นโยบาย EV: จักรยานไฟฟ้าได้เงินอุดหนุนจากรัฐหรือไม่?
- ภาพรวมมาตรการสนับสนุน EV และจักรยานไฟฟ้า
- เงื่อนไขหลักในการขอรับเงินอุดหนุนจักรยานไฟฟ้า 10,000 บาท
- ขั้นตอนและข้อกำหนดทางกฎหมายสำหรับการจดทะเบียน
- สถานะล่าสุดของนโยบายและทิศทางตลาดในอนาคต
- บทสรุป: โอกาสและความคุ้มค่าในการเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้า
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินอุดหนุนจักรยานไฟฟ้า
- วางแผนการซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
ท่ามกลางกระแสความนิยมยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่ผู้บริโภคจำนวนมากสงสัยคือ นโยบาย EV: จักรยานไฟฟ้าได้เงินอุดหนุนจากรัฐหรือไม่? ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากจักรยานและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากลายเป็นทางเลือกการเดินทางที่สำคัญในชีวิตประจำวันของคนเมือง บทความนี้จะให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขและรายละเอียดของมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถวางแผนการซื้อได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด
ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ
- จักรยานไฟฟ้า หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV Bike) ที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด สามารถรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลได้ 10,000 บาทต่อคัน ภายใต้นโยบาย EV 3.5
- เงื่อนไขสำคัญที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ราคารถต้องไม่เกิน 150,000 บาท, ขนาดแบตเตอรี่ต้องไม่ต่ำกว่า 3 kWh และต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย
- จักรยานไฟฟ้าที่จะได้รับสิทธิ์ต้องสามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ ซึ่งหมายความว่าต้องมีกำลังมอเตอร์และความเร็วสูงสุดตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
- นโยบายมุ่งเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ แม้ว่าต้นทุนการผลิตชิ้นส่วนในไทยอาจสูงกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ
- มาตรการสนับสนุนนี้ไม่ได้ครอบคลุมจักรยานไฟฟ้าขนาดเล็ก (e-bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังมอเตอร์ต่ำกว่า 250 วัตต์ ซึ่งไม่เข้าข่ายการจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์
การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลไทยที่มุ่งลดการปล่อยมลพิษและขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ มาตรการ EV 3.5 ซึ่งเป็นเฟสต่อเนื่อง ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ เช่น จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ก็เป็นกลุ่มที่ผู้คนให้ความสนใจไม่แพ้กัน เนื่องจากความคล่องตัวและราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า ดังนั้น การทำความเข้าใจว่ายานพาหนะประเภทนี้ได้รับสิทธิประโยชน์จากนโยบายดังกล่าวหรือไม่จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดในการเดินทาง
ภาพรวมมาตรการสนับสนุน EV และจักรยานไฟฟ้า
ภายใต้นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าเฟส 3.5 หรือ “EV 3.5” ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป รัฐบาลได้ขยายขอบเขตการสนับสนุนให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ มากขึ้น ซึ่งรวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “จักรยานไฟฟ้า” หรือ “EV Bike” ที่สามารถจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย
วัตถุประสงค์หลักของนโยบายนี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังมุ่งเป้าไปที่การสร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่งภายในประเทศ ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค ดังนั้น มาตรการอุดหนุนจึงถูกออกแบบมาให้เชื่อมโยงกับเงื่อนไขการผลิตในประเทศอย่างชัดเจน
สำหรับผู้บริโภค การสนับสนุนจากภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อยานพาหนะ ทำให้ราคาของจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถแข่งขันกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในได้มากขึ้น สิ่งนี้เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ตลาดรถสองล้อไฟฟ้าเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เงื่อนไขหลักในการขอรับเงินอุดหนุนจักรยานไฟฟ้า 10,000 บาท
เพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 10,000 บาทต่อคัน จักรยานไฟฟ้าหรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติกำหนดไว้ ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมรถที่มีคุณภาพและสนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศเป็นหลัก โดยสามารถสรุปเงื่อนไขสำคัญได้ดังนี้
คุณสมบัติด้านราคาและขนาดแบตเตอรี่
ปัจจัยด้านราคาและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่เป็นเกณฑ์แรกที่ใช้ในการคัดกรองรุ่นรถที่จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ
- ราคาจำหน่ายปลีก: ตัวรถจะต้องมีราคาจำหน่ายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) เพื่อให้เป็นยานพาหนะที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
