รัฐหนุน EV! E-Bike จะถูกลงไหม? วิเคราะห์มาตรการรัฐ
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง คำถามที่หลายคนสงสัยคือ รัฐหนุน EV! E-Bike จะถูกลงไหม? วิเคราะห์มาตรการรัฐ เพื่อหาคำตอบว่าจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายเหล่านี้หรือไม่ บทความนี้จะวิเคราะห์โครงสร้างมาตรการของภาครัฐอย่างละเอียด เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อตลาด E-Bike และแนวโน้มราคาในอนาคต
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยได้สร้างแรงกระเพื่อมสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่มียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก (Micro-mobility) เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ผลกระทบจากมาตรการเหล่านี้อาจไม่ตรงไปตรงมานัก การทำความเข้าใจขอบเขตและเป้าหมายของนโยบายจึงเป็นสิ่งสำคัญในการคาดการณ์ทิศทางราคาสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง
- มาตรการสนับสนุน EV ของภาครัฐในปัจจุบัน (EV 3.0 และ EV 3.5) มุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ทำให้ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไม่ได้รับประโยชน์ด้านเงินอุดหนุนหรือการลดภาษีโดยตรง
- เป้าหมายหลักของนโยบายคือการสร้างฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ภายในประเทศ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง EV ในภูมิภาค
- ราคาของ E-Bike อาจถูกลงได้ในระยะกลางถึงยาว (3-5 ปี) หากนโยบายส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่ในประเทศประสบความสำเร็จและทำให้ต้นทุนชิ้นส่วนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ในระยะสั้น (6-18 เดือน) ปัจจัยหลักที่กำหนดราคา E-Bike ยังคงเป็นต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วน ภาษีนำเข้า และกลไกการแข่งขันในตลาด มากกว่าจะเป็นผลจากมาตรการรัฐโดยตรง
- ผู้บริโภคที่สนใจ E-Bike ควรติดตามนโยบายระดับท้องถิ่นที่อาจมีโครงการส่งเสริมการใช้ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก รวมถึงโปรโมชันจากผู้จัดจำหน่าย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาเข้าถึงง่ายขึ้นในปัจจุบัน
ภาพรวมมาตรการสนับสนุน EV ของภาครัฐ
รัฐบาลไทยได้แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นทั้งด้านอุปสงค์ (การซื้อ) และอุปทาน (การผลิต) อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจรายละเอียดของมาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เห็นภาพว่ากลุ่มยานพาหนะประเภทใดได้รับประโยชน์สูงสุด
ทำความเข้าใจนโยบาย EV 3.0 และ EV 3.5
นโยบายหลักที่ขับเคลื่อนตลาด EV ในช่วงที่ผ่านมาคือ มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 1 หรือ “EV 3.0” ซึ่งเริ่มใช้ในปี 2565 และสิ้นสุดในปี 2566 มาตรการนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการกระตุ้นตลาด โดยใช้เครื่องมือสำคัญ 2 ประการ ได้แก่
- เงินอุดหนุน: ภาครัฐมอบเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน และสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 18,000 บาทต่อคัน
- การลดหย่อนภาษี: ลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจาก 8% เหลือ 2% และลดอากรนำเข้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตต่างประเทศ (CBU) สูงสุดถึง 40%
ต่อมา เพื่อรักษาความต่อเนื่องและยกระดับอุตสาหกรรม คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ได้เห็นชอบมาตรการ “EV 3.5” สำหรับปี 2567–2570 ซึ่งยังคงให้การสนับสนุนแต่มีการปรับเงื่อนไขให้เข้มข้นขึ้น โดยลดวงเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าลงเหลือสูงสุด 100,000 บาทต่อคัน และกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ผลิตต้องเริ่มการผลิตในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าในอัตราส่วนที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเป้าหมายระยะยาวคือการสร้างฐานการผลิตที่ยั่งยืน
เป้าหมายหลักของนโยบาย: สร้างฐานการผลิตในประเทศ
หัวใจสำคัญของมาตรการ EV ทั้งสองระยะ คือการดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลกให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เงื่อนไขการชดเชยการผลิต (Production Offset) กำหนดให้ค่ายรถที่นำเข้ารถยนต์มาจำหน่ายและรับสิทธิประโยชน์ ต้องมีแผนการผลิตรถยนต์รุ่นดังกล่าวในประเทศภายในระยะเวลาที่กำหนด สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายของรัฐบาลไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเพิ่มจำนวนรถ EV บนท้องถนน แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตรถยนต์ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควบคุม ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและตำแหน่งงานจำนวนมหาศาลในระยะยาว
E-Bike อยู่ตรงไหนในนโยบาย EV ของไทย?
แม้ว่าภาพรวมนโยบาย EV ของรัฐจะดูครอบคลุม แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่ากลุ่มยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า กลับไม่ได้ถูกระบุไว้เป็นเป้าหมายหลักของการสนับสนุนโดยตรง ทำให้เกิดคำถามว่าผู้บริโภคในกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้อย่างไร
ขอบเขตมาตรการ: ทำไม E-Bike ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง
สาเหตุหลักที่ E-Bike ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมายของมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 มาจากนิยามและเงื่อนไขของโครงการที่มุ่งเน้นไปที่ “รถยนต์” และ “รถจักรยานยนต์” ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเป็นหลัก มาตรการเงินอุดหนุนและการลดภาษีจึงถูกออกแบบมาสำหรับยานพาหนะกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
มาตรการสนับสนุนของภาครัฐถูกออกแบบมาเพื่อสร้างอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเน้นที่การลงทุนในโรงงานผลิตรถยนต์และแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทานที่มีความซับซ้อนและใช้เงินลงทุนสูงกว่ากลุ่ม E-Bike อย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น E-Bike ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกจัดอยู่ในกลุ่มจักรยาน หรือยานพาหนะที่ไม่ต้องจดทะเบียน จึงไม่เข้าข่ายที่จะได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากภาครัฐภายใต้กรอบนโยบายปัจจุบัน ส่งผลให้ราคาจำหน่าย E-Bike ในตลาดไม่ได้ปรับตัวลดลงจากมาตรการเหล่านี้เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ไฟฟ้า
ประโยชน์ทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงในระยะสั้น แต่ E-Bike อาจได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากนโยบาย EV ในระยะกลางถึงยาวได้จากปัจจัยต่อไปนี้:
- ต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลง: การที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกิดการผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ อาจนำไปสู่การประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของเซลล์แบตเตอรี่และโมดูลแบตเตอรี่โดยรวมลดลง เมื่อซัพพลายเชนในประเทศแข็งแกร่งขึ้น ผู้ผลิต E-Bike ก็อาจเข้าถึงแบตเตอรี่ในราคาที่ถูกลง ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีต้นทุนสูงที่สุด และส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลงได้ในที่สุด
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: การขยายตัวของสถานีชาร์จสาธารณะเพื่อรองรับรถยนต์ EV อาจกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาจุดชาร์จสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กตามไปด้วย ซึ่งแม้จะไม่ลดราคาซื้อ แต่จะช่วยลดต้นทุนการใช้งานและเพิ่มความสะดวกสบาย ทำให้ E-Bike เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้น
- การตระหนักรู้ของผู้บริโภค: แคมเปญส่งเสริมการใช้ EV ของภาครัฐช่วยสร้างความตระหนักรู้และทัศนคติเชิงบวกต่อการเดินทางด้วยไฟฟ้าในภาพรวม ซึ่งอาจกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณา E-Bike เป็นทางเลือกสำหรับการเดินทางในระยะใกล้มากขึ้น
วิเคราะห์ปัจจัยหลักที่มีผลต่อราคา E-Bike ในปัจจุบัน
เมื่อมาตรการรัฐยังไม่มีผลโดยตรง ราคาของ E-Bike ในประเทศไทยจึงยังคงถูกกำหนดโดยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์และโครงสร้างตลาดเป็นสำคัญ การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพที่แท้จริงของตลาด E-Bike ในปัจจุบัน
ต้นทุนแบตเตอรี่และชิ้นส่วนนำเข้า
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา E-Bike มากที่สุดคือต้นทุนของชิ้นส่วนประกอบหลัก ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ 3 ส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่:
- แบตเตอรี่ (Battery): คิดเป็นสัดส่วนต้นทุนที่สูงที่สุด ราคาของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีความผันผวนตามราคาวัตถุดิบในตลาดโลก เช่น ลิเธียม โคบอลต์ และนิกเกิล
- มอเตอร์ไฟฟ้า (Motor): เป็นหัวใจในการขับเคลื่อน ซึ่งเทคโนโลยีและคุณภาพของมอเตอร์มีผลต่อราคาโดยตรง
- ชุดควบคุม (Controller): ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของมอเตอร์และแบตเตอรี่
ตราบใดที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนเหล่านี้ ราคาขายปลีกของ E-Bike ก็จะได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โครงสร้างภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต
E-Bike และชิ้นส่วนยังคงมีภาระภาษีนำเข้าตามปกติ ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ลดหย่อนอากรขาเข้าภายใต้มาตรการ EV 3.5 หากในอนาคตรัฐบาลมีการพิจารณาปรับลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กโดยเฉพาะ ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถทำให้ราคา E-Bike ลดลงได้อย่างรวดเร็ว แต่ในปัจจุบันยังไม่มีนโยบายดังกล่าวที่ชัดเจน
กลไกตลาดและการแข่งขัน
การแข่งขันระหว่างผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย E-Bike ในประเทศก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อราคา หากตลาดมีการแข่งขันสูง ผู้จำหน่ายอาจใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ในทางกลับกัน หากมีผู้เล่นน้อยรายหรือมีการนำเข้าแบรนด์ระดับพรีเมียมเป็นหลัก ระดับราคาโดยเฉลี่ยก็อาจยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป การเติบโตของตลาดในอนาคตและการเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ๆ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการแข่งขันและระดับราคาที่สำคัญ
