รัฐหนุน EV! ลุ้นมาตรการลดหย่อนภาษี E-Bike ปี 2569
- สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการ E-Bike ปี 2569
- ทิศทางนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าไทย: จาก EV 3.0 สู่ EV 3.5
- เจาะลึกมาตรการสนับสนุน E-Bike ภายใต้กรอบ EV 3.5
- เปรียบเทียบมาตรการสนับสนุนระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค
- บริบทมาตรการภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในปี 2569
- ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีมาตรการลดหย่อนภาษี E-Bike สำหรับผู้ซื้อ
- บทสรุปและแนวโน้มสำหรับอนาคตของ E-Bike ในไทย
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและ E-Bike คุณภาพเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก รัฐบาลไทยได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการส่งเสริมอุตสาหกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามและข้อคาดการณ์มากมายเกี่ยวกับอนาคตของยานพาหนะไฟฟ้าในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า รัฐหนุน EV! ลุ้นมาตรการลดหย่อนภาษี E-Bike ปี 2569 ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างสูงจากทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ บทความนี้จะวิเคราะห์แนวโน้มและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าว โดยอ้างอิงจากข้อมูลล่าสุดที่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนของทิศทางยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในประเทศไทย
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการ E-Bike ปี 2569
- นโยบายมุ่งเน้นผู้ผลิต: สิทธิประโยชน์หลักภายใต้กรอบนโยบาย EV 3.5 ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมผู้ประกอบการและผู้ผลิตจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในประเทศเป็นสำคัญ เพื่อสร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง
- ยังไม่มีมาตรการสำหรับผู้บริโภคโดยตรง: ณ ต้นปี 2569 ยังไม่มีการประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนสำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่ซื้อ E-Bike อย่างเป็นทางการ มาตรการที่หลายฝ่ายคาดหวังยังคงอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา
- EV 3.5 คือกรอบนโยบายหลัก: มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าเฟส 3.5 (ปี 2567-2570) ได้ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรม
- บริบทภาษีอื่น ๆ มีการเปลี่ยนแปลง: ในปี 2569 มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ Plug-in Hybrid (PHEV) ซึ่งสะท้อนถึงการปรับนโยบายด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องของภาครัฐ
- อนาคตยังมีความเป็นไปได้: แม้จะยังไม่มีประกาศที่ชัดเจน แต่ทิศทางการส่งเสริม EV ของรัฐบาลทำให้การออกมาตรการสนับสนุนผู้ซื้อ E-Bike ในอนาคตยังคงมีความเป็นไปได้สูง ซึ่งต้องติดตามประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทิศทางนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าไทย: จาก EV 3.0 สู่ EV 3.5
การเดินทางของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างเป็นลำดับขั้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาค การทำความเข้าใจวิวัฒนาการจากมาตรการ EV 3.0 สู่ EV 3.5 จะช่วยให้เห็นภาพทิศทางที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการขยายขอบเขตมายังยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าอย่าง E-Bike
บทสรุปของมาตรการ EV 3.0
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 3 หรือ EV 3.0 ซึ่งมีผลบังคับใช้จนถึงสิ้นปี 2568 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย มาตรการนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ผ่านการให้เงินอุดหนุนสูงสุดถึง 150,000 บาทต่อคัน ควบคู่ไปกับการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตและภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักของ EV 3.0 มุ่งเน้นไปที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นหลัก และไม่ได้ครอบคลุมถึงยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้าโดยตรง การสิ้นสุดของมาตรการนี้ได้ปูทางไปสู่เฟสต่อไปที่มียุทธศาสตร์กว้างไกลและครอบคลุมยิ่งขึ้น
การมาถึงของ EV 3.5: ขยายขอบเขตสู่สองล้อไฟฟ้า
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 3.5 หรือ EV 3.5 ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่ปี 2567 และจะดำเนินไปจนถึงปี 2570 ได้รับการออกแบบมาเพื่อต่อยอดความสำเร็จจากเฟสก่อนหน้า พร้อมทั้งอุดช่องว่างและขยายขอบเขตการสนับสนุนให้กว้างขวางขึ้น จุดเด่นที่สำคัญของ EV 3.5 คือการให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ในประเทศ โดยไม่เพียงแต่สนับสนุนรถยนต์นั่งเท่านั้น แต่ยังขยายการส่งเสริมไปยังรถกระบะไฟฟ้าและที่สำคัญคือ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) อย่างเป็นทางการ
การขยายขอบเขตมายัง E-Bike นี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าภาครัฐเล็งเห็นถึงศักยภาพของยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กในการเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในชีวิตประจำวัน (Urban Mobility) ซึ่งสามารถช่วยลดปัญหามลพิษและการจราจรในเขตเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ นโยบาย EV 3.5 จึงไม่ได้มองแค่การเปลี่ยนผ่านในตลาดรถยนต์ แต่ยังมองถึงการเดินทางในภาพรวมที่ยั่งยืนและเข้าถึงง่ายสำหรับประชาชนทุกคน
