รัฐหนุน E-Bike? ส่องมาตรการลดหย่อนภาษี-เงินอุดหนุน 2568
- สรุปประเด็นสำคัญของมาตรการสนับสนุน E-Bike ปี 2568
- ภาพรวมนโยบาย EV 3.5 กับการขับเคลื่อนตลาดยานยนต์ไฟฟ้า
- เจาะลึกมาตรการอุดหนุน E-Bike ภายใต้ EV 3.5 ในปี 2568
- สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า
- เปรียบเทียบเงินอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ตามมาตรการ EV 3.5
- การปรับปรุงเกณฑ์ล่าสุด: เพิ่มความยืดหยุ่นและส่งเสริมอุตสาหกรรม
- ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและทิศทางอุตสาหกรรม EV ไทย
- บทสรุป: อนาคตของ E-Bike ในประเทศไทย
ประเด็นคำถามที่ว่า รัฐหนุน E-Bike? ส่องมาตรการลดหย่อนภาษี-เงินอุดหนุน 2568 ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ทั้งจากผู้บริโภคที่กำลังมองหายานพาหนะทางเลือกเพื่อลดค่าครองชีพ และกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลไทยได้ให้คำตอบที่ชัดเจนผ่านนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV 3.5 ซึ่งครอบคลุมการสนับสนุนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้งาน ลดการปล่อยมลพิษ และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค
สรุปประเด็นสำคัญของมาตรการสนับสนุน E-Bike ปี 2568
- เงินอุดหนุนโดยตรง: รัฐบาลมอบเงินอุดหนุนสูงสุด 10,000 บาทต่อคัน สำหรับการซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดในปี 2568
- เงื่อนไขหลัก: E-Bike ที่จะได้รับสิทธิ์ต้องมีราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท และติดตั้งแบตเตอรี่ที่มีขนาดความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: มาตรการ EV 3.5 ยังรวมถึงการลดหย่อนภาษีนำเข้าสูงสุด 40% และลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือเพียง 2% สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าโดยรวม ซึ่งส่งผลให้ราคาจำหน่าย E-Bike ในตลาดสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
- การส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ: นโยบายกำหนดให้ผู้ประกอบการที่นำเข้าต้องมีแผนการผลิตชดเชยในประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานและส่งเสริมการลงทุนในระยะยาว
- ความยืดหยุ่นของมาตรการ: มีการขยายกรอบเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าและปรับปรุงเงื่อนไขต่างๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้ประกอบการและตอบสนองต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ภาพรวมนโยบาย EV 3.5 กับการขับเคลื่อนตลาดยานยนต์ไฟฟ้า
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ “EV 3.5” เป็นนโยบายต่อเนื่องที่รัฐบาลประกาศใช้สำหรับปี 2567-2570 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน นโยบายนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่ยังให้ความสำคัญกับยานยนต์ประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ซึ่งถือเป็นพาหนะที่ได้รับความนิยมและมีบทบาทสำคัญต่อการเดินทางในชีวิตประจำวันของคนไทยจำนวนมาก
ความสำคัญของมาตรการนี้อยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้นผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี กับการสร้างอุปทานที่แข็งแกร่งในระยะยาวผ่านเงื่อนไขการผลิตชดเชย ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้จึงครอบคลุมทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้บริโภคที่สามารถซื้อ E-Bike ได้ในราคาที่ถูกลง, ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายที่สามารถทำตลาดได้ง่ายขึ้น, ไปจนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนและโรงงานประกอบในประเทศที่จะได้รับโอกาสในการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงานและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเวทีโลก
เจาะลึกมาตรการอุดหนุน E-Bike ภายใต้ EV 3.5 ในปี 2568
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของมาตรการ EV 3.5 ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้บริโภคคือการให้เงินอุดหนุนสำหรับการซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สำหรับปี 2568 รัฐบาลได้กำหนดกรอบและเงื่อนไขที่ชัดเจนเพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย
เงื่อนไขและคุณสมบัติของ E-Bike ที่เข้าเกณฑ์
เพื่อให้การอุดหนุนเป็นไปอย่างทั่วถึงและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่มีคุณภาพ รัฐบาลได้กำหนดคุณสมบัติหลักของ E-Bike ที่จะได้รับสิทธิ์ตามมาตรการไว้ 2 ประการ คือ:
- ราคาจำหน่าย: ต้องเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท การกำหนดเพดานราคานี้มีจุดประสงค์เพื่อให้การสนับสนุนเน้นไปที่กลุ่มผู้ใช้งานส่วนใหญ่ และทำให้ E-Bike กลายเป็นตัวเลือกที่จับต้องได้สำหรับคนทั่วไป
- ขนาดแบตเตอรี่: ตัวรถต้องติดตั้งแบตเตอรี่ที่มีขนาดความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป เงื่อนไขนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อสร้างมาตรฐานขั้นต่ำด้านประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าจะได้ E-Bike ที่มีระยะทางการวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน และส่งเสริมการใช้แบตเตอรี่ที่มีคุณภาพและความปลอดภัย
