นโยบาย EV 2026: จับตารัฐเตรียมอุดหนุนคนซื้อ E-Bike
- ประเด็นสำคัญของนโยบายสนับสนุน EV ปี 2026
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: โอกาสทองของผู้ใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้า
- รายละเอียดเงินอุดหนุน E-Bike ภายใต้มาตรการ EV 3.5
- เปรียบเทียบความต่อเนื่องจาก EV 3.0 สู่ EV 3.5
- ผลกระทบต่อตลาดและโอกาสของผู้บริโภคในปี 2026
- ทิศทางการผลิตในประเทศและบทบาทของผู้ประกอบการ
- สรุป: เตรียมความพร้อมสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
ท่ามกลางความท้าทายด้านราคาพลังงานและปัญหาสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้กลายเป็นวาระสำคัญระดับชาติ นโยบายภาครัฐจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับยานพาหนะขนาดเล็กที่เข้าถึงง่ายอย่างจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ซึ่งตอบโจทย์การเดินทางในชีวิตประจำวันของคนเมืองได้อย่างลงตัว
ประเด็นสำคัญของนโยบายสนับสนุน EV ปี 2026
- การขยายมาตรการอุดหนุน: รัฐบาลเตรียมขยายนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้มาตรการ EV 3.5 ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2567-2570 โดยมีแผนให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า (Electric Scooter) ที่ผลิตในประเทศ
- วงเงินอุดหนุนที่น่าสนใจ: ผู้ซื้อ E-Bike ที่เข้าเกณฑ์ อาจได้รับเงินอุดหนุนในอัตราสูงสุด 10,000 บาทต่อคัน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและทำให้การเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องง่ายขึ้น
- เงื่อนไขด้านคุณสมบัติ: E-Bike ที่จะได้รับสิทธิ์ต้องมีราคาขายปลีกไม่เกิน 150,000 บาท และติดตั้งแบตเตอรี่ (Battery) ที่มีความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป เพื่อให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพและระยะทางการใช้งานที่เหมาะสม
- ส่งเสริมการผลิตในประเทศ: นโยบายมุ่งเน้นการสร้างฐานการผลิต EV ที่แข็งแกร่งในประเทศไทย โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการที่นำเข้าต้องชดเชยด้วยการผลิตในประเทศตามสัดส่วนที่กำหนด เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: โอกาสทองของผู้ใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้า
สถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวนและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลายเป็นภาระหนักสำหรับประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาและวัยทำงานที่ต้องใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักในชีวิตประจำวัน การมองหาทางเลือกที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน (Energy) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่แค่กระแส แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน การมาถึงของ นโยบาย EV 2026: จับตารัฐเตรียมอุดหนุนคนซื้อ E-Bike จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ที่ไม่เพียงช่วยลดภาระทางการเงิน แต่ยังเปิดประตูสู่เทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคตที่สะอาดและยั่งยืน
นโยบายนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การสนับสนุนจากภาครัฐช่วยทลายกำแพงด้านราคา ทำให้ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากลายเป็นตัวเลือกที่จับต้องได้และคุ้มค่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการวางแผนเพื่ออนาคตการเดินทางที่ชาญฉลาดและประหยัดกว่าเดิม
ที่มาและเป้าหมายของนโยบาย
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วยกรอบวงเงินงบประมาณรวม 34,000 ล้านบาท สำหรับดำเนินการตลอดระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ถึง 2570 นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสานต่อความสำเร็จของมาตรการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดลงในปี 2566 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นตลาด EV ในประเทศไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
