของผู้ประกอบการลดลง พวกเขาสามารถตั้งราคาขายปลีกที่แข่งขันได้มากขึ้น และเมื่อรวมกับเงินอุดหนุน ยิ่งทำให้ราคาสุดท้ายน่าดึงดูดใจสำหรับผู้บริโภค
สิทธิประโยชน์ด้านภาษีประจำปี
อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวคือการลดหย่อนภาษีรถประจำปีสำหรับยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน แม้จะเป็นจำนวนเงินที่ไม่สูงมากในแต่ละปี แต่เมื่อคำนวณตลอดอายุการใช้งานของรถ ก็ถือเป็นความประหยัดที่จับต้องได้และเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจให้คนเปลี่ยนมาใช้ EV
| มาตรการ | รายละเอียด | ผลกระทบต่อผู้บริโภค |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุน | 5,000–10,000 บาท/คัน สำหรับรถราคาไม่เกิน 150,000 บาท และแบตเตอรี่ ≥3 kWh | ได้รับส่วนลดราคา ณ จุดขาย ทำให้ราคาซื้อจริงถูกลงทันที |
| ภาษีสรรพสามิต | ลดอัตราภาษีจากปกติเหลือ 0–2% | ผู้ผลิตมีต้นทุนต่ำลง สามารถตั้งราคาขายปลีกได้ถูกลง |
| ภาษีนำเข้า | ลด/ยกเว้นอากรนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำคัญ | ช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยรวม ส่งผลทางอ้อมต่อราคาขาย |
| ภาษีรถประจำปี | ลดหย่อนภาษีสำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน | ประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและค่าธรรมเนียมรายปี |
E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า: ใครคือผู้ได้รับประโยชน์?
แม้มาตรการจะครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าในภาพกว้าง แต่สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่ายานพาหนะประเภทใดที่เข้าเกณฑ์และได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายเหล่านี้
คำจำกัดความและขอบเขตของยานพาหนะที่เข้าเกณฑ์
ตามนิยามของมาตรการรัฐ คำว่า “E-Bike” มักจะหมายถึง รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่สามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ ซึ่งหมายความว่ารถจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานความปลอดภัยและสมรรถนะที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายโดยแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและผ่านการรับรองมาตรฐานจะอยู่ในข่ายที่ได้รับสิทธิประโยชน์เหล่านี้
ในทางกลับกัน สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือจักรยานไฟฟ้าบางรุ่นที่ไม่เข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ตามกฎหมาย (เช่น ไม่สามารถทำความเร็วได้ตามเกณฑ์ หรือไม่มีอุปกรณ์ความปลอดภัยครบถ้วน) อาจไม่สามารถจดทะเบียนได้ และจะไม่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยานพาหนะกลุ่มนี้ยังคงได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้น และการลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนซึ่งอาจทำให้ผู้ผลิตสามารถทำราคาได้ดีขึ้น
สิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภคคือการตรวจสอบกับผู้จำหน่ายให้แน่ใจว่ารถรุ่นที่สนใจนั้นเข้าร่วมโครงการสนับสนุนของภาครัฐและสามารถจดทะเบียนได้หรือไม่ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ตัวอย่างการคำนวณราคาสุทธิหลังรับสิทธิประโยชน์
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาสถานการณ์สมมติ:
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่น A มีราคาป้ายอยู่ที่ 75,000 บาท
- มีแบตเตอรี่ความจุ 3.5 kWh ซึ่งเข้าเกณฑ์รับเงินอุดหนุนสูงสุด 10,000 บาท
- ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจริง: 75,000 – 10,000 = 65,000 บาท
จะเห็นได้ว่าเงินอุดหนุนทำให้ราคาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และราคานี้ยังไม่รวมผลประโยชน์จากการลดภาษีสรรพสามิตที่ผู้ผลิตได้รับ ซึ่งสะท้อนอยู่ในราคาป้าย 75,000 บาทแล้ว หากไม่มีมาตรการเหล่านี้ ราคาป้ายอาจสูงกว่านี้อีกมาก
เงื่อนไขที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตาม
เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ ภาครัฐได้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่ายในช่วงปี 2565-2566 จะต้องมีการผลิตชดเชยในประเทศภายในปี 2567 หรือปีถัดไปตามสัดส่วนที่กำหนด เงื่อนไขนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานในประเทศ สร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งในระยะยาว ผู้ประกอบการจะต้องยื่นเอกสารเพื่อขอรับสิทธิ์กับกรมสรรพสามิต (แบบ ยฟ. 01-01) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยืนยันว่าโครงการนี้มีการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ
ทิศทางตลาดและอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
มาตรการ EV 3.5 ไม่ใช่เพียงนโยบายระยะสั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาติขนาดใหญ่ที่มุ่งเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่อนาคต
เป้าหมาย 30@30: ขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
นโยบาย “30@30” คือเป้าหมายสำคัญที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติได้วางไว้ โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีการผลิตยานยนต์ไร้มลพิษ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573 เป้าหมายนี้ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมาตรการอุดหนุนและลดหย่อนภาษีในปัจจุบันถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปูทางไปสู่เป้าหมายดังกล่าว
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ EV
การส่งเสริมการใช้ EV จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้หากขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ ภาครัฐและเอกชนจึงกำลังร่วมมือกันขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ตามมา เช่น การพิจารณาลดค่าผ่านทางพิเศษ การจัดหาที่จอดรถพิเศษสำหรับ EV และการส่งเสริมอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับชาร์จรถในเวลากลางคืน (TOU – Time of Use) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการใช้งานโดยรวมและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้
คาดการณ์แนวโน้มราคาในช่วงปี 2569-2570
ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า และต่อเนื่องไปจนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5 ในปี 2570 คาดว่าราคา E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์จะยังคงอยู่ในระดับที่เข้าถึงง่าย หรืออาจมีการปรับลดลงอีกเล็กน้อย ปัจจัยหนุนคือการแข่งขันของผู้เล่นในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งแบรนด์เดิมและแบรนด์ใหม่ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เมื่อมีการผลิตในประเทศมากขึ้นตามเงื่อนไขของภาครัฐ ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และภาษีจะยิ่งลดลง ส่งผลดีต่อราคาขายปลีก ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า
บทสรุป: ราคา E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าถูกลงจริง
จากข้อมูลและมาตรการทั้งหมด สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า นโยบายสนับสนุนของภาครัฐส่งผลให้ราคา E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (ที่สามารถจดทะเบียนได้) ถูกลงจริง ผ่านกลไกที่ผสมผสานระหว่างเงินอุดหนุนโดยตรงและการลดหย่อนภาษีหลายประเภท ซึ่งช่วยลดทั้งราคาซื้อเริ่มต้นและต้นทุนการเป็นเจ้าของในระยะยาว ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการซื้อยานพาหนะไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการในช่วงที่มาตรการยังมีผลบังคับใช้ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายด้านพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
วางแผนเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าคู่ใจ
ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้า การเลือกซื้อจากผู้จำหน่ายที่เชี่ยวชาญและมีผลิตภัณฑ์หลากหลายจะช่วยให้ได้ยานพาหนะที่ตอบโจทย์การใช้งานอย่างแท้จริง
สำหรับผู้ที่สนใจจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ สามารถเยี่ยมชมและรับคำปรึกษาได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมยานยนต์ไฟฟ้าที่พร้อมให้บริการ
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: https://line.me/R/ti/p/%40705dancc
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

