รัฐหนุน EV! E-Bike ลดหย่อนภาษีได้ไหมในปี 2570?
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและใช้งาน EV ที่สำคัญในภูมิภาค คำถามที่น่าสนใจและอยู่ในความสนใจของประชาชนจำนวนมากคือ รัฐหนุน EV! E-Bike ลดหย่อนภาษีได้ไหมในปี 2570? ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้บริโภคที่มองหายานพาหนะทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง บทความนี้จะวิเคราะห์นโยบายปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคตเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับจักรยานไฟฟ้า
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV และ E-Bike
- นโยบายปัจจุบันมุ่งเน้นรถยนต์และรถกระบะ: มาตรการลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุนของรัฐบาลไทยในช่วงปี 2567-2570 มุ่งเน้นไปที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก
- ยังไม่มีมาตรการเฉพาะสำหรับ E-Bike: จากข้อมูลนโยบายที่ประกาศออกมา ยังไม่พบมาตรการลดหย่อนภาษีหรือเงินอุดหนุนที่ระบุไว้สำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยเฉพาะสำหรับปี 2570
- ทิศทางนโยบายเปลี่ยนแปลง: รัฐบาลเริ่มปรับทิศทางนโยบายจากการให้เงินอุดหนุนโดยตรง เป็นการเน้นให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศมากขึ้น
- โอกาสในอนาคตยังคงมีอยู่: แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีมาตรการ แต่การเติบโตของตลาด E-Bike และแรงผลักดันด้านสิ่งแวดล้อม อาจเป็นปัจจัยให้ภาครัฐพิจารณารวมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กเข้าไว้ในนโยบายสนับสนุนในอนาคต
การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ตลอดจนลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคหันมาสนใจยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ขอบเขตของนโยบายเหล่านี้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยานพาหนะขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะยานพาหนะสำหรับการเดินทางในเมืองที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
บทความนี้จะสำรวจรายละเอียดของมาตรการสนับสนุน EV ที่มีอยู่ในปัจจุบันจนถึงปี 2570 วิเคราะห์สถานะของ E-Bike ภายใต้นโยบายเหล่านี้ และประเมินความเป็นไปได้ที่จักรยานไฟฟ้าจะได้รับการสนับสนุนด้านการลดหย่อนภาษีในอนาคต เพื่อให้ผู้ที่สนใจและผู้ใช้งานได้เข้าใจภาพรวมของนโยบายและสามารถวางแผนการตัดสินใจซื้อได้อย่างเหมาะสม
ภาพรวมมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย หรือที่เรียกว่า “EV 3.5” เป็นมาตรการต่อเนื่องที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาแรงผลักดันในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ EV โดยครอบคลุมช่วงปี 2567-2570 มาตรการเหล่านี้ประกอบด้วยสิทธิประโยชน์หลายด้าน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อกระตุ้นตลาดในภาพรวม
การลดหย่อนภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต
หนึ่งในมาตรการหลักคือการลดภาระด้านภาษีสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อทำให้ราคาจำหน่ายใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปภายในมากขึ้น สิทธิประโยชน์ที่สำคัญประกอบด้วย:
- การลดอากรนำเข้า: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ที่นำเข้ามาจำหน่าย มีการลดอากรนำเข้าสูงสุดถึง 40% (ขึ้นอยู่กับประเภทและเงื่อนไข) ซึ่งช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการและส่งผลให้ราคาขายปลีกถูกลง
- การลดภาษีสรรพสามิต: ภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าถูกปรับลดจากอัตราปกติ 8% เหลือเพียง 2% ส่วนรถกระบะไฟฟ้าได้รับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตเป็น 0% ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ราคาของ EV ในกลุ่มนี้สามารถแข่งขันในตลาดได้
- สิทธิประโยชน์ด้านวัตถุดิบ: สำหรับผู้ผลิตในประเทศ วัตถุดิบที่นำเข้ามาเพื่อการผลิตแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้าในเขตปลอดอากร สามารถนับเป็นมูลค่าได้สูงสุด 15% ของราคาหน้าโรงงานของยานยนต์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและสร้างฐานการผลิตในประเทศ
เงินอุดหนุนโดยตรงเพื่อกระตุ้นตลาด
นอกเหนือจากมาตรการทางภาษี รัฐบาลยังให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและเร่งการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้ามีมูลค่าสูงสุดถึง 100,000-150,000 บาทต่อคัน (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่และประเภทรถ) ซึ่งมาตรการนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 3 พันล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาด EV ในระยะแรก
สิทธิประโยชน์สำหรับภาคธุรกิจและยานยนต์เชิงพาณิชย์
เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลได้ออกมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับบริษัทที่ลงทุนซื้อยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ เช่น รถบัสและรถบรรทุก โดยบริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าสำหรับยานยนต์ที่ผลิตในประเทศ และ 1.5 เท่าสำหรับยานยนต์ที่นำเข้าสำเร็จรูป มาตรการนี้มีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้อนุมัติการยกเว้นภาษีรถยนต์ประจำปีเป็นเวลา 1 ปี สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนใหม่ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของอีกด้วย
สถานะของจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ในนโยบายภาษีปี 2570
แม้ว่ามาตรการสนับสนุน EV ของภาครัฐจะมีความครอบคลุมและแข็งแกร่ง แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบว่าจุดสนใจหลักยังคงอยู่ที่ยานยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อเป็นสำคัญ ซึ่งสร้างคำถามเกี่ยวกับสถานะของยานยนต์ไฟฟ้า 2 ล้ออย่าง E-Bike
ช่องว่างในมาตรการปัจจุบัน
จากการตรวจสอบเอกสารนโยบายและประกาศจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พบว่ามาตรการลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุนที่บังคับใช้จนถึงปี 2570 นั้น มุ่งเน้นไปที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล, รถกระบะไฟฟ้า, รถบัสเชิงพาณิชย์ และรถบรรทุกเชิงพาณิชย์เป็นหลัก