เป้าหมายหลักของ EV 3.5 ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเพิ่มจำนวนผู้ใช้ EV ในประเทศ แต่ยังมุ่งไปสู่การสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ ไปจนถึงการขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จ (Charging) ให้ครอบคลุมและเพียงพอต่อความต้องการ โดยมีวิสัยทัศน์ในการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน
ใครคือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้
นโยบาย EV 3.5 สร้างประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง แต่กลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงและชัดเจนที่สุดคือประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
- ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในชีวิตประจำวัน: กลุ่มนักศึกษา พนักงานออฟฟิศ และผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ต้องเดินทางบ่อยครั้ง จะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงได้อย่างมหาศาลเมื่อเปลี่ยนมาใช้ E-Bike
- ผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม: การเลือกใช้ยานยนต์ไฟฟ้าคือการมีส่วนร่วมโดยตรงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ (PM 2.5) ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น
- ผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม: นโยบายนี้เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและกระตุ้นให้ผู้ผลิตในประเทศพัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับสายการผลิต ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
- ภาครัฐและสังคมโดยรวม: การลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้า ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีสะอาด
รายละเอียดเงินอุดหนุน E-Bike ภายใต้มาตรการ EV 3.5
หัวใจสำคัญของมาตรการ EV 3.5 ที่สร้างความตื่นตัวให้กับตลาดสองล้อไฟฟ้าคือการกำหนดเงินอุดหนุนที่ชัดเจนสำหรับผู้ซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ราคาจำหน่ายสุดท้ายใกล้เคียงกับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อจูงใจให้เกิดการตัดสินใจเปลี่ยนผ่านได้ง่ายขึ้น
เงื่อนไขและคุณสมบัติของ E-Bike ที่เข้าเกณฑ์
เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามเป้าหมาย ภาครัฐได้กำหนดคุณสมบัติของ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่จะได้รับเงินอุดหนุนไว้ดังนี้:
- ประเภทของยานพาหนะ: ต้องเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนได้ตามกฎหมาย
- ราคาจำหน่ายปลีก: ต้องมีราคาแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)
- คุณสมบัติแบตเตอรี่: ต้องติดตั้งแบตเตอรี่ที่มีขนาดความจุตั้งแต่ 3 kWh (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) ขึ้นไป ซึ่งเป็นขนาดที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
- แหล่งผลิต: ต้องเป็นรถที่ประกอบหรือผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมภายในประเทศเท่านั้น เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่น
- วงเงินอุดหนุน: ภาครัฐจะให้เงินอุดหนุนในอัตรา 10,000 บาทต่อคัน (ทั้งนี้ อัตราสุดท้ายอาจมีการปรับเปลี่ยนตามประกาศจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)
| คุณสมบัติ | รายละเอียด |
|---|---|
| ราคาขายสูงสุด | ไม่เกิน 150,000 บาท |
| ขนาดแบตเตอรี่ขั้นต่ำ | 3 kWh |
| แหล่งผลิต | ผลิตในประเทศไทย |
| วงเงินอุดหนุน (คาดการณ์) | 10,000 บาท/คัน |
| ระยะเวลามาตรการ | พ.ศ. 2567 – 2570 |
ขั้นตอนการรับสิทธิ์เงินอุดหนุน
โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการรับเงินอุดหนุนจะดำเนินการผ่านผู้จำหน่ายหรือผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกับภาครัฐ ผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องดำเนินการยื่นเรื่องขอเงินอุดหนุนด้วยตนเอง แต่จะได้รับส่วนลด ณ จุดขายทันที ซึ่งผู้จำหน่ายจะเป็นผู้ดำเนินการเบิกจ่ายเงินส่วนต่างกับหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบในภายหลัง ดังนั้น ผู้บริโภคจึงสามารถซื้อ E-Bike ได้ในราคาที่หักเงินอุดหนุนแล้ว ทำให้กระบวนการง่ายและสะดวกสบายอย่างยิ่ง
เปรียบเทียบความต่อเนื่องจาก EV 3.0 สู่ EV 3.5
