รัฐหนุน EV! E-Bike จะได้ส่วนลดเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าไหม?
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุน EV สำหรับ E-Bike
- ภาพรวมนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของไทย: จากอดีตสู่ปัจจุบัน
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: E-Bike จะได้รับส่วนลดเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าไหม?
- เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5
- ผลกระทบของนโยบายรัฐต่อตลาด E-Bike และภาพรวมอุตสาหกรรม EV
- ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ E-Bike ภายใต้มาตรการรัฐ
- สรุปทิศทางอนาคตของ E-Bike และนโยบาย EV ไทย
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เหมาะสม
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก นโยบายส่งเสริมจากภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ ในประเทศไทย คำถามที่ว่า รัฐหนุน EV! E-Bike จะได้ส่วนลดเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าไหม? ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะจากผู้ที่มองหายานพาหนะทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟสล่าสุด หรือ EV 3.5 ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนว่า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐจริง แต่มาพร้อมกับเงื่อนไขและวงเงินอุดหนุนที่แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนถึงเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของภาครัฐที่มุ่งเน้นการสร้างฐานการผลิตในประเทศควบคู่ไปกับการกระตุ้นตลาด
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการสนับสนุน EV สำหรับ E-Bike
- E-Bike ได้รับเงินอุดหนุน: ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ที่มีผลบังคับใช้ในปี 2568 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 10,000 บาทต่อคัน
- เงื่อนไขเฉพาะ: การได้รับสิทธิ์ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดที่กรมสรรพสามิตประกาศ คือ ตัวรถต้องมีราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป
- ความแตกต่างจากรถยนต์ EV: วงเงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike น้อยกว่ารถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งได้รับสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อคัน สะท้อนถึงโครงสร้างราคาและขนาดแบตเตอรี่ที่แตกต่างกัน
- เป้าหมายหลักคือการผลิตในประเทศ: มาตรการ EV 3.5 ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการตั้งฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว
- ผลกระทบต่อราคา: แม้เงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike จะไม่สูงเท่ารถยนต์ แต่ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคและทำให้ราคาเข้าถึงง่ายขึ้น ในขณะที่ตลาดรถยนต์ EV โดยรวมมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้นหลังสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0
ภาพรวมนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของไทย: จากอดีตสู่ปัจจุบัน
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ การเปลี่ยนผ่านจากมาตรการ EV 3.0 ไปสู่ EV 3.5 ในปี 2568 ไม่ใช่เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนตัวเลขเงินอุดหนุน แต่เป็นการปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอย่างแท้จริง การทำความเข้าใจบริบทและเป้าหมายของนโยบายเหล่านี้จะช่วยให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าเหตุใด E-Bike จึงถูกรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสนับสนุน และทิศทางของตลาดในอนาคตจะเป็นอย่างไร
ความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า
รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีแหล่งกำเนิดสำคัญมาจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สันดาปภายใน การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงที่ถูกนำมาใช้ มาตรการ EV 3.0 ที่เริ่มใช้ก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการกระตุ้นความต้องการของตลาด ทำให้จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ดังนั้น มาตรการ EV 3.5 จึงถูกออกแบบมาเพื่อต่อยอดความสำเร็จ โดยมีเป้าหมายที่ลึกซึ้งกว่าเดิม คือการดึงดูดการลงทุนและสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นภายในประเทศ ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ไปจนถึงการประกอบตัวรถ
ใครคือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้
นโยบายสนับสนุน EV ส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลายภาคส่วน ตั้งแต่ผู้บริโภคที่กำลังมองหายานพาหนะที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงผู้ประกอบการและค่ายรถยนต์ที่ต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของภาครัฐ โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านการผลิตในประเทศ นอกจากนี้ ยังรวมถึงอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่ต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการผลิตรถ EV และภาคพลังงานที่ต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จ ให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น การที่นโยบายครอบคลุมถึง รถไฟฟ้าสองล้อ อย่าง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ยังเป็นการขยายฐานผู้ได้รับประโยชน์ไปสู่กลุ่มผู้ใช้งานในเมืองที่ต้องการความคล่องตัวในการเดินทางระยะสั้นถึงปานกลางอีกด้วย
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: E-Bike จะได้รับส่วนลดเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าไหม?
คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วภายใต้มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ซึ่งครอบคลุมระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2567-2570) โดยมาตรการนี้ได้ขยายขอบเขตการสนับสนุนให้ครอบคลุมยานพาหนะไฟฟ้าหลากหลายประเภทยิ่งขึ้น รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่สนใจยานพาหนะประเภทนี้
คำตอบที่ชัดเจน: E-Bike ได้รับเงินอุดหนุน
ภายใต้กรอบของมาตรการ EV 3.5 รัฐบาลได้จัดสรรเงินอุดหนุนสำหรับผู้ที่ซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและมีคุณสมบัติตามที่กำหนด การให้สิทธิประโยชน์นี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปมาสู่ระบบไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศในเขตเมืองได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ผลิตหันมาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยมากขึ้น
มาตรการ EV 3.5 ให้เงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป เป็นจำนวนเงินสูงสุด 10,000 บาทต่อคัน โดยต้องเป็นรถที่ได้รับการอนุมัติจากกรมสรรพสามิต
เงื่อนไขและข้อกำหนดสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
เพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 10,000 บาทต่อคัน ผู้ซื้อและผู้ผลิตจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด ดังนี้:
- ราคาขายปลีกแนะนำ: ตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะต้องมีราคาไม่เกิน 150,000 บาท
- ขนาดความจุแบตเตอรี่: ต้องมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
- ผู้ผลิตที่เข้าร่วมโครงการ: ต้องเป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่ได้รับการอนุมัติจากกรมสรรพสามิต และมีแผนการผลิตในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าตามอัตราส่วนที่กำหนด (เช่น นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตชดเชย 2-3 คัน ภายในปี 2569-2570)
เงื่อนไขเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองยานพาหนะที่มีคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย และที่สำคัญคือเพื่อผลักดันเป้าหมายหลักของนโยบายในการสร้างฐานการผลิตที่ยั่งยืนในประเทศ
เงินอุดหนุนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น
เพื่อให้เห็นภาพรวมของมาตรการ EV 3.5 อย่างครบถ้วน นอกเหนือจาก E-Bike แล้ว ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ก็ได้รับการสนับสนุนเช่นกัน แต่มีเงื่อนไขและวงเงินที่แตกต่างกันออกไป:
- รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV): สำหรับรถที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาทต่อคัน (กรณีแบตเตอรี่ขนาด 50 kWh ขึ้นไป) และจะได้รับเงินอุดหนุนลดหลั่นลงมาหากขนาดแบตเตอรี่เล็กลง
- รถกระบะไฟฟ้า: สำหรับรถที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาทต่อคัน
จะเห็นได้ว่าโครงสร้างเงินอุดหนุนมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับราคาและขนาดของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของยานยนต์ไฟฟ้า การกำหนดวงเงินที่แตกต่างกันจึงเป็นไปตามสัดส่วนที่เหมาะสม
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5
การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างมาตรการ EV 3.0 ซึ่งกำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2568 และมาตรการ EV 3.5 ที่เข้ามาแทนที่ เป็นสิ่งสำคัญในการประเมินทิศทางของตลาดและผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงการปรับยุทธศาสตร์ของภาครัฐจากการเน้น “กระตุ้นอุปสงค์” ไปสู่การเน้น “สร้างอุปทาน” ภายในประเทศ
การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่สำคัญ
มาตรการ EV 3.5 มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์หลายประการเมื่อเทียบกับ EV 3.0 โดยเฉพาะในส่วนของเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างราคายานยนต์ไฟฟ้าในภาพรวม
| หัวข้อเปรียบเทียบ | มาตรการ EV 3.0 (สิ้นสุดปี 2568) | มาตรการ EV 3.5 (ปี 2567-2570) |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุนรถยนต์นั่ง (BEV) | สูงสุด 150,000 บาท/คัน (ราคา ≤2 ล้านบาท, แบตฯ ≥30 kWh) | สูงสุด 100,000 บาท/คัน (ราคา ≤2 ล้านบาท, แบตฯ ≥50 kWh) |
| เงินอุดหนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) | ไม่ระบุชัดเจนในมาตรการหลัก | สูงสุด 10,000 บาท/คัน (ราคา ≤150,000 บาท, แบตฯ ≥3 kWh) |
| ภาษีสรรพสามิต | ลดเหลือ 2% | 8% (แต่มีการลดหย่อนสำหรับผู้ผลิตในประเทศ) |
| ภาษีนำเข้า (CBU) | ลดเหลือ 0% (สำหรับรถราคา ≤2 ล้านบาท) | ลดหย่อนสูงสุด 40% (สำหรับรถราคา ≤2 ล้านบาท ในปี 2567-2568) |
| เป้าหมายหลักของนโยบาย | กระตุ้นความต้องการและสร้างการยอมรับในตลาด | ส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิตในประเทศ |
ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับราคารถ EV ในอนาคต
การลดลงของเงินอุดหนุนและการกลับมาของอัตราภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตที่สูงขึ้นภายใต้มาตรการ EV 3.5 จะส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน (CBU) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป คาดการณ์ว่าราคารถยนต์ EV อาจปรับขึ้นราว 70,000 ถึง 300,000 บาทต่อคัน ขึ้นอยู่กับรุ่นและผู้ผลิต ซึ่งจะทำให้การแข่งขันในตลาดเปลี่ยนไป ผู้ผลิตที่มีฐานการผลิตในประเทศ (CKD) จะมีความได้เปรียบด้านราคามากขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคอาจต้องพิจารณาปัจจัยด้านราคาอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น
ผลกระทบของนโยบายรัฐต่อตลาด E-Bike และภาพรวมอุตสาหกรรม EV
มาตรการ EV 3.5 ไม่เพียงแต่กำหนดทิศทางของสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ซื้อเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อพลวัตของตลาด ทั้งในกลุ่มรถไฟฟ้าสองล้อและตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวม การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งนี้กำลังจะปรับสมดุลการแข่งขันและพฤติกรรมของผู้บริโภคในระยะต่อไป
แรงกระตุ้นสำหรับตลาดรถไฟฟ้าสองล้อ
ถึงแม้ว่าเงินอุดหนุน 10,000 บาทสำหรับ จักรยานไฟฟ้า ลดหย่อนภาษี หรือ E-Bike อาจดูไม่สูงนักเมื่อเทียบกับรถยนต์ แต่เมื่อพิจารณาจากฐานราคาของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่เกิน 150,000 บาท ส่วนลดดังกล่าวถือว่ามีนัยสำคัญและสามารถเป็นแรงจูงใจที่ทรงพลังสำหรับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี คาดว่ามาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายในกลุ่ม รถไฟฟ้าสองล้อ ให้เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ส่งเสริมให้ผู้คนหันมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้าสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการลดมลพิษในเขตเมือง นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
พลวัตของสงครามราคาในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีการแข่งขันด้านราคากันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะจากค่ายรถยนต์สัญชาติจีนที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การสิ้นสุดลงของมาตรการ EV 3.0 และการลดทอนสิทธิประโยชน์ใน EV 3.5 ทำให้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เห็นได้จากงานแสดงยานยนต์ Motor Show 2025 ที่สงครามราคาเริ่มชะลอตัวลง ผู้ประกอบการหลายค่ายเริ่มปรับกลยุทธ์โดยหันมาเน้นที่การสร้างแบรนด์ การนำเสนอเทคโนโลยี และการบริการหลังการขายมากขึ้น แทนที่จะแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดกำลังเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น และผู้ผลิตที่สามารถสร้างฐานการผลิตในประเทศได้สำเร็จจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในระยะยาว
สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มที่น่าจับตามอง
ณ ปัจจุบัน มาตรการ EV 3.5 ยังคงมีผลบังคับใช้ และยังไม่มีสัญญาณจากภาครัฐว่าจะมีการพิจารณามาตรการใหม่หรือปรับเปลี่ยนอัตราภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมสำหรับปี 2568 นี้ สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ ความคืบหน้าในการตั้งโรงงานผลิตของผู้ประกอบการแต่ละราย ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของนโยบายนี้ในระยะยาว ผู้บริโภคและผู้ที่สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพสามิต อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรับทราบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับรายชื่อผู้ประกอบการและรุ่นรถที่เข้าร่วมโครงการ
ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ E-Bike ภายใต้มาตรการรัฐ
การได้รับสิทธิ์เงินอุดหนุนจากภาครัฐเป็นโอกาสที่ดีในการเป็นเจ้าของ E-Bike ในราคาที่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่และหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ผู้ที่สนใจ ซื้อ e-bike ควรตรวจสอบข้อมูลและเตรียมความพร้อมในประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้:
- ตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบการ: ไม่ใช่ E-Bike ทุกรุ่นหรือทุกยี่ห้อจะได้รับสิทธิ์เงินอุดหนุน สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบว่าผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าแบรนด์ที่สนใจได้เข้าร่วมโครงการกับกรมสรรพสามิตแล้วหรือไม่ โดยสามารถติดตามข้อมูลได้จากประกาศของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
- คุณสมบัติของตัวรถ: ตรวจสอบสเปกของ E-Bike รุ่นที่ต้องการให้แน่ใจว่าเข้าเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งราคาขายปลีกที่ไม่เกิน 150,000 บาท และขนาดแบตเตอรี่ที่ต้องมีความจุตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป ควรสอบถามข้อมูลเหล่านี้จากผู้จำหน่ายโดยตรงเพื่อความชัดเจน
- ขั้นตอนการขอรับสิทธิ์: โดยทั่วไปแล้ว ส่วนลดเงินอุดหนุนจะถูกหักจากราคาขาย ณ จุดจำหน่ายโดยตรง ผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องดำเนินการยื่นเรื่องด้วยตนเอง แต่ควรสอบถามขั้นตอนและเอกสารที่ต้องใช้จากผู้จำหน่ายให้ชัดเจน เช่น เอกสารยืนยันตัวตน เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบรื่น
- การรับประกันและบริการหลังการขาย: นอกเหนือจากเรื่องเงินอุดหนุนแล้ว ควรพิจารณาถึงนโยบายการรับประกันตัวรถและแบตเตอรี่ รวมถึงความพร้อมของศูนย์บริการและอะไหล่ เพื่อความอุ่นใจในการใช้งานระยะยาว
สรุปทิศทางอนาคตของ E-Bike และนโยบาย EV ไทย
โดยสรุป คำตอบของคำถามที่ว่า รัฐหนุน EV! E-Bike จะได้ส่วนลดเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าไหม? คือ “ใช่” รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้รับการสนับสนุนผ่านเงินอุดหนุนสูงสุด 10,000 บาทต่อคัน ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ นโยบาย EV ไทย ที่มุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ แม้ว่าวงเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะน้อยกว่ามาตรการในอดีตและน้อยกว่ารถยนต์ไฟฟ้า แต่ก็ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับยานพาหนะไฟฟ้าทุกประเภท
ทิศทางในอนาคตของตลาด E-Bike และ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ภาษี และกฎระเบียบต่างๆ จะขึ้นอยู่กับความสำเร็จของมาตรการ EV 3.5 ในการดึงดูดการลงทุนเพื่อตั้งฐานการผลิตในประเทศ หากนโยบายนี้ประสบผลสำเร็จ คาดว่าจะได้เห็น E-Bike ที่ผลิตในไทยมีราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น มีรุ่นให้เลือกหลากหลาย และมีคุณภาพที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าของไทยกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น และ E-Bike ก็คือหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เหมาะสม
หากกำลังพิจารณาซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือมองหายานพาหนะไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางในเมือง ที่ GIANT Shopping Mall มีจักรยานไฟฟ้าหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น E-bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อให้ได้ยานพาหนะที่เหมาะสมที่สุด
สามารถติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโปรโมชั่นล่าสุดได้ที่:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- Line: LINE
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: เปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