เจาะลึกมาตรการสนับสนุน E-Bike ภายใต้กรอบ EV 3.5
ภายใต้กรอบนโยบาย EV 3.5 การสนับสนุนสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) มีความชัดเจนในส่วนของการส่งเสริมภาคการผลิต ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักในการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอาเซียน อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของผู้บริโภคยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ผลิต: หัวใจหลักของการขับเคลื่อน
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ออกมาตรการที่ชัดเจนเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิต E-Bike ในประเทศไทย สิทธิประโยชน์เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและกระตุ้นให้เกิดการตั้งโรงงานผลิตและประกอบในประเทศ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:
- การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล: ผู้ประกอบการที่ลงทุนในกิจการผลิตจักรยานไฟฟ้าจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 3 ปี และหากมีการตั้งโรงงานในเขตส่งเสริมการลงทุนหรือนิคมอุตสาหกรรม จะได้รับสิทธิ์เพิ่มเป็น 4 ปี
- การลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม: หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการยกเว้นภาษี ผู้ประกอบการยังมีสิทธิ์ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลลง 50% ของอัตราปกติ เป็นเวลาอีก 2 ปี หากสามารถยื่นหลักฐานการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand – MiT) ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
- สิทธิประโยชน์ด้านภาษีนำเข้าและสรรพสามิต: ผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดอัตราภาษีนำเข้าชิ้นส่วน (CBU) และอัตราภาษีสรรพสามิต ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายระยะแรกของรัฐบาลคือการสร้างอุปทาน (Supply) และระบบนิเวศการผลิตที่แข็งแกร่งภายในประเทศ ก่อนที่จะกระตุ้นอุปสงค์ (Demand) จากผู้บริโภคในลำดับถัดไป
วิเคราะห์โอกาสลดหย่อนภาษี E-Bike สำหรับผู้บริโภค
สำหรับคำถามที่ว่า รัฐหนุน EV! ลุ้นมาตรการลดหย่อนภาษี E-Bike ปี 2569 สำหรับประชาชนทั่วไปนั้น ต้องยอมรับว่า ณ ปัจจุบันยังไม่มีการประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จากทิศทางของนโยบาย EV 3.5 และความสำเร็จของมาตรการ EV 3.0 ทำให้สามารถคาดการณ์ถึงรูปแบบของมาตรการที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
หากรัฐบาลตัดสินใจที่จะออกมาตรการเพื่อกระตุ้นฝั่งผู้ซื้อ รูปแบบที่เป็นไปได้อาจมีลักษณะคล้ายคลึงกับมาตรการที่เคยใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า คือ:
- การให้เงินอุดหนุนโดยตรง (Subsidy): รัฐอาจให้เงินอุดหนุนเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนต่อการซื้อ E-Bike หนึ่งคัน ซึ่งจะช่วยลดราคาจำหน่ายลงได้ทันที ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
- การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: มาตรการนี้จะอนุญาตให้ผู้ที่ซื้อ E-Bike สามารถนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีประจำปีได้ตามวงเงินที่กำหนด ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีฐานภาษี
การจะเลือกใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือผสมผสานกันนั้น ขึ้นอยู่กับการประเมินผลกระทบด้านงบประมาณและความเหมาะสมของรัฐบาลในขณะนั้น แต่ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่จะทำให้ราคา E-Bike เข้าถึงง่ายขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลายในที่สุด
เปรียบเทียบมาตรการสนับสนุนระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของการสนับสนุน E-Bike ภายใต้นโยบายของรัฐบาลไทย สามารถเปรียบเทียบสถานะของมาตรการระหว่างฝั่งผู้ผลิตและฝั่งผู้บริโภคได้ดังตารางต่อไปนี้
| คุณลักษณะ | ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ (ตามประกาศ บีโอไอ) | ผู้บริโภคทั่วไป (คาดการณ์/ยังไม่มีประกาศ) |
|---|---|---|
| ประเภทสิทธิประโยชน์ | ลดหย่อน/ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล, ลดภาษีนำเข้าและสรรพสามิต | ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ เงินอุดหนุนโดยตรง |
| เป้าหมายหลัก | กระตุ้นการลงทุนและการผลิตในประเทศ สร้างฐานอุตสาหกรรม EV | ส่งเสริมการใช้งาน ลดภาระค่าใช้จ่าย และกระตุ้นตลาดในประเทศ |
| สถานะปัจจุบัน | มีผลบังคับใช้แล้วภายใต้กรอบนโยบาย EV 3.5 (ปี 2567-2570) | อยู่ในระหว่างการพิจารณาและยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ |
| หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ), กระทรวงอุตสาหกรรม | กระทรวงการคลัง, กรมสรรพากร, กระทรวงพลังงาน |
บริบทมาตรการภาษีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในปี 2569
นอกเหนือจากนโยบายที่มุ่งเป้ามายัง E-Bike โดยตรงแล้ว การเปลี่ยนแปลงของมาตรการภาษีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจก็เป็นปัจจัยแวดล้อมที่น่าสนใจและช่วยให้เห็นภาพรวมของทิศทางนโยบายรัฐบาลได้ดียิ่งขึ้น
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ PHEV