การเปลี่ยนผ่านจากมาตรการ EV 3.0 มาสู่ EV 3.5 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของภาครัฐในการผลักดันนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า แม้จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางประการ แต่หัวใจหลักยังคงเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการใช้งานและการผลิต EV ในประเทศอย่างยั่งยืน
ความแตกต่างของเงินอุดหนุนและผลกระทบ
ในมาตรการ EV 3.0 (สิ้นสุดปี 2566) เงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่สูงสุด 18,000 บาทต่อคัน ซึ่งถือเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ตลาดเติบโตอย่างรวดเร็ว สำหรับมาตรการ EV 3.5 แม้วงเงินอุดหนุนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 10,000 บาทต่อคัน แต่ก็มาพร้อมกับเงื่อนไขที่มุ่งเน้นการสร้างฐานการผลิตในประเทศอย่างจริงจังมากขึ้น การปรับลดวงเงินสะท้อนให้เห็นว่าตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะเติบโตด้วยตัวเอง และต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มลดลง ทำให้ภาครัฐสามารถปรับการสนับสนุนให้มุ่งเน้นไปที่การสร้างความยั่งยืนในระยะยาวแทนการกระตุ้นตลาดในระยะสั้น
การเติบโตของตลาด E-Bike จากนโยบายภาครัฐ
ผลสำเร็จจากมาตรการ EV 3.0 เป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดเจน โดยสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของ E-Bike จากเดิมที่อยู่เพียง 2-3% ให้ขยับขึ้นมาเป็น 10% ภายในระยะเวลาเพียง 1-2 ปี และทำให้ยอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าโดยรวมเติบโตขึ้นถึง 7.6 เท่าในรอบ 9 เดือน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าด้วยแรงส่งจากมาตรการ EV 3.5 จะทำให้ส่วนแบ่งตลาดของ E-Bike มีโอกาสทะยานขึ้นไปถึง 30% ได้ภายในทศวรรษนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตมหาศาลของตลาดสองล้อไฟฟ้าในประเทศไทย
| หัวข้อ | มาตรการ EV 3.0 (ถึงปี 2566) | มาตรการ EV 3.5 (ปี 2567-2570) |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุนสูงสุด | 18,000 บาท/คัน | 10,000 บาท/คัน |
| เป้าหมายหลัก | กระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค | ส่งเสริมการผลิตในประเทศและสร้างความยั่งยืน |
| เงื่อนไขการผลิต | ยืดหยุ่นกว่า | เน้นรถที่ผลิตในประเทศและมีเงื่อนไขชดเชยการนำเข้า |
| ผลกระทบที่คาดหวัง | เพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว | สร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างมั่นคง |
ผลกระทบต่อตลาดและโอกาสของผู้บริโภคในปี 2026
นโยบาย EV 3.5 โดยเฉพาะเงื่อนไขที่จะเข้มข้นขึ้นในปี 2569 (ค.ศ. 2026) จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทั้งตลาดและผู้บริโภคโดยตรง การที่ภาครัฐผ่านคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ผลักดันเงื่อนไขการชดเชยการนำเข้าในอัตรา 1:2 (นำเข้า 1 คัน ต้องผลิตในประเทศ 2 คัน) ในปี 2569 และ 1:3 ในปี 2570 ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ตลาดกำลังมุ่งสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศอย่างเต็มตัว ซึ่งหมายถึงคุณภาพที่ได้มาตรฐาน การเข้าถึงอะไหล่และบริการที่ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือราคาที่เข้าถึงได้ง่ายจากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)
แนวโน้มตลาดที่กำลังมุ่งสู่ยานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ GIANT Shopping Mall ที่คัดสรรเฉพาะ จักรยานไฟฟ้า และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมที่ผ่านมาตรฐานสากลและตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคชาวไทย ในขณะที่นโยบายภาครัฐช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้น GIANT Shopping Mall ยกระดับความคุ้มค่าไปอีกขั้น ด้วยการนำเสนอ E-Bike ที่มีประสิทธิภาพพลังงาน (Energy) สูง ช่วยให้ประหยัดค่าเดินทางในระยะยาวได้อย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับค่าน้ำมันที่ผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง E-Bike ทุกรุ่นที่ GIANT Shopping Mall มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ (Battery) ที่ทันสมัย มีความจุสูงตามเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด พร้อมระบบการจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ที่ชาญฉลาด และระบบการชาร์จ (Charging) ที่ปลอดภัยและสะดวกสบาย ทำให้มั่นใจได้ในทุกการเดินทาง
ตัดสินใจวันนี้ เพื่อความคุ้มค่าที่เหนือกว่า! เลือก E-Bike จาก GIANT Shopping Mall ไม่เพียงแค่ได้รับสิทธิ์ตามนโยบายรัฐ แต่ยังได้รับการรับประกันคุณภาพและบริการหลังการขายที่ครบวงจรที่สุด เพื่อให้ทุกการเดินทางของคุณราบรื่น ประหยัด และไร้กังวล
การเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงเวลานี้จึงไม่ใช่แค่การซื้อพาหนะ แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคตที่ชาญฉลาด เป็นการตัดสินใจที่ให้ผลตอบแทนทั้งในด้านการประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลและการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมส่วนรวม
ทิศทางการผลิตในประเทศและบทบาทของผู้ประกอบการ
มาตรการ EV 3.5 ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อผู้บริโภค แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่สำคัญให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในระยะยาว โดยมีกลไกที่ชัดเจนในการผลักดันให้เกิดการผลิตภายในประเทศ
เงื่อนไขการชดเชยการนำเข้าและการส่งเสริมการลงทุน
เงื่อนไขสำคัญที่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการต้องปฏิบัติตามคือการชดเชยการนำเข้าด้วยการผลิตในประเทศ โดยกำหนดอัตราส่วนที่เข้มข้นขึ้นตามลำดับเวลา คือ อัตรา 1:2 ภายในปี 2569 และเพิ่มเป็น 1:3 ภายในปี 2570 หมายความว่า หากผู้ประกอบการนำเข้ารถ E-Bike มาจำหน่าย 1 คัน จะต้องมีแผนการผลิตเพื่อชดเชยในประเทศ 2 คัน และ 3 คันตามลำดับปี เงื่อนไขนี้เป็นแรงผลักดันให้แบรนด์ต่างๆ ต้องตัดสินใจเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งจะนำมาซึ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างงาน และการพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตควบคู่กันไปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและจูงใจให้เกิดการลงทุนอีกด้วย
อนาคตของไทยในฐานะฮับ EV แห่งภูมิภาค
ด้วยนโยบายที่ต่อเนื่องและชัดเจน ประกอบกับศักยภาพของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีอยู่เดิม ประเทศไทยจึงมีโอกาสสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ของภูมิภาคอาเซียน การมีฐานการผลิตที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า ไปจนถึงการประกอบตัวรถ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
สรุป: เตรียมความพร้อมสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
นโยบาย EV 2026 และมาตรการ EV 3.5 คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ การสนับสนุนจากภาครัฐได้สร้างโอกาสครั้งสำคัญให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึง E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าได้ในราคาที่คุ้มค่ากว่าเดิม ซึ่งไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายด้านพลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน
นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตัดสินใจเปลี่ยนผ่านสู่การเดินทางแห่งอนาคต การเลือกซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าในวันนี้ คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทั้งความประหยัดในกระเป๋าและความสบายใจจากการใช้พลังงานสะอาด
สำหรับผู้ที่มองหายานยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ GIANT Shopping Mall คือคำตอบสุดท้าย เราคือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ชั้นนำ ที่คัดสรรเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการหลังการขายที่น่าประทับใจ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าการลงทุนครั้งนี้จะมอบความคุ้มค่าและความพึงพอใจสูงสุด
ติดต่อเราเพื่อรับคำแนะนำและข้อเสนอสุดพิเศษได้แล้ววันนี้:
เยี่ยมชมและสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่: GIANT Shopping Mall
ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นผ่าน FACEBOOK PAGE หรือพูดคุยกับแอดมินทาง LINE
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม หรือเข้ามาสัมผัสสินค้าจริงได้ที่โชว์รูม
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878