- ขนาดแบตเตอรี่: ต้องมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่บ่งบอกถึงระยะทางวิ่งที่เหมาะสมต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน และเป็นมาตรฐานที่สูงกว่าจักรยานไฟฟ้าขนาดเล็กทั่วไป
ตัวอย่างเช่น หากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นหนึ่งมีราคาเต็มอยู่ที่ 62,900 บาท และมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขทุกประการ เมื่อเข้าร่วมโครงการ ผู้ซื้อจะได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาท ทำให้ราคาที่ต้องชำระจริงลดลง ซึ่งอาจรวมกับส่วนลดอื่นๆ จากผู้ผลิต ทำให้ราคาสุทธิลดลงเหลือประมาณ 43,640 บาท เป็นต้น
ข้อกำหนดสำคัญด้านการผลิตในประเทศ
หัวใจสำคัญของมาตรการ EV 3.5 คือการส่งเสริมการผลิตในประเทศ (Localization) ดังนั้น จักรยานไฟฟ้าที่จะได้รับเงินอุดหนุนจะต้องเป็นรุ่นที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งคล้ายคลึงกับมาตรการที่ใช้กับรถกระบะไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ที่กำหนดให้ผู้ผลิตต้องมีการลงทุนตั้งโรงงานประกอบในประเทศ และอาจมีเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) เพิ่มเติมในอนาคต
ข้อกำหนดนี้มีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตทั้งรายเดิมและรายใหม่ สร้างงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าให้กับบุคลากรชาวไทย ซึ่งจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศในระยะยาว
| เงื่อนไข | รายละเอียดข้อกำหนด | เหตุผลของนโยบาย |
|---|---|---|
| ประเภทรถ | รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV Bike) | ส่งเสริมยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อที่ใช้งานได้จริง |
| เงินอุดหนุน | 10,000 บาทต่อคัน | ลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ |
| ราคาจำหน่าย | ไม่เกิน 150,000 บาท | เพื่อให้เป็นยานพาหนะที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย |
| ขนาดแบตเตอรี่ | 3 kWh ขึ้นไป | รับประกันระยะทางวิ่งและประสิทธิภาพการใช้งาน |
| แหล่งผลิต | ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น | สร้างฐานการผลิตและส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ |
ขั้นตอนและข้อกำหนดทางกฎหมายสำหรับการจดทะเบียน
การได้รับเงินอุดหนุนมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการที่รถจักรยานไฟฟ้าคันนั้นต้องสามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหมายความว่ารถรุ่นนั้นๆ จะถูกจัดอยู่ในประเภท “รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล” ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงจักรยานไฟฟ้าขนาดเล็กที่ไม่ต้องจดทะเบียน ดังนั้น ผู้ซื้อควรตรวจสอบคุณสมบัติด้านเทคนิคของรถให้ดีก่อนตัดสินใจ
สเปคขั้นต่ำที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด
เพื่อให้จักรยานไฟฟ้าสามารถจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้ จะต้องมีคุณสมบัติทางเทคนิคขั้นต่ำตามที่กรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนดไว้ ดังนี้:
- กำลังมอเตอร์ไฟฟ้า: ต้องมีกำลังขับเคลื่อนไม่ต่ำกว่า 250 วัตต์ (หรือ 0.25 กิโลวัตต์) ซึ่งเป็นเกณฑ์พื้นฐานที่ทำให้รถมีพละกำลังเพียงพอต่อการใช้งานบนท้องถนนอย่างปลอดภัย
- ความเร็วสูงสุด: ต้องสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ไม่ต่ำกว่า 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้สามารถใช้ความเร็วร่วมกับกระแสการจราจรทั่วไปได้
- เอกสารประกอบ: ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องมีเอกสารรับรองที่จำเป็นครบถ้วน เช่น หนังสือรับรองการจำหน่าย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นขอจดทะเบียน
จักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้ เช่น มีกำลังมอเตอร์ต่ำกว่า 250 วัตต์ หรือทำความเร็วสูงสุดได้ไม่ถึง 45 กม./ชม. จะไม่สามารถนำไปจดทะเบียนได้ และส่งผลให้ไม่เข้าข่ายได้รับเงินอุดหนุนจากนโยบาย EV 3.5
การจดทะเบียนเพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์
นอกจากการใช้งานส่วนบุคคลแล้ว นโยบายยังเปิดโอกาสให้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย โดยมีข้อกำหนดเพิ่มเติมเล็กน้อย สำหรับรถรุ่นที่มีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 4,000 วัตต์ (4 kW) สามารถนำไปจดทะเบียนเป็นรถจักรยานยนต์สาธารณะ (ป้ายเหลือง) ได้ ซึ่งเหมาะสำหรับธุรกิจรับส่งผู้โดยสาร หรือบริการขนส่งอาหารและพัสดุ (Delivery) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
การสนับสนุนนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานในระยะยาวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาธุรกิจสมัยใหม่ที่ใส่ใจต่อความยั่งยืน
ตัวอย่างผู้ผลิตในไทยที่มีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่สามารถจดทะเบียนและเข้าร่วมโครงการได้ เช่น Deco, AJ EV, และ I-Motor ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่รุ่นที่ใช้ในเมืองไปจนถึงรุ่นที่มีสมรรถนะสูง สามารถวิ่งได้ไกล 70-200 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
สถานะล่าสุดของนโยบายและทิศทางตลาดในอนาคต
นโยบาย EV 3.5 มีการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและส่งเสริมอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค
การปรับปรุงมาตรการและผลกระทบต่อตลาด
