นโยบาย EV 3.5 กระทบราคาจักรยานไฟฟ้าในไทยปี 2026?
- ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV 3.5 และจักรยานไฟฟ้า
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: ภาพรวมและเป้าหมายหลัก
- สถานะของจักรยานไฟฟ้าในนโยบาย EV 3.5
- การเปรียบเทียบมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5
- ผลกระทบของ EV 3.5 ต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและการแข่งขัน
- วิเคราะห์แนวโน้มราคาจักรยานไฟฟ้าปี 2569: ปัจจัยที่แท้จริง
- สรุปและคำแนะนำสำหรับผู้ที่วางแผนซื้อจักรยานไฟฟ้า
มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าเฟส 2 หรือที่รู้จักในชื่อ “EV 3.5” กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาซื้อยานพาหนะไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม เกิดคำถามสำคัญว่า นโยบาย EV 3.5 กระทบราคาจักรยานไฟฟ้าในไทยปี 2026? ซึ่งเป็นข้อสงสัยที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อทำความเข้าใจขอบเขตและเป้าหมายที่แท้จริงของมาตรการภาครัฐ
ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบาย EV 3.5 และจักรยานไฟฟ้า
- เป้าหมายหลักของ EV 3.5: มาตรการนี้มุ่งเน้นส่งเสริมการผลิตและใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค
- ไม่ครอบคลุมจักรยานไฟฟ้า: ข้อมูลจากภาครัฐและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย EV 3.5 ไม่มีการระบุถึงการให้เงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่จักรยานไฟฟ้า (e-bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง
- ผลกระทบต่อราคาเป็นทางอ้อม: แม้ไม่มีผลโดยตรง แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าโดยรวมอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานของชิ้นส่วน เช่น แบตเตอรี่ ซึ่งอาจมีผลต่อต้นทุนการผลิตจักรยานไฟฟ้าในระยะยาว
- ปัจจัยอื่นที่มีผลต่อราคา: ราคาจักรยานไฟฟ้าในปี 2569 จะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นมากกว่า เช่น ต้นทุนวัตถุดิบ, อัตราแลกเปลี่ยน, การแข่งขันในตลาด และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ มากกว่าจะขึ้นอยู่กับมาตรการ EV 3.5
- การวางแผนซื้อ: ผู้ที่สนใจซื้อจักรยานไฟฟ้าในปี 2569 ควรพิจารณาจากโปรโมชันของผู้จำหน่ายและแนวโน้มตลาดโดยตรง แทนที่จะรอความชัดเจนจากนโยบายที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อยานพาหนะประเภทนี้
การวิเคราะห์ นโยบาย EV 3.5 กระทบราคาจักรยานไฟฟ้าในไทยปี 2026? จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจว่ามาตรการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด และมีขอบเขตครอบคลุมยานพาหนะประเภทใดบ้าง การเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความคาดหวังให้แก่ผู้บริโภคจำนวนมากว่าอาจได้รับสิทธิประโยชน์ในการซื้อยานพาหนะไฟฟ้าทุกประเภท อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของนโยบายแต่ละฉบับมีความเฉพาะเจาะจงและมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน
มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างปี พ.ศ. 2567-2570 เป็นนโยบายต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0 โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาแรงส่งของการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และที่สำคัญคือการกระตุ้นให้เกิดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายนี้จึงเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภครถยนต์นั่งไฟฟ้า (Electric Passenger Cars) และรถกระบะไฟฟ้าเป็นหลัก การทำความเข้าใจในประเด็นนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการตอบคำถามว่าราคาจักรยานไฟฟ้าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้หรือไม่
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: ภาพรวมและเป้าหมายหลัก
มาตรการ EV 3.5 เป็นกรอบนโยบายที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ได้อนุมัติเพื่อสานต่อความสำเร็จของมาตรการระยะแรก โดยมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ไม่ใช่เพียงแค่การกระตุ้นยอดขายในระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในระดับภูมิภาค
วัตถุประสงค์ของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 2
เป้าประสงค์หลักของนโยบาย EV 3.5 มีความชัดเจนในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้:
- ส่งเสริมการผลิตในประเทศ: กำหนดเงื่อนไขให้ค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการต้องมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าในอัตราส่วนที่กำหนด เพื่อสร้างฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและลดการพึ่งพาการนำเข้า
- รักษาเสถียรภาพตลาด: ป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดและสงครามราคาที่รุนแรงเกินไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยมีการปรับลดวงเงินอุดหนุนลงจากมาตรการ EV 3.0
- สนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ: ส่งเสริมให้ผู้ผลิตหันมาใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะแบตเตอรี่ เพื่อสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรม EV ที่ครบวงจร
- เป้าหมาย ZEV 30@30: มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนใหญ่ในการผลักดันให้ยอดการผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) มีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573
มาตรการ EV 3.5 ถูกออกแบบมาอย่างรอบคอบเพื่อเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ใช้” ไปสู่ “ผู้ผลิต” โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะ ซึ่งเป็นตลาดหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
เงื่อนไขเงินอุดหนุนและข้อกำหนดสำหรับผู้ผลิต
ภายใต้มาตรการ EV 3.5 รัฐจะให้สิทธิประโยชน์แก่รถยนต์ไฟฟ้าที่ประกอบหรือผลิตในประเทศ โดยแบ่งเป็นเงินอุดหนุน การลดอากรขาเข้า และการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งรายละเอียดของสิทธิประโยชน์จะแตกต่างกันไปตามประเภทและขนาดของแบตเตอรี่รถยนต์ ตัวอย่างเช่น:
- รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV): ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 100,000 บาทต่อคัน (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่)
- รถกระบะไฟฟ้า: ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป จะได้รับเงินอุดหนุน 100,000 บาทต่อคัน
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: ราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป จะได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน (หมายเหตุ: แม้จะมีส่วนของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า แต่ก็เป็นคนละส่วนกับจักรยานไฟฟ้า หรือ e-bike ซึ่งไม่มีการระบุไว้ในมาตรการ)
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงเงื่อนไขเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น เช่น การขยายเวลาจดทะเบียนสำหรับรถที่ผลิตภายใต้เงื่อนไข EV 3.0 ไปจนถึงเดือนมกราคม 2569 และการผ่อนผันให้นำเข้าเซลล์แบตเตอรี่ได้ชั่วคราว เพื่อเร่งรัดการลงทุนและส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศในระยะต่อไป
สถานะของจักรยานไฟฟ้าในนโยบาย EV 3.5
จากการตรวจสอบเอกสารและประกาศอย่างเป็นทางการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับมาตรการ EV 3.5 พบว่าไม่มีการกล่าวถึง “จักรยานไฟฟ้า” หรือ “e-bike” อย่างชัดเจน ซึ่งหมายความว่ายานพาหนะประเภทนี้ไม่อยู่ในขอบเขตของการให้เงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้มาตรการนี้
เหตุใดจักรยานไฟฟ้าจึงไม่ถูกรวมอยู่ในมาตรการ
เหตุผลหลักที่จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าไม่ถูกรวมอยู่ในนโยบาย EV 3.5 สามารถอธิบายได้จากเป้าหมายของนโยบายที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหลัก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ มาตรการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อจูงใจค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย การสนับสนุนจึงมุ่งไปที่รถยนต์ซึ่งมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนและต้องใช้ห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่
