รัฐหนุน EV! E-Bike จะได้ลดหย่อนภาษี-เงินอุดหนุนหรือไม่?
ท่ามกลางกระแสความสำเร็จของนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าภาครัฐ คำถามที่หลายคนสงสัยคือ รัฐหนุน EV! E-Bike จะได้ลดหย่อนภาษี-เงินอุดหนุนหรือไม่? บทความนี้จะวิเคราะห์สถานะปัจจุบันของจักรยานไฟฟ้าในมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ รวมถึงแนวโน้มและโอกาสที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่ายานพาหนะสองล้อไฟฟ้าจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายเหล่านี้หรือไม่
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตา
- มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐในปัจจุบัน เช่น EV 3.0 และ EV 3.5 มุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เป็นหลัก ทั้งในด้านเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษี
- ยังไม่มีการประกาศมาตรการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนที่ระบุเฉพาะสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ
- โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2569 จะเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวณจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก แต่ยังต้องรอประกาศรายละเอียดที่ชัดเจนจากกระทรวงการคลัง
- เป้าหมายหลักของนโยบายคือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในระดับโลก โดยเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมรถยนต์
- อนาคตของ E-Bike ในการได้รับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐขึ้นอยู่กับการประกาศนโยบายเพิ่มเติม ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ภาพรวมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระดับภูมิภาค ผ่านการออกมาตรการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของตลาด EV ทั้งในฝั่งอุปสงค์และอุปทาน
เป้าหมายและทิศทางของมาตรการ EV
นโยบายหลัก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นโยบาย EV 4.0” มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้งานและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างครบวงจร ตั้งแต่การนำเข้า การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงการประกอบเป็นยานยนต์สำเร็จรูป มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของโลก สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค และลดการปล่อยมลพิษเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
ทิศทางของนโยบายมุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินอุดหนุนเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดในช่วงเริ่มต้น ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนไปสู่กลไกตลาดที่ยั่งยืนในระยะยาว
ใครคือผู้ได้รับประโยชน์หลักในปัจจุบัน
จากข้อมูลมาตรการที่ประกาศออกมาจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงและชัดเจนที่สุดคือกลุ่มผู้ผลิตและผู้บริโภครถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle: BEV) โดยเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะไฟฟ้า มาตรการต่างๆ ได้กำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติที่สอดคล้องกับยานยนต์สี่ล้อเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ราคาจำหน่ายของรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และกระตุ้นยอดขายให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา
เจาะลึกมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5: เน้นรถยนต์เป็นหลัก
มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟสแรก (EV 3.0) และเฟสต่อเนื่อง (EV 3.5) ถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยคึกคักอย่างเห็นได้ชัด โดยมีรายละเอียดของสิทธิประโยชน์ที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มรถยนต์เป็นหลัก ดังนี้
เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (BEV)
ภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อมอบเงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไข เพื่อช่วยลดภาระด้านราคาและจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
- รถยนต์นั่ง (Passenger Cars): สำหรับรถยนต์ BEV ที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับเงินอุดหนุนตั้งแต่ 50,000 ถึง 100,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับปีที่เข้าร่วมมาตรการและขนาดของแบตเตอรี่
- รถกระบะ (Pickup Trucks): สำหรับรถกระบะ BEV ที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อคัน
เงินอุดหนุนเหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปภายในมากขึ้น และเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการยอมรับในวงกว้าง
สิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพสามิต
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนแล้ว การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือหลักในการส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลได้ประกาศลดอัตราภาษีสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
อัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศถูกปรับลดลงเหลือเพียง 2% จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 8% ซึ่งการลดหย่อนภาษีนี้มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ผู้ผลิตต้องปฏิบัติตาม เช่น การลงทุนในประเทศ และการผลิตรถยนต์เพื่อชดเชยจำนวนที่นำเข้ามาจำหน่ายในอัตราส่วนที่กำหนด (เช่น 1:1 หรือ 1:1.5) ภายในกรอบเวลาที่ขยายไปจนถึงปี พ.ศ. 2575 มาตรการทางภาษีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนของผู้ผลิต แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างฐานการผลิต EV ในระยะยาว
| ประเภทมาตรการ | รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุนโดยตรง | มี (50,000 – 100,000 บาท/คัน ภายใต้เงื่อนไข) | ไม่มีข้อมูล/ยังไม่มีการประกาศ |
| การลดหย่อนภาษีสรรพสามิต | ลดเหลือ 2% สำหรับการผลิตในประเทศ | ไม่มีข้อมูล/ยังไม่มีการระบุอัตราที่ชัดเจน |