หนึ่งในการปรับปรุงที่สำคัญคือการขยายระยะเวลาการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ จากเดิมที่กำหนดเส้นตายไว้ช่วงปลายปี ได้มีการขยายเวลาออกไปเป็นเดือนมกราคมของปีถัดไป เพื่อรองรับยอดขายที่มักจะสูงขึ้นในช่วงปลายปี และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อและผู้จำหน่าย
มาตรการเหล่านี้ได้สร้างแรงกระเพื่อมในตลาด EV Bike อย่างชัดเจน โดยสามารถดึงดูดผู้ผลิตรายใหม่ๆ ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย และกระตุ้นให้ผู้ผลิตรายเดิมขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ความท้าทายด้านต้นทุนการผลิตและชิ้นส่วน
แม้ว่านโยบายจะประสบความสำเร็จในการกระตุ้นตลาด แต่ก็ยังมีความท้าทายอยู่บ้าง โดยเฉพาะในด้านต้นทุนการผลิต จากข้อมูลพบว่าชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทยยังมีต้นทุนสูงกว่าชิ้นส่วนที่นำเข้าจากประเทศจีนประมาณ 10-15% ซึ่งเป็นโจทย์ที่ผู้ผลิตต้องบริหารจัดการเพื่อให้ราคาสุดท้ายของผลิตภัณฑ์ยังคงแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว การสร้างระบบนิเวศของซัพพลายเชนในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น จะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรติดตามประกาศจากหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากรายละเอียดของนโยบายอาจมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดโลก
บทสรุป: โอกาสและความคุ้มค่าในการเลือกซื้อจักรยานไฟฟ้า
โดยสรุปแล้ว คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า “นโยบาย EV: จักรยานไฟฟ้าได้เงินอุดหนุนจากรัฐหรือไม่?” คือ “ใช่ แต่ต้องเป็นจักรยานไฟฟ้าที่เข้าข่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าตามกฎหมายและมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขของโครงการ EV 3.5” ซึ่งประกอบด้วยการเป็นรถที่ผลิตในประเทศ ราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีแบตเตอรี่ขนาด 3 kWh ขึ้นไป โดยจะได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาท
มาตรการนี้ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ที่กำลังมองหายานพาหนะสองล้อที่ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีค่าบำรุงรักษาต่ำ การสนับสนุนจากภาครัฐช่วยให้ราคาของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามีความน่าสนใจและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลของรถแต่ละรุ่นอย่างละเอียด ทั้งในด้านคุณสมบัติทางเทคนิคเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถจดทะเบียนได้ และสอบถามกับผู้จำหน่ายโดยตรงเพื่อยืนยันสิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการอุดหนุนของภาครัฐ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเงินอุดหนุนจักรยานไฟฟ้า
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นี่คือคำตอบสำหรับคำถามที่พบบ่อยบางส่วนเกี่ยวกับนโยบายนี้
จักรยานไฟฟ้าทุกรุ่นได้รับเงินอุดหนุนหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกรุ่น จักรยานไฟฟ้าขนาดเล็ก (e-bike) ที่มีกำลังมอเตอร์ต่ำกว่า 250 วัตต์ หรือทำความเร็วสูงสุดได้ไม่ถึง 45 กม./ชม. ซึ่งไม่ต้องจดทะเบียน จะไม่เข้าข่ายได้รับเงินอุดหนุน สิทธิ์นี้สงวนไว้สำหรับ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์และสามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้เท่านั้น
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเข้าร่วมโครงการได้หรือไม่?
สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสามารถเข้าร่วมโครงการได้ หากมีคุณสมบัติทางเทคนิคครบถ้วนตามข้อกำหนดของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เช่น มีกำลังมอเตอร์เพียงพอ มีความเร็วสูงสุดตามเกณฑ์ และสามารถยื่นขอจดทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงต้องเป็นรุ่นที่ผลิตในประเทศและมีราคาตามที่กำหนด
ต้องทำอย่างไรหากต้องการซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิ์?
ผู้ซื้อควรเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบรายชื่อรุ่นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายที่น่าเชื่อถือ จากนั้นให้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการรับสิทธิ์เงินอุดหนุนโดยตรงที่โชว์รูม ซึ่งโดยปกติแล้ว ส่วนลดจากเงินอุดหนุนจะถูกหักจากราคาขาย ณ จุดจำหน่าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ซื้อ
วางแผนการซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายภาครัฐ การเลือกซื้อจากผู้จำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญและมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญ
ที่ GIANT Shopping Mall มีจักรยานไฟฟ้าทุกประเภทให้เลือกสรร ทั้งสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทาง พร้อมทีมงานที่สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับรุ่นที่เหมาะสมและข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุนต่างๆ เพื่อให้การตัดสินใจซื้อของคุณคุ้มค่าที่สุด
สามารถเข้ามาชมสินค้าจริงและรับคำปรึกษาได้ที่ร้าน หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ FACEBOOK PAGE หรือ LINE
- ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- วันและเวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