ในทางกลับกัน จักรยานไฟฟ้าถูกจัดอยู่ในกลุ่มยานพาหนะส่วนบุคคลขนาดเล็ก (Personal Mobility Vehicle) ซึ่งมีโครงสร้างตลาดและห่วงโซ่อุปทานที่แตกต่างจากอุตสาหกรรมรถยนต์โดยสิ้นเชิง การส่งเสริมยานพาหนะกลุ่มนี้อาจต้องอาศัยนโยบายเฉพาะทางที่แตกต่างออกไป
นโยบายอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อ
แม้จะไม่ได้รับประโยชน์จาก EV 3.5 โดยตรง แต่จักรยานไฟฟ้าอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากนโยบายอื่น ๆ ที่ภาครัฐอาจออกมาในอนาคต เช่น:
- มาตรการด้านพลังงานสะอาด: นโยบายที่ส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อาจรวมถึงการสนับสนุนการใช้จักรยานไฟฟ้าในการเดินทางระยะสั้น
- นโยบายด้านความปลอดภัย: การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับจักรยานไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนและราคาจำหน่าย
- การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City): โครงการพัฒนาเมืองที่เน้นการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจมีการส่งเสริมการใช้จักรยานไฟฟ้าผ่านการสร้างเลนจักรยานหรือจุดชาร์จสาธารณะ
ดังนั้น แม้นโยบาย EV 3.5 จะไม่ส่งผลต่อราคาจักรยานไฟฟ้าโดยตรงในปี 2569 แต่ทิศทางการส่งเสริมพลังงานสะอาดโดยรวมของประเทศอาจเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดในระยะยาว
การเปรียบเทียบมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าเหตุใดนโยบาย EV 3.5 จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อราคาจักรยานไฟฟ้า การเปรียบเทียบกับมาตรการระยะแรก (EV 3.0) จะแสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนเป้าหมายของภาครัฐที่มุ่งเน้นการผลิตในประเทศมากขึ้น
| หัวข้อ | มาตรการ EV 3.0 (ปี 2565-2566) | มาตรการ EV 3.5 (ปี 2567-2570) |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุน (รถยนต์นั่ง) | 70,000 – 150,000 บาท/คัน | 50,000 – 100,000 บาท/คัน |
| เป้าหมายหลัก | กระตุ้นการใช้และการนำเข้ารถยนต์ EV | ส่งเสริมการผลิตรถยนต์ EV ในประเทศ |
| เงื่อนไขการผลิตชดเชย | ผลิตชดเชย 1:1 ภายในปี 2567 (ขยายได้ถึง 2568) | ผลิตชดเชย 1:2 ภายในปี 2569 (หากนำเข้าปี 67-68) |
| ยานพาหนะที่ครอบคลุม | รถยนต์นั่ง, รถกระบะ, รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | รถยนต์นั่ง, รถกระบะ, รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (ไม่มีจักรยานไฟฟ้า) |
| การลดภาษีสรรพสามิต | จาก 8% เหลือ 2% | คงที่ 2% |
ผลกระทบของ EV 3.5 ต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและการแข่งขัน
แม้มาตรการ EV 3.5 จะไม่เกี่ยวข้องกับจักรยานไฟฟ้า แต่การเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นภาพสะท้อนที่ช่วยให้เข้าใจทิศทางของภาครัฐได้ดียิ่งขึ้น
สงครามราคาและเสถียรภาพของตลาด
การปรับลดวงเงินอุดหนุนในมาตรการ EV 3.5 เมื่อเทียบกับ EV 3.0 ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าบางราย โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีสต็อกรถนำเข้าจากช่วงมาตรการเดิม ต้องเร่งระบายสินค้าด้วยการจัดแคมเปญลดราคาอย่างหนักหน่วง สิ่งนี้ได้จุดชนวนให้เกิด “สงครามราคา” ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าช่วงสั้นๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่สามารถซื้อรถได้ในราคาที่ต่ำลง อย่างไรก็ตาม บอร์ด EV ได้เข้ามาควบคุมสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเข้มงวดกับการตรวจสอบเงื่อนไขการผลิตชดเชย เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดเสียสมดุลจากการนำเข้ารถยนต์มากเกินไป
การปรับตัวของผู้ประกอบการและต้นทุนการผลิต
ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ EV 3.5 จำเป็นต้องวางแผนการลงทุนเพื่อตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยอย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานในระยะแรกเพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้นำเข้าไปสู่การเป็นผู้ผลิตเต็มตัวเป็นความท้าทายสำคัญ แต่ก็เป็นโอกาสในการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว การสนับสนุนให้ใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้นยังเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตในอนาคต แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมสนับสนุนในประเทศ
วิเคราะห์แนวโน้มราคาจักรยานไฟฟ้าปี 2569: ปัจจัยที่แท้จริง
เมื่อสรุปได้ว่านโยบาย EV 3.5 ไม่ใช่ปัจจัยที่จะส่งผลโดยตรงต่อราคาจักรยานไฟฟ้าในปี 2569 คำถามต่อไปคือ แล้วปัจจัยใดที่จะมีอิทธิพลต่อราคากันแน่? การคาดการณ์แนวโน้มราคาจำเป็นต้องพิจารณาจากปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์ของตลาดจักรยานไฟฟ้าโดยเฉพาะ
ปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อราคาจักรยานไฟฟ้า (e-bike) ในปี 2569 ได้แก่:
- ต้นทุนแบตเตอรี่: แบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดในจักรยานไฟฟ้า แม้ EV 3.5 จะส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ แต่การเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตโดยรวมในประเทศอาจช่วยให้ต้นทุนการผลิตเซลล์แบตเตอรี่สำหรับ e-bike ลดลงได้ในระยะยาว แต่นี่เป็นเพียงผลกระทบทางอ้อมที่ต้องใช้เวลา
- ราคาวัตถุดิบโลก: ราคาของลิเธียม, โคบอลต์, และนิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแบตเตอรี่ มีความผันผวนตามตลาดโลก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา: จักรยานไฟฟ้าและชิ้นส่วนจำนวนมากยังคงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ความผันผวนของค่าเงินบาทจึงมีผลโดยตรงต่อราคาจำหน่ายปลีก
- การแข่งขันในตลาด: การมีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น ทั้งแบรนด์ในประเทศและต่างประเทศ จะนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
- นวัตกรรมและเทคโนโลยี: การพัฒนาเทคโนโลยีมอเตอร์และระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง จะช่วยให้ราคาจักรยานไฟฟ้าโดยรวมเข้าถึงง่ายขึ้น
ดังนั้น การวางแผนซื้อจักรยานไฟฟ้าในปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบคุณสมบัติ, เทคโนโลยี, และโปรโมชันจากผู้จำหน่ายแต่ละราย มากกว่าการรอคอยผลกระทบจากนโยบายภาครัฐที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อยานพาหนะประเภทนี้
สรุปและคำแนะนำสำหรับผู้ที่วางแผนซื้อจักรยานไฟฟ้า
โดยสรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า นโยบาย EV 3.5 กระทบราคาจักรยานไฟฟ้าในไทยปี 2026? คือ ไม่ส่งผลกระทบโดยตรง มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้าในประเทศ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิต EV ที่สำคัญในภูมิภาค โดยไม่มีการระบุถึงการให้เงินอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่จักรยานไฟฟ้า (e-bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในปี 2569 จึงไม่จำเป็นต้องรอความชัดเจนจากนโยบาย EV 3.5 แต่ควรพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น เทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์, การรับประกัน, บริการหลังการขาย, และโปรโมชันจากผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ การตัดสินใจเลือกซื้อควรอยู่บนพื้นฐานของคุณภาพและความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของตนเองมากที่สุด
หากท่านกำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า, หรือ E-bike คุณภาพที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทาง GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าหลากหลายประเภท พร้อมให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยให้ท่านได้พบกับยานพาหนะที่เหมาะสมที่สุด
สามารถติดต่อเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือเยี่ยมชมสินค้าได้ที่:
- Facebook: FACEBOOK PAGE
- Line: LINE
- เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
เบอร์โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
