รัฐหนุน EV 3.5: จักรยานไฟฟ้าได้ประโยชน์อะไรบ้าง?
- สรุปประเด็นสำคัญของมาตรการ EV 3.5 สำหรับจักรยานไฟฟ้า
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.5 คืออะไร
- รัฐหนุน EV 3.5: จักรยานไฟฟ้าได้ประโยชน์อะไรบ้าง? ฉบับเต็ม
- เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ระหว่างจักรยานไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้า
- ไทม์ไลน์และผลกระทบของมาตรการ EV 3.5
- ข้อควรพิจารณาสำหรับผู้ที่สนใจซื้อจักรยานไฟฟ้า
- บทสรุปและทิศทางอนาคต
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์กับผู้เชี่ยวชาญ
มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟสที่สอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ EV 3.5 ได้เริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว สร้างความสนใจอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด หนึ่งในคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ รัฐหนุน EV 3.5: จักรยานไฟฟ้าได้ประโยชน์อะไรบ้าง? ซึ่งนโยบายนี้ได้ให้ความสำคัญกับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้ออย่างชัดเจน โดยมอบเงินอุดหนุนเพื่อกระตุ้นตลาดและส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ
สรุปประเด็นสำคัญของมาตรการ EV 3.5 สำหรับจักรยานไฟฟ้า
- เงินอุดหนุน: จักรยานยนต์ไฟฟ้า (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า จักรยานไฟฟ้า หรือ E-Bike ในบางบริบท) จะได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐจำนวน 10,000 บาทต่อคัน
- เงื่อนไขหลัก: รถต้องมีราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป และที่สำคัญคือต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น
- ระยะเวลาโครงการ: มาตรการสนับสนุนนี้มีกรอบระยะเวลา 4 ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570
- เป้าหมายเชิงนโยบาย: แม้เงินอุดหนุนสำหรับจักรยานไฟฟ้าจะน้อยกว่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค และส่งเสริมการใช้งาน EV ทุกประเภท
- มาตรฐานความปลอดภัย: ยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ จะต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากลจากศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค
การทำความเข้าใจในรายละเอียดของมาตรการ รัฐหนุน EV 3.5: จักรยานไฟฟ้าได้ประโยชน์อะไรบ้าง? ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อ e-bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า นโยบายนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเบื้องต้น แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนายานยนต์ของประเทศที่มุ่งสู่ความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จักรยานไฟฟ้ากลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและเข้าถึงง่ายยิ่งขึ้นสำหรับประชาชนทั่วไป
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5 คืออะไร
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 เป็นนโยบายต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดลงไปแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาแรงส่งและโมเมนตัมของการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี กับการส่งเสริมอุปทานโดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศ
นโยบาย EV 3.5 ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และที่สำคัญคือรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของภาครัฐในการส่งเสริมการใช้งาน EV ในทุกมิติของการเดินทาง
เป้าหมายหลักของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า
เป้าหมายหลักของมาตรการ EV 3.5 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนน แต่ยังมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่กว้างกว่านั้น ประกอบด้วย:
- การสร้างฐานการผลิต EV ในประเทศ: หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของมาตรการคือการกำหนดให้ผู้ผลิตที่ได้รับสิทธิประโยชน์ต้องมีแผนการผลิตชดเชยในประเทศ ซึ่งเป็นการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) สร้างงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
- การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: การเปลี่ยนจากยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มาเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นแนวทางสำคัญในการลดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสอดคล้องกับพันธสัญญาของประเทศไทยในเวทีโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล: ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี การส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว
- การพัฒนาอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง: การเติบโตของตลาด EV จะสร้างโอกาสให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การผลิตแบตเตอรี่ สถานีชาร์จ การพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการพลังงาน และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
ความสำคัญของจักรยานยนต์ไฟฟ้าในระบบนิเวศ EV
จักรยานยนต์ถือเป็นพาหนะหลักของคนไทยจำนวนมาก เนื่องจากความคล่องตัว ราคาที่เข้าถึงง่าย และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำ การส่งเสริมให้จักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นที่นิยมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาพรวมของนโยบาย EV ด้วยเหตุผลหลายประการ:
