นโยบายรัฐหนุน EV: E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้อะไรบ้าง?
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแรงผลักดันสำคัญจากมาตรการของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจยังมีความเข้าใจว่านโยบายเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว นโยบายรัฐหนุน EV: E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้อะไรบ้าง? ถือเป็นคำถามที่มีคำตอบชัดเจนและน่าสนใจ เนื่องจากภาครัฐได้ออกแบบนโยบายให้ครอบคลุมถึงยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อด้วยเช่นกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทั้งผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้
สรุปประเด็นสำคัญจากนโยบาย EV
- ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ: นโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติและมาตรการ EV3.0 ถึง EV3.5 ระบุชัดเจนว่าครอบคลุมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหมายรวมถึง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เข้าข่ายตามกฎหมาย
- ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น: ผู้บริโภคจะได้รับอานิสงส์จากกลไกเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษี ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสามารถทำราคาจำหน่ายได้ต่ำลง กระตุ้นให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง
- ส่งเสริมการผลิตในประเทศ: นโยบายมุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนเพื่อตั้งฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่ในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพ มาตรฐาน และบริการหลังการขายในระยะยาว
- ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน: การผลักดัน EV ในภาพรวมจะนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีชาร์จ มาตรฐานความปลอดภัย และระบบการจัดการแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท
ภาพรวมนโยบาย EV แห่งชาติ: ไม่ได้จำกัดแค่รถยนต์
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉาบฉวย แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติที่วางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน นั่นคือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก ควบคู่ไปกับการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในภาคการขนส่ง หรือ Zero Emission Vehicle (ZEV) ภายในปี พ.ศ. 2573 วิสัยทัศน์นี้สะท้อนผ่านชุดมาตรการที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ EV3.0, EV3 และล่าสุดคือ EV3.5 ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงปี พ.ศ. 2569–2570
หัวใจสำคัญของนโยบายเหล่านี้คือการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) หรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เท่านั้น แต่ในเอกสารและกรอบการดำเนินงานได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” เป็นหนึ่งในยานพาหนะเป้าหมายที่ต้องการส่งเสริม ซึ่งนั่นหมายความว่า E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะอยู่ในข่ายที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ด้วยเช่นกัน แนวทางของรัฐบาลเป็นการผสมผสานระหว่างนโยบายด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม กล่าวคือ ในฝั่งอุปสงค์ (Demand side) จะใช้มาตรการทางการคลังเพื่อลดราคาให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น ขณะที่ฝั่งอุปทาน (Supply side) จะใช้เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์เพื่อบังคับและจูงใจให้เกิดการผลิตและใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว
เจาะลึกกลไกขับเคลื่อนผ่านแพ็กเกจ EV3.0 ถึง EV3.5
มาตรการ EV3.5 ซึ่งเป็นเวอร์ชันล่าสุด ได้ต่อยอดความสำเร็จและปรับปรุงข้อจำกัดจากมาตรการก่อนหน้า โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ประการคือ ทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงได้, บังคับให้เกิดการผลิตในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า (CBU – Completely Built Up), และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในโรงงานผลิตแพลตฟอร์ม EV, แบตเตอรี่, และชิ้นส่วนไฟฟ้าแรงสูง กลไกเหล่านี้ถูกนำมาปรับใช้กับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในลักษณะเดียวกันกับรถยนต์
เงินอุดหนุนและภาษี: เครื่องมือลดราคาโดยตรง
กลไกที่ส่งผลต่อราคาขายปลีกโดยตรงที่สุดคือการให้เงินอุดหนุนควบคู่กับการลดภาษีสรรพสามิต ในมาตรการ EV3.0 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน พร้อมกับการลดอากรและภาษีสรรพสามิตลงอย่างมาก สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ก็ได้มีการใช้โครงสร้างแม่แบบเดียวกันนี้ แม้ว่าตัวเลขเงินอุดหนุนต่อคันจะน้อยกว่ารถยนต์ แต่หลักการยังคงเดิม คือภาครัฐจะมอบเงินอุดหนุนให้กับผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำไปเป็นส่วนลดให้กับผู้ซื้อโดยตรง การลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศยังช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ทำให้สามารถตั้งราคาแข่งขันในตลาดได้ดียิ่งขึ้น
เงื่อนไขการผลิตในประเทศ: สร้างฐานอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน
อีกหนึ่งเสาหลักของนโยบายคือเงื่อนไขด้านการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นส่วนหัวใจหลักอย่าง “แบตเตอรี่” ภายใต้มาตรการ EV3.5 ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะได้รับสิทธิประโยชน์เต็มรูปแบบจะต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตหรือประกอบในประเทศไทย หรือใช้เซลล์แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนด แม้จะมีการผ่อนผันในช่วงแรกเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับตัว แต่ทิศทางในระยะยาวนั้นชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดซัพพลายเชนแบตเตอรี่ขึ้นภายในประเทศ สำหรับผู้ผลิต E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการและรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุน ก็จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้เช่นกัน ซึ่งหมายความว่าในอนาคต ผู้ผลิตจะต้องวางแผนจัดตั้งสายการผลิตหรือร่วมมือกับซัพพลายเออร์ในประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ “Made in Thailand” ที่ภาครัฐกำหนด
การบริหารจัดการตลาด: ป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาด
คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้เรียนรู้จากมาตรการในเฟสก่อนๆ และได้ออกแบบกลไกเพื่อป้องกันปัญหารถยนต์ไฟฟ้าล้นตลาด โดยการขยายระยะเวลาการขายและการจดทะเบียนสำหรับรถที่ผลิตภายใต้มาตรการต่างๆ ตัวอย่างเช่น รถที่ผลิตภายใต้มาตรการ EV3.5 จะสามารถขายได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 และจดทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2571 การให้ความยืดหยุ่นนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการสต็อกสินค้าที่อาจมียอดขายสูงในช่วงปลายปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงจากการผลิตเกินความต้องการ สำหรับตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและเข้าร่วมโครงการ ก็จะได้รับความยืดหยุ่นในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นผลดีต่อเสถียรภาพของตลาดโดยรวม
สิทธิประโยชน์สำหรับผู้บริโภค E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
แม้ข่าวสารส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า แต่ผลประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ได้ส่งผ่านมาถึงผู้บริโภคในตลาดสองล้อไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรมใน 3 ด้านหลัก ดังนี้
ราคาที่จับต้องได้และตัวเลือกที่หลากหลาย
ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือราคาจำหน่ายที่ถูกลง การผสมผสานระหว่างเงินอุดหนุนโดยตรงและการลดภาษีสรรพสามิต ช่วยลดต้นทุนของผู้ผลิตและผู้นำเข้า ทำให้สามารถส่งต่อส่วนลดมายังผู้บริโภคได้ นอกจากนี้ เมื่อนโยบายดึงดูดให้เกิดการตั้งฐานการผลิตในประเทศ ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และภาษีนำเข้าชิ้นส่วนก็จะลดลงไปอีก ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นปัจจุบันมีราคาที่น่าสนใจมากขึ้น แต่ยังกระตุ้นให้มีผู้เล่นรายใหม่ๆ ทั้งแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลาย ทั้งในด้านดีไซน์, สเปก และระดับราคา
มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น
การบังคับให้มีการผลิตและประกอบแบตเตอรี่ในประเทศ ไม่เพียงสร้างงานและอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของยานยนต์ไฟฟ้าในภาพรวม
เงื่อนไขการใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศเป็นมากกว่าแค่การส่งเสริมอุตสาหกรรม แต่มันคือการสร้างหลักประกันด้านคุณภาพให้กับผู้บริโภค เมื่อมีโรงงานผลิตแบตเตอรี่และซัพพลายเชนเกิดขึ้นในไทย การควบคุมคุณภาพ การรับประกันสินค้า และการบริการหลังการขาย เช่น การซ่อมแซม การเปลี่ยน หรือการรีไซเคิลแบตเตอรี่ จะทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้บริโภคจะมีความมั่นใจมากขึ้นว่า E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ซื้อไปนั้นมีแบตเตอรี่ที่ได้มาตรฐาน และมีศูนย์บริการที่สามารถดูแลได้อย่างแท้จริง
ระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับ
นโยบาย EV เป็นส่วนหนึ่งของแผนพลังงานชาติที่มุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดในภาคการขนส่ง ซึ่งหมายความว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะมีแรงผลักดันมหาศาลให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จสาธารณะ, จุดชาร์จในชุมชน, หรือการออกมาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท แม้ว่า E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะสามารถชาร์จไฟที่บ้านได้และใช้กำลังไฟไม่สูงเท่ารถยนต์ แต่ก็จะได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากระบบนิเวศที่เติบโตขึ้นนี้ เช่น มาตรฐานความปลอดภัยของอุปกรณ์ชาร์จ, การเข้าถึงจุดบริการที่เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้า และความตระหนักรู้ของสังคมที่เพิ่มขึ้น
| ด้าน | ประโยชน์สำหรับผู้บริโภค | ประโยชน์สำหรับผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ |
|---|---|---|
| ด้านการเงินและราคา | ราคาซื้อถูกลงจากเงินอุดหนุนและภาษีที่ลดลง | ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี, ลดต้นทุนการผลิต/นำเข้า |
| ด้านคุณภาพและมาตรฐาน | เข้าถึงสินค้าที่ได้มาตรฐานสูงขึ้น โดยเฉพาะแบตเตอรี่ | เข้าถึงซัพพลายเชนชิ้นส่วนคุณภาพในประเทศ |
| ด้านการตลาดและโอกาส | มีตัวเลือกสินค้าหลากหลายจากแบรนด์ต่างๆ มากขึ้น | ตลาดในประเทศเติบโต, ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI |
| ด้านบริการและโครงสร้างพื้นฐาน | ความมั่นใจในบริการหลังการขายและการซ่อมบำรุง | โอกาสในการเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก, บริหารสต็อกง่ายขึ้น |
โอกาสทองของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสองล้อไฟฟ้า
นอกจากประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับแล้ว นโยบาย EV ยังเปิดประตูแห่งโอกาสให้กับผู้ผลิต, ผู้นำเข้า, และสตาร์ตอัปในอุตสาหกรรม E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างมหาศาล
การส่งเสริมการลงทุนจาก BOI
มาตรการ EV3.5 เน้นย้ำเรื่องการดึงดูดการลงทุนเพื่อตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, และชิ้นส่วนสำคัญในประเทศอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนจัดตั้งสายการผลิต E-Bike, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, หรือชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง สามารถยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ ซึ่งสิทธิประโยชน์ที่ได้รับอาจรวมถึงการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร, การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลาหลายปี และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการจัดตั้งโรงงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมาก
ศักยภาพการเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสู่ภูมิภาค
เป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยเป็น “ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ยังมองไกลไปถึงการส่งออกไปยังตลาดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก ในมาตรการสำหรับรถยนต์นั่ง มีการกำหนดเงื่อนไขการผลิตเพื่อส่งออกเพื่อชดเชยการนำเข้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐต้องการผลักดันให้เกิดการส่งออกอย่างจริงจัง แม้ว่าเงื่อนไขสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอาจแตกต่างกันในรายละเอียด แต่ทิศทางนโยบายที่ชัดเจนนี้ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับผู้ผลิต E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในไทย ที่สามารถวางตำแหน่งตัวเองเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก โดยใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางการค้าและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
แม้ว่าภาพรวมของนโยบายจะเอื้อประโยชน์อย่างมาก แต่ยังมีประเด็นสำคัญบางประการที่ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด
ตัวเลขเงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
เอกสารข่าวและการประกาศส่วนใหญ่มักลงรายละเอียดตัวเลขเงินอุดหนุนและเงื่อนไขสำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าอย่างชัดเจน แต่สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แม้จะระบุว่าอยู่ในขอบเขตของมาตรการ แต่ตัวเลขเงินอุดหนุนต่อคัน, ข้อกำหนดด้านสเปก (เช่น ขนาดแบตเตอรี่, กำลังมอเตอร์) ที่จะเข้าเกณฑ์ อาจมีการเปลี่ยนแปลงและต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กรมสรรพสามิต ดังนั้น ผู้ที่สนใจซื้อหรือผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการจำเป็นต้องติดตามระเบียบและประกาศย่อยที่จะออกมาเป็นระยะ
โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่หลังปี 2569
มีข้อมูลเปิดเผยว่าโครงสร้างภาษีสรรพสามิตที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 เป็นต้นไป จะถูกออกแบบมาให้เอื้อประโยชน์ต่อรถที่ผลิตในประเทศมากกว่ารถที่นำเข้ามาทั้งคัน (CBU) อย่างมีนัยสำคัญ หากโครงสร้างนี้ถูกนำมาปรับใช้กับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในทิศทางเดียวกัน จะส่งผลให้ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคันมีราคาสูงขึ้นจากภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่รถที่ประกอบหรือผลิตในประเทศจะได้เปรียบด้านราคาอย่างชัดเจน
ผลกระทบหลังสิ้นสุดมาตรการ EV3.0
มาตรการ EV3.0 มีกำหนดสิ้นสุดระยะเวลาการขายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งมีการวิเคราะห์ว่าหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว ราคายานยนต์ไฟฟ้าหลายรุ่นที่เคยได้รับเงินอุดหนุนสูงอาจมีการปรับตัวสูงขึ้น หากมาตรการใหม่ (EV3.5) ให้เงินอุดหนุนในระดับที่น้อยลง แนวโน้มเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้บริโภคที่วางแผนจะซื้อ อาจต้องพิจารณาถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อใช้ประโยชน์จากมาตรการที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่
บทสรุปและแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทยได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน โดยครอบคลุมทั้งการสนับสนุนฝั่งผู้ซื้อผ่านเงินอุดหนุนและภาษี และการส่งเสริมฝั่งผู้ผลิตผ่านสิทธิประโยชน์การลงทุนและการสร้างซัพพลายเชนในประเทศ ทิศทางที่ชัดเจนนี้ไม่เพียงทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อได้ในราคาที่เหมาะสมและมีคุณภาพมาตรฐานสูงขึ้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญให้กับผู้ประกอบการที่มองเห็นศักยภาพของตลาดนี้อีกด้วย
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ สามารถเลือกชมและรับคำปรึกษาได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ
ช่องทางการติดต่อ:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: @705dancc
- ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: คลิกที่นี่
เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000