อัตราเงินอุดหนุนและกระบวนการอนุมัติ
สำหรับอัตราเงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike ในปี 2568 ได้ถูกกำหนดกรอบไว้ระหว่าง 5,000 ถึง 10,000 บาทต่อคัน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) จะทำการพิจารณาและหารือเพื่อกำหนดอัตราที่เหมาะสมที่สุด ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติอย่างเป็นทางการภายในช่วงปลายปี 2567 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันทีในปี 2568 กระบวนการนี้จะคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น ต้นทุนการผลิต สถานการณ์ตลาด และเป้าหมายการส่งเสริมโดยรวม เพื่อให้เงินอุดหนุนเกิดประโยชน์สูงสุด
สถานการณ์การจดทะเบียนและการตอบรับจากตลาด
นโยบายสนับสนุนที่ผ่านมาได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดอย่างเห็นได้ชัด จากข้อมูลยอดจดทะเบียนสะสมภายใต้มาตรการ EV 3 และ EV 3.5 จนถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2568 พบว่ามียอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 34,559 คัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค และแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งของตลาด E-Bike ในประเทศไทย ซึ่งได้รับแรงหนุนโดยตรงจากมาตรการของภาครัฐ
การลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโดยรวมภายใต้นโยบายของรัฐบาลมีมูลค่าสะสมมากกว่า 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและศักยภาพในการเติบโตของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิต EV
สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนโดยตรงแล้ว มาตรการ EV 3.5 ยังใช้กลไกทางภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดต้นทุนของผู้ประกอบการและทำให้ราคาจำหน่ายสุดท้ายของยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรวมถึง E-Bike มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น สิทธิประโยชน์เหล่านี้ครอบคลุมทั้งภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต
การลดอากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU)
สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าทั้งคัน (Completely Built-Up หรือ CBU) ในช่วงปี 2567-2568 จะได้รับการลดหย่อนอากรนำเข้าสูงสุดถึง 40% โดยมีเงื่อนไขว่ายานยนต์ไฟฟ้านั้นต้องมีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท มาตรการนี้ช่วยลดต้นทุนตั้งต้นให้กับผู้นำเข้า ทำให้สามารถกำหนดราคาขายในประเทศได้ในระดับที่แข่งขันได้ และเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนที่ฐานการผลิตในประเทศจะแข็งแกร่ง
การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต
อีกหนึ่งมาตรการที่ส่งผลต่อราคาขายปลีกโดยตรงคือการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า จากเดิมที่จัดเก็บในอัตรา 8% ลดลงเหลือเพียง 2% เท่านั้น โดยมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นยานยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท และต้องได้รับการอนุมัติจากกรมสรรพสามิต การลดภาษีส่วนนี้ช่วยลดภาระของผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ราคาจำหน่ายสุดท้ายของ E-Bike และรถยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
ข้อกำหนดด้านการผลิตชดเชยสำหรับผู้ประกอบการ
เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นเพียงตลาดรองรับการนำเข้า และเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม รัฐบาลได้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการนำเข้า ต้องมีแผนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชย โดยกำหนดอัตราส่วนการผลิตต่อการนำเข้าไว้ดังนี้:
- ปี 2569: ต้องผลิตชดเชยในอัตราส่วน 1:2 (นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตในประเทศ 2 คัน)
- ปี 2570: อัตราส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 1:3 (นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตในประเทศ 3 คัน)
เงื่อนไขนี้เป็นแรงผลักดันสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนตั้งโรงงานผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ซึ่งจะนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงานในระยะยาว
เปรียบเทียบเงินอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ตามมาตรการ EV 3.5
เพื่อให้เห็นภาพรวมของการสนับสนุนที่ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทภายใต้นโยบาย EV 3.5 สามารถสรุปอัตราเงินอุดหนุนสูงสุดสำหรับยานยนต์แต่ละประเภทได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทรถ EV | เงื่อนไขเงินอุดหนุน | อัตราสูงสุด (บาท/คัน) |
|---|---|---|
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า | ราคา ≤ 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | 100,000 |