- การเข้าถึงในวงกว้าง: ด้วยราคาที่ต่ำกว่ารถยนต์ จักรยานยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นประตูบานแรกที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากสามารถเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าได้
- ประสิทธิภาพในการลดมลพิษในเมือง: การจราจรในเขตเมืองส่วนใหญ่ประกอบด้วยรถจักรยานยนต์ การเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าจะช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศและเสียงในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นได้อย่างมีนัยสำคัญ
- การตอบโจทย์การเดินทางระยะสั้น: จักรยานยนต์ไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน เช่น การเดินทางไปทำงาน ไปตลาด หรือการเดินทางเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ (First-mile/Last-mile connectivity)
ดังนั้น การที่มาตรการ EV 3.5 ได้รวมเอารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย จึงเป็นการตัดสินใจที่มองการณ์ไกลและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง
รัฐหนุน EV 3.5: จักรยานไฟฟ้าได้ประโยชน์อะไรบ้าง? ฉบับเต็ม
สำหรับผู้ที่สนใจซื้อ e-bike หรือยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อประเภทอื่นๆ ประเด็นสำคัญที่สุดคือสิทธิประโยชน์โดยตรงที่ตนเองจะได้รับภายใต้มาตรการนี้ ซึ่งสามารถสรุปเป็นรายละเอียดเชิงลึกได้ดังต่อไปนี้
เงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน
หัวใจหลักของสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าคือเงินอุดหนุน (Subsidy) จากรัฐบาลมูลค่า 10,000 บาทต่อคัน เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้เป็นส่วนลดจากราคาจำหน่าย ณ จุดขายโดยตรง หมายความว่าผู้ซื้อจะจ่ายในราคาที่หักเงินอุดหนุนไปแล้ว ทำให้สามารถเป็นเจ้าของจักรยานไฟฟ้าได้ในราคาที่ถูกลงทันทีโดยไม่ต้องดำเนินการขอคืนภาษีหรือยื่นเอกสารใดๆ เพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งเป็นกลไกที่อำนวยความสะดวกและสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เงื่อนไขและคุณสมบัติที่ต้องรู้
เพื่อให้แน่ใจว่าเงินอุดหนุนจากภาครัฐถูกใช้อย่างคุ้มค่าและบรรลุเป้าหมายเชิงนโยบาย จึงมีการกำหนดคุณสมบัติของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จะได้รับสิทธิ์ไว้อย่างชัดเจน 4 ประการ ดังนี้:
ราคาจำหน่าย
จักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีราคาขายปลีกแนะนำ (Suggested Retail Price) ไม่เกิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) การกำหนดเพดานราคานี้มีจุดประสงค์เพื่อให้สิทธิประโยชน์กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มยานพาหนะที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย ป้องกันไม่ให้เงินอุดหนุนถูกนำไปใช้กับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่มีราคาแพงซึ่งเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม
ขนาดแบตเตอรี่
ตัวรถจะต้องติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มีความจุ ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป เงื่อนไขนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะขนาดของแบตเตอรี่ส่งผลโดยตรงต่อระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (Range) การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 3 kWh เป็นการรับประกันว่ารถที่ได้รับเงินอุดหนุนจะมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน สามารถเดินทางได้ในระยะทางที่เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดระหว่างทาง (Range Anxiety) แก่ผู้ใช้งานมากเกินไป
แหล่งผลิตในประเทศ
นี่คือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม โดยกำหนดว่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับเงินอุดหนุน จะต้องเป็นรถที่ผลิตในโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น (Completely Knocked Down – CKD หรือ Completely Built Up – CBU ที่ประกอบในประเทศ) เงื่อนไขนี้เป็นการบังคับทางอ้อมให้ค่ายรถต่างๆ ต้องเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย หากต้องการแข่งขันในตลาดที่ได้รับเงินอุดหนุน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม สร้างการจ้างงาน และพัฒนาทักษะแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
มาตรฐานความปลอดภัย
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณภาพและความปลอดภัยของยานยนต์ไฟฟ้า รัฐบาลกำหนดให้รถทุกคันที่เข้าร่วมโครงการต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบการทดสอบคือ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ซึ่งเป็นหน่วยงานทดสอบที่มีเครื่องมือและความเชี่ยวชาญระดับสากล การผ่านการรับรองจาก ATTRIC เปรียบเสมือนการการันตีว่ารถคันนั้นๆ มีความปลอดภัยทั้งในส่วนของโครงสร้างตัวรถ ระบบเบรก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบแบตเตอรี่และไฟฟ้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยานยนต์ประเภทนี้
เปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ระหว่างจักรยานไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้า
เพื่อให้เห็นภาพรวมของมาตรการ EV 3.5 ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบเงินอุดหนุนระหว่างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นจะช่วยให้เข้าใจถึงการจัดลำดับความสำคัญและเป้าหมายของนโยบายได้ดีขึ้น
| ประเภทยานยนต์ไฟฟ้า | เงินอุดหนุนต่อคัน (บาท) | เงื่อนไขสำคัญ (ตัวอย่าง) |
|---|---|---|