เปรียบเทียบมาตรการสนับสนุน EV สำหรับรถยนต์ vs. E-Bike
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของนโยบายภาครัฐที่ส่งผลต่อยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบการสนับสนุนระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าและ E-Bike ได้ดังตารางต่อไปนี้
| หัวข้อการสนับสนุน | รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุนโดยตรง | มี (สูงสุด 100,000 บาท/คัน ภายใต้ EV 3.5) | ไม่มี |
| การลดภาษีสรรพสามิต | มี (ลดจาก 8% เหลือ 2%) | ไม่มีมาตรการเฉพาะ |
| การลดอากรนำเข้า | มี (ลดหย่อนสูงสุด 40% สำหรับรถยนต์ CBU ที่เข้าร่วมโครงการ) | ไม่มีมาตรการเฉพาะ (เสียภาษีตามพิกัดปกติ) |
| เงื่อนไขการผลิตในประเทศ | มี (ผู้เข้าร่วมโครงการต้องมีแผนการผลิตชดเชย) | ไม่มี |
| ผลกระทบต่อราคาขายปลีก | ราคาลดลงอย่างมีนัยสำคัญและโดยตรงจากมาตรการ | ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการ |
| ประโยชน์ทางอ้อมที่คาดหวัง | สร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร | อาจได้รับประโยชน์จากต้นทุนแบตเตอรี่ที่ถูกลงในระยะยาว |
แนวโน้มราคา E-Bike ในอนาคต: สิ่งที่ต้องจับตามอง
สำหรับผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อ E-Bike การคาดการณ์แนวโน้มราคาในอนาคตเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจ โดยสามารถแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นระยะสั้นและระยะยาว
ระยะสั้น (6–18 เดือน)
ในระยะสั้นนี้ โอกาสที่ราคา E-Bike จะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากมาตรการของภาครัฐโดยตรงนั้นมีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากนโยบายยังคงมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อราคาในช่วงนี้ ได้แก่:
- โปรโมชันจากผู้จัดจำหน่าย: การแข่งขันในตลาดอาจกระตุ้นให้เกิดการลดราคาหรือจัดแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อขยายฐานลูกค้า
- อัตราแลกเปลี่ยน: ความผันผวนของค่าเงินบาทอาจส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าชิ้นส่วน ซึ่งอาจสะท้อนมายังราคาขายปลีก
- การเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่: ผู้ผลิตอาจเปิดตัว E-Bike รุ่นใหม่ๆ ที่มีระดับราคาหลากหลายขึ้น เพื่อเจาะตลาดในกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น
ระยะกลางถึงยาว (2–5 ปี)
ในระยะกลางถึงยาว มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่ราคา E-Bike จะสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญคือความสำเร็จของนโยบาย EV ในการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
- การผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ: หากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ จะส่งผลให้ต้นทุนแบตเตอรี่ซึ่งเป็นหัวใจของ E-Bike ลดลง และอาจทำให้ราคาจำหน่ายโดยรวมถูกลงตามไปด้วย
- การขยายนโยบายสู่ยานพาหนะขนาดเล็ก: มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กโดยเฉพาะในอนาคต เช่น การลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วน หรือการให้เงินอุดหนุนในระดับท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น: การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่และมอเตอร์อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาสินค้าในระยะยาว
สรุปและคำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจ
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า “รัฐหนุน EV! E-Bike จะถูกลงไหม?” คือ ในระยะสั้นถึงระยะกลาง มาตรการสนับสนุน EV ของภาครัฐยังไม่มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ราคา E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าลดลงโดยตรง เนื่องจากนโยบายมุ่งเน้นการสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว การพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในประเทศอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนและทำให้ E-Bike มีราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นได้
สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อ E-Bike ในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องรอมาตรการรัฐโดยตรง แต่ควรพิจารณาจากความต้องการใช้งานจริง เปรียบเทียบคุณสมบัติและราคาของแต่ละรุ่น และติดตามโปรโมชันจากผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ การเลือกซื้อจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และบริการหลังการขายที่ดี จะช่วยให้ได้รับผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด
หากท่านกำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike คุณภาพ ที่ GIANT Shopping Mall เรามีจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภทที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษา
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าได้ที่ร้าน ทุกวันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
โทรศัพท์: 061-962-2878
ติดตามข่าวสารและโปรโมชันได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือพูดคุยกับเราโดยตรงผ่าน LINE และสามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านเว็บไซต์ของเราได้ตลอดเวลา