| ความชัดเจนในนโยบาย | ระบุชัดเจนในมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 | ยังไม่มีการระบุรายละเอียดเฉพาะเจาะจง |
สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในนโยบายรัฐบาล
ในขณะที่มาตรการสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ามีความชัดเจนและถูกบังคับใช้แล้ว คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่คือ รัฐหนุน EV! E-Bike จะได้ลดหย่อนภาษี-เงินอุดหนุนหรือไม่? ซึ่งสถานะปัจจุบันยังคงมีความคลุมเครือ
ความชัดเจนในมาตรการปัจจุบัน
จากการตรวจสอบเอกสารและประกาศเกี่ยวกับมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ไม่พบข้อความที่ระบุถึงการให้เงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง แม้ว่าในร่างกฎกระทรวงบางฉบับจะมีการกำหนดกรอบกว้างๆ ที่ครอบคลุมทั้ง “รถยนต์” และ “รถจักรยานยนต์” แต่ในทางปฏิบัติ รายละเอียดของสิทธิประโยชน์ที่ประกาศออกมานั้นมุ่งเน้นไปที่ยานยนต์สี่ล้อเป็นหลัก
ดังนั้น ณ ปัจจุบัน สามารถสรุปได้ว่ายังไม่มีมาตรการสนับสนุนทางการเงินหรือทางภาษีที่ชัดเจนสำหรับผู้ซื้อหรือผู้ผลิต E-Bike ในประเทศไทย ทำให้ราคาจักรยานไฟฟ้ายังคงเป็นไปตามกลไกตลาดปกติ โดยไม่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายส่งเสริม EV ของรัฐบาล
โครงสร้างภาษีใหม่ปี 2569 และความหวังของ E-Bike
อย่างไรก็ตาม ความหวังสำหรับตลาด E-Bike ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว เนื่องจากรัฐบาลได้อนุมัติการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ใหม่ทั้งระบบ ซึ่งมีกำหนดบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้คือการเปลี่ยนเกณฑ์การคำนวณภาษีจากเดิมที่อิงตามขนาดความจุกระบอกสูบของเครื่องยนต์ ไปเป็นการอิงตามปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แทน
หลักการนี้เปิดโอกาสให้ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท รวมถึง E-Bike ซึ่งไม่มีการปล่อย CO2 จากการใช้งานโดยตรง ได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีที่ต่ำ อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีที่แน่นอนสำหรับ E-Bike ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ยังคงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาจากกระทรวงการคลัง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางของภาครัฐต่อยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อในอนาคต
วิเคราะห์แนวโน้มและโอกาสในอนาคต
แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจน แต่มีปัจจัยหลายประการที่อาจผลักดันให้รัฐบาลพิจารณาขยายนโยบายสนับสนุนมาสู่ตลาด E-Bike ในอนาคต
ปัจจัยสนับสนุนการขยายนโยบายสู่ E-Bike
- การเข้าถึงของประชากรส่วนใหญ่: จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ามีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ารถยนต์ไฟฟ้ามาก จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับประชาชนในวงกว้าง สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและยกระดับคุณภาพชีวิตได้
- การแก้ปัญหาจราจรและมลพิษในเมือง: การส่งเสริมให้คนหันมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กสามารถช่วยลดความหนาแน่นของการจราจรในเขตเมือง และลดปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ศักยภาพในการเป็นฐานการผลิต: ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิต E-Bike เพื่อส่งออกไปยังตลาดโลก การมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนจะช่วยดึงดูดการลงทุนและสร้างงานในอุตสาหกรรมนี้ได้
- การต่อยอดความสำเร็จจากนโยบายรถยนต์: หลังจากที่นโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าประสบความสำเร็จ การขยายผลมาสู่ยานยนต์สองล้อจะเป็นก้าวต่อไปที่สมเหตุสมผลในการสร้างระบบนิเวศ EV ที่สมบูรณ์
ความท้าทายและสิ่งที่ต้องจับตามอง
ความท้าทายหลักคือการกำหนดนิยาม มาตรฐาน และประเภทของ E-Bike ที่จะเข้าข่ายได้รับการสนับสนุนให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสนและให้สิทธิประโยชน์เป็นไปอย่างตรงจุด นอกจากนี้ ลำดับความสำคัญของภาครัฐที่ยังคงมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมรถยนต์ขนาดใหญ่อาจทำให้การพิจารณานโยบายสำหรับ E-Bike ต้องใช้เวลามากขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องติดตามคือการประกาศรายละเอียดของโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะมีผลในปี 2569 และการประชุมของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ในครั้งต่อๆ ไป ซึ่งอาจมีการพิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากรถยนต์
บทสรุป: ทิศทางของ E-Bike ในประเทศไทย
โดยสรุป สำหรับคำถามที่ว่า รัฐหนุน EV! E-Bike จะได้ลดหย่อนภาษี-เงินอุดหนุนหรือไม่? คำตอบ ณ ปัจจุบันคือ “ยังไม่มี” มาตรการสนับสนุนโดยตรงที่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ นโยบาย EV ของภาครัฐยังคงให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอันดับแรกเพื่อสร้างฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอนาคตยังคงเปิดกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการบังคับใช้โครงสร้างภาษีใหม่ในปี 2569 ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ราคาจักรยานไฟฟ้าถูกลงและเข้าถึงง่ายขึ้น ผู้ที่สนใจซื้อ E-Bike จึงควรติดตามข่าวสารจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสและสิทธิประโยชน์ที่อาจมีขึ้นในอนาคต
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์
แม้จะยังไม่มีมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ แต่การเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับผู้ที่มองหายานพาหนะไฟฟ้าสองล้อคุณภาพสูง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์การใช้งาน
สามารถเข้ามาเลือกชมสินค้าจริงและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
หรือติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่:
FACEBOOK PAGE
LINE
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม