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า | ราคา ≤ 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ < 50 kWh | 50,000 |
| รถกระบะไฟฟ้า | ราคา ≤ 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | 100,000 |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) | ราคา ≤ 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh | 10,000 |
การปรับปรุงเกณฑ์ล่าสุด: เพิ่มความยืดหยุ่นและส่งเสริมอุตสาหกรรม
จากการประชุมล่าสุดของคณะรัฐมนตรีและบอร์ด EV ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ได้มีการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์บางประการของมาตรการ EV 3 และ EV 3.5 เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเติบโตได้อย่างราบรื่น
การขยายกรอบเวลาการจดทะเบียน EV 3 และ EV 3.5
เพื่อรองรับรถยนต์ที่อาจค้างสต็อกและให้เวลาผู้บริโภคในการตัดสินใจ ได้มีการขยายกำหนดเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าดังนี้:
- มาตรการ EV 3: ขยายเวลาจำหน่ายไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2569
- มาตรการ EV 3.5: กำหนดเวลาจำหน่ายสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2570 และต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2571
มาตรการจูงใจด้านการผลิตเพื่อส่งออก
เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก รัฐบาลได้ปรับเกณฑ์การนับยอดผลิตชดเชย โดยให้มูลค่าเพิ่มสำหรับการผลิตเพื่อส่งออกเป็น 1.5 เท่าของการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ นอกจากนี้ยังอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิ์ภายใต้มาตรการ EV 3 สามารถขยายการผลิตภายใต้เงื่อนไขของ EV 3.5 ได้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการลงทุน
ความยืดหยุ่นสำหรับผู้ประกอบการนำเข้า
รัฐบาลได้ผ่อนผันให้ผู้ประกอบการสามารถนับมูลค่าเซลล์แบตเตอรี่ที่นำเข้ามาใช้ในการผลิตได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 (ในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของราคารถ) เพื่อช่วยลดผลกระทบในช่วงที่การผลิตชิ้นส่วนในประเทศยังไม่เต็มที่ นอกจากนี้ ยังได้สร้างทางเลือกให้สำหรับผู้นำเข้าที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการผลิตชดเชยได้ โดยอนุญาตให้สามารถจ่ายคืนส่วนต่างภาษีสรรพสามิตพร้อมเบี้ยปรับ เพื่อลดภาระและให้มีทางออกที่ยืดหยุ่น
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและทิศทางอุตสาหกรรม EV ไทย
นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลได้สร้างผลกระทบเชิงบวกในหลายมิติ ทั้งในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
ตัวชี้วัดความสำเร็จและเม็ดเงินลงทุน
ข้อมูลในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของนโยบายอย่างชัดเจน โดยมียอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) สูงถึง 57,289 คัน ซึ่งเติบโตขึ้น 52% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะเดียวกัน มีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และรถกระบะเข้าร่วมมาตรการ EV 3.5 แล้วถึง 10 ราย ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและนำไปสู่เม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมนี้รวมแล้วกว่า 1.3 แสนล้านบาท
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสถานีชาร์จ
การเติบโตของจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ กระทรวงพลังงานได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการจัดตั้งสถานีชาร์จสาธารณะ โดยให้เงินอุดหนุนสำหรับสถานีชาร์จแบบเร็ว (Quick Charge) 1 ล้านบาทต่อแห่ง และสถานีชาร์จแบบปกติ (Normal Charge) 1 แสนบาทต่อแห่ง รวมเป้าหมาย 100 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการใช้ E-Bike และรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าควบคู่กันไป เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างครอบคลุม
บทสรุป: อนาคตของ E-Bike ในประเทศไทย
จากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นได้ว่าคำตอบสำหรับคำถาม “รัฐหนุน E-Bike? ส่องมาตรการลดหย่อนภาษี-เงินอุดหนุน 2568” นั้นมีความชัดเจนอย่างยิ่ง รัฐบาลไทยได้วางรากฐานและนโยบายที่แข็งแกร่งผ่านโครงการ EV 3.5 เพื่อสนับสนุนการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการให้เงินอุดหนุนโดยตรงสูงสุด 10,000 บาท การลดหย่อนภาษีนำเข้าและสรรพสามิต รวมถึงการส่งเสริมการผลิตในประเทศ
มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ E-Bike มีราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภค แต่ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้น ปี 2568 จึงถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
สำหรับผู้ที่สนใจในรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายประเภท พร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างมืออาชีพ
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