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป จะมีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ใหม่ โดยรถยนต์ที่สามารถวิ่งด้วยโหมดไฟฟ้าได้ไกลกว่า 80 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) จะเสียภาษีในอัตรา 5% ในขณะที่รถยนต์ที่วิ่งได้ต่ำกว่า 80 กิโลเมตร จะเสียภาษีในอัตรา 10% การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐที่จะส่งเสริมยานยนต์ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงขึ้น และอาจเป็นต้นแบบในการกำหนดเงื่อนไขสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ในอนาคต
สถานะโครงการลดหย่อนภาษีเพื่อการบริโภค
โครงการกระตุ้นการบริโภคผ่านการลดหย่อนภาษี เช่น “ช้อปดีมีคืน” หรือ “Easy E-Receipt” ที่เคยมีในปีก่อน ๆ ได้ถูกยกเลิกไปในปี 2569 เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลและนโยบายด้านเศรษฐกิจ นอกจากนี้ โดยปกติแล้วสินค้าประเภทรถจักรยานยนต์มักจะไม่อยู่ในข่ายของโครงการเหล่านี้อยู่แล้ว ดังนั้น การคาดหวังว่าจะสามารถใช้สิทธิ์จากโครงการลักษณะนี้ในการซื้อ E-Bike จึงมีความเป็นไปได้น้อยมาก
มาตรการลดหย่อนภาษีจากการลงทุน
ในปี 2569 มีข้อเสนอเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนใหม่ เช่น การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (RMF) หรือกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ESG Fund) ซึ่งคาดว่าจะให้วงเงินลดหย่อนสูงสุดถึง 800,000 บาท อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้เป็นการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการลดหย่อนภาษีจากการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจักรยานไฟฟ้าแต่อย่างใด
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีมาตรการลดหย่อนภาษี E-Bike สำหรับผู้ซื้อ
แม้จะยังเป็นเพียงการคาดการณ์ แต่หากภาครัฐตัดสินใจอนุมัติมาตรการสนับสนุนฝั่งผู้ซื้อ E-Bike จริง จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ทั้งต่อผู้บริโภค สังคม และอุตสาหกรรมโดยรวม
ด้านราคาและการตัดสินใจซื้อ
ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ราคาจำหน่ายของ E-Bike จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น การลดลงของราคาจะช่วยทลายกำแพงด้านการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มองหาทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังลังเลเนื่องจากราคาสินค้าที่สูงกว่าจักรยานทั่วไป ตลาด E-Bike จะขยายตัวจากกลุ่มผู้ใช้งานเฉพาะ (Niche Market) ไปสู่ตลาดมวลชน (Mass Market) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ด้านสิ่งแวดล้อมและการจราจรในเมือง
การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้งาน E-Bike จะส่งผลดีโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นยานพาหนะที่ไม่ปล่อยมลพิษทางอากาศและมีเสียงรบกวนต่ำ ช่วยลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขตเมือง นอกจากนี้ การเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาเป็น E-Bike สำหรับการเดินทางระยะใกล้ ยังสามารถช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรที่ติดขัด ลดความต้องการพื้นที่จอดรถ และส่งเสริมให้เมืองน่าอยู่มากขึ้น
ด้านการเติบโตของอุตสาหกรรมในประเทศ
อุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากฝั่งผู้บริโภค จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้มาตรการส่งเสริมการผลิตของ บีโอไอ เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง ผู้ผลิตจะมีความมั่นใจในการลงทุนขยายกำลังการผลิต เกิดการจ้างงานในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบและการจัดจำหน่าย ซึ่งจะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรม E-Bike ของไทยเติบโตอย่างยั่งยืนและครบวงจร
บทสรุปและแนวโน้มสำหรับอนาคตของ E-Bike ในไทย
โดยสรุปแล้ว สถานการณ์เกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษี E-Bike ปี 2569 มีความชัดเจนในฝั่งของการส่งเสริมการผลิตภายใต้นโยบาย EV 3.5 ซึ่งเป็นการวางรากฐานที่สำคัญให้กับอุตสาหกรรม ในขณะที่มาตรการสำหรับผู้บริโภคทั่วไปยังคงเป็นสิ่งที่ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ทิศทางนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการเป็นศูนย์กลาง EV ของภูมิภาค ทำให้โอกาสที่จะมีข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike ในอนาคตอันใกล้นี้ยังคงเปิดกว้างอยู่เสมอ
ผู้ที่สนใจควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เช่น ประกาศจากกระทรวงการคลัง กรมสรรพากร หรือคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสและสิทธิประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเตรียมความพร้อมและศึกษาข้อมูลไว้ล่วงหน้า จะทำให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าที่สุดเมื่อมาตรการถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการ
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและ E-Bike คุณภาพเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
ไม่ว่ามาตรการภาครัฐจะเป็นอย่างไร การเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าถือเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ทั้งสำหรับสุขภาพของคุณและสิ่งแวดล้อม สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike คุณภาพ ที่ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่
สามารถเข้ามาเลือกชมสินค้าและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ร้าน หรือติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์
- ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