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | 10,000 | ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh, ผลิตในประเทศ |
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า (ปี 2567) | สูงสุด 100,000 | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh |
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า (ปี 2568) | สูงสุด 75,000 | เงื่อนไขคล้ายปี 2567 |
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า (ปี 2569-2570) | สูงสุด 50,000 | เงื่อนไขคล้ายปี 2567 |
จากตารางจะเห็นได้ว่า แม้จำนวนเงินอุดหนุนสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะน้อยกว่ารถยนต์นั่งไฟฟ้า แต่เป็นจำนวนเงินที่คงที่ตลอดระยะเวลา 4 ปีของโครงการ ในขณะที่เงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์นั่งจะลดหลั่นลงในแต่ละปี ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์ของรัฐบาลที่ต้องการใช้เงินอุดหนุนก้อนใหญ่เพื่อกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงแรกให้เติบโตอย่างรวดเร็ว และค่อยๆ ลดการอุดหนุนลงเมื่อตลาดเริ่มแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้ด้วยตัวเอง ส่วนจักรยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นตลาดที่มีความอ่อนไหวต่อราคาสูง การให้เงินอุดหนุนคงที่เป็นระยะเวลานานจะช่วยสร้างเสถียรภาพและกระตุ้นความต้องการได้อย่างต่อเนื่อง
ไทม์ไลน์และผลกระทบของมาตรการ EV 3.5
กรอบระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี
มาตรการ EV 3.5 ได้เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 และจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2570 รวมเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 ปีเต็ม การกำหนดกรอบเวลาที่ยาวนานเช่นนี้มีประโยชน์หลายด้าน ทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ผลิต
- สำหรับผู้บริโภค: มีเวลาเพียงพอในการวางแผนทางการเงิน ศึกษาข้อมูล และตัดสินใจเลือกซื้อรถรุ่นที่เหมาะสมโดยไม่ต้องเร่งรีบ
- สำหรับผู้ผลิตและนักลงทุน: สามารถวางแผนการลงทุน การตั้งโรงงาน และการพัฒนารุ่นรถยนต์ได้อย่างมั่นใจ เนื่องจากมีความชัดเจนทางนโยบายจากภาครัฐในระยะกลาง
ผลคาดการณ์ต่อตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
การอัดฉีดเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน คาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ:
- ราคาจำหน่ายที่เข้าถึงง่ายขึ้น: เงินอุดหนุนจะทำให้ราคาขายปลีกสุดท้ายของจักรยานยนต์ไฟฟ้าลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทรงพลังที่สุดในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
- การแข่งขันที่สูงขึ้น: เมื่อตลาดมีแนวโน้มเติบโต จะดึงดูดให้มีผู้เล่นรายใหม่ๆ ทั้งแบรนด์ไทยและต่างชาติเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคในแง่ของตัวเลือกที่หลากหลายและนวัตกรรมใหม่ๆ
- การกระตุ้นการผลิตในประเทศ: เงื่อนไข “Made in Thailand” จะผลักดันให้เกิดการลงทุนในสายการผลิตและชิ้นส่วนจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งขึ้น
- การรับรู้และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น: การที่ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง จะช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้างและเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ
ข้อควรพิจารณาสำหรับผู้ที่สนใจซื้อจักรยานไฟฟ้า
สำหรับประชาชนที่กำลังพิจารณาซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อรับสิทธิ์ตามมาตรการ EV 3.5 ควรตรวจสอบข้อมูลกับผู้จำหน่ายให้แน่ชัดว่ารถรุ่นที่สนใจนั้นได้เข้าร่วมโครงการและมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ภาครัฐกำหนดครบถ้วนหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นรถที่ผลิตในประเทศและผ่านการรับรองมาตรฐานจาก ATTRIC เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาทเป็นส่วนลดตามสิทธิ์
บทสรุปและทิศทางอนาคต
นโยบาย รัฐหนุน EV 3.5: จักรยานไฟฟ้าได้ประโยชน์อะไรบ้าง? ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต การมอบเงินอุดหนุน 10,000 บาทสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ แม้จะเป็นจำนวนที่ไม่สูงเท่ารถยนต์ แต่ก็เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการทำให้ราคา E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น พร้อมกับสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนและการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย มาตรการนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อ แต่ยังเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับอนาคตที่ยั่งยืนของภาคการคมนาคมและอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์กับผู้เชี่ยวชาญ
การตัดสินใจเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าคู่ใจสักคัน ควรพิจารณาจากข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ที่ GIANT Shopping Mall เราคือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์จากมาตรการรัฐ และช่วยเลือกรุ่นที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณมากที่สุด
ติดต่อเราเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมและข้อเสนอสุดพิเศษ:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: @giantshoppingmall
- ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม: คลิกที่นี่
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