ยังไม่มีข้อมูลหรือมาตรการที่ระบุอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีหรือการให้เงินอุดหนุนสำหรับการซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) สำหรับบุคคลทั่วไปในปี 2570
ช่องว่างนี้หมายความว่าในปัจจุบัน ผู้ที่ซื้อ E-Bike ยังไม่สามารถนำค่าใช้จ่ายไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้เหมือนกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เคยมีมา และยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากภาครัฐเหมือนกับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้ต้นทุนการเป็นเจ้าของ E-Bike ยังคงขึ้นอยู่กับราคาตลาดเพียงอย่างเดียว
เหตุผลและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น
การที่ E-Bike ยังไม่ถูกรวมอยู่ในมาตรการสนับสนุนอาจมีเหตุผลหลายประการ ประการแรกคือเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ต้องการสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้นในประเทศ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและสร้างการจ้างงานจำนวนมาก ประการที่สองคือความซับซ้อนในการกำกับดูแล E-Bike ซึ่งมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่จักรยานไฟฟ้าช่วยปั่นไปจนถึงสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่มีความเร็วสูง การกำหนดมาตรฐานและเงื่อนไขเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงอาจต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบ นอกจากนี้ มูลค่าของ E-Bike ที่ไม่สูงเท่ารถยนต์ อาจทำให้ภาครัฐมองว่ายังไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินในระดับเดียวกัน
ทิศทางและแนวโน้มของนโยบาย EV ในอนาคต
นโยบายของภาครัฐมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและเป้าหมายของประเทศ การทำความเข้าใจทิศทางในอนาคตจะช่วยให้เห็นภาพความเป็นไปได้ของ E-Bike ในการเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนได้ชัดเจนขึ้น
การปรับเปลี่ยนจากเงินอุดหนุนสู่การส่งเสริมการผลิต
แนวโน้มที่เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566 คือการที่รัฐบาลเริ่มลดจำนวนเงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าลง แต่ยังคงมาตรการลดหย่อนภาษีไว้ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนจุดเน้นจาก “การกระตุ้นอุปสงค์” ในระยะสั้น ไปสู่ “การสร้างอุปทาน” ที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยมีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณของภาครัฐและสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรม EV ของประเทศ
โอกาสของ E-Bike ในอนาคตของนโยบาย EV
แม้ว่าปัจจุบัน E-Bike จะยังอยู่นอกขอบเขตของมาตรการสนับสนุน แต่โอกาสในอนาคตยังคงเปิดกว้าง ปัจจัยบวกที่อาจผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้แก่:
- การเติบโตของตลาด: หากความต้องการ E-Bike ในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจเป็นแรงกดดันให้ภาครัฐพิจารณาออกมาตรการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการใช้งานในวงกว้าง
- เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม: ในฐานะที่เป็นยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก E-Bike มีส่วนสำคัญในการลดมลพิษในเขตเมือง การสนับสนุนให้คนหันมาใช้ E-Bike จึงสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ
- การส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ: หากมีผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาและผลิต E-Bike ที่มีคุณภาพและมาตรฐานได้ รัฐบาลอาจพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ผลิตและผู้บริโภคสินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand)
อย่างไรก็ตาม การจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจำเป็นต้องมีการศึกษาและข้อมูลเพิ่มเติมโดยตรงจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด
เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ทางภาษีระหว่างยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างของมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ที่ยานยนต์ไฟฟ้าแต่ละประเภทได้รับภายใต้นโยบายปัจจุบันได้ดังตารางต่อไปนี้
| ประเภทของยานยนต์ไฟฟ้า | การลดภาษีสรรพสามิต | เงินอุดหนุนโดยตรง (ต่อคัน) | สถานะการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา |
|---|---|---|---|
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า | ลดจาก 8% เหลือ 2% | สูงสุด 100,000-150,000 บาท | ไม่สามารถลดหย่อนได้โดยตรง (ประโยชน์อยู่ที่ราคาซื้อ) |
| รถกระบะไฟฟ้า | ลดเหลือ 0% | มีเงินอุดหนุน (ตามเงื่อนไข) | ไม่สามารถลดหย่อนได้โดยตรง (ประโยชน์อยู่ที่ราคาซื้อ) |
| จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | ยังไม่มีมาตรการเฉพาะ | ยังไม่มีมาตรการเฉพาะ | ยังไม่สามารถลดหย่อนได้ |
สรุปภาพรวมและอนาคตของ E-Bike กับการลดหย่อนภาษี
โดยสรุป สำหรับคำถามที่ว่า “รัฐหนุน EV! E-Bike ลดหย่อนภาษีได้ไหมในปี 2570?” คำตอบ ณ ปัจจุบันคือ ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทยมุ่งเน้นไปที่รถยนต์และรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อสร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่งในประเทศ แม้ว่า E-Bike จะเป็นยานพาหนะที่ตอบโจทย์การเดินทางในเมืองและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังไม่มีมาตรการสนับสนุนด้านภาษีหรือเงินอุดหนุนที่ออกมาโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของนโยบายในอนาคตยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะขยายขอบเขตการสนับสนุนมายังยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก หากตลาด E-Bike เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีผู้ผลิตในประเทศที่เข้มแข็ง การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอาจเกิดขึ้นได้เพื่อส่งเสริมเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวม
สำหรับผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในปัจจุบัน สามารถศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ GIANT Shopping Mall ซึ่งเป็นศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าคุณภาพหลากหลายประเภท
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
- ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

