ส่องมาตรการ EV ใหม่! E-Bike จะได้ส่วนลดกับเขาไหม?
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย คำถามที่ว่า “ส่องมาตรการ EV ใหม่! E-Bike จะได้ส่วนลดกับเขาไหม?” ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการปรับปรุงมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV3 และ EV3.5 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก
สรุปประเด็นสำคัญของนโยบาย EV ล่าสุด
- คณะรัฐมนตรีอนุมัติการปรับปรุงมาตรการ EV3 และ EV3.5 โดยมุ่งเน้นสนับสนุนกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ผลิตในประเทศเป็นหลัก
- มาตรการใหม่มีการขยายกรอบเวลาการจำหน่ายและจดทะเบียน พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิตชดเชยเพื่อรักษาฐานการผลิตและป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาด
- ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีนโยบายอุดหนุนหรือมาตรการลดหย่อนภาษีโดยตรงสำหรับกลุ่มจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าภายใต้มาตรการ EV3.5 นี้
- โอกาสในการสนับสนุน E-Bike ในอนาคต อาจขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและรอประกาศอย่างเป็นทางการ
- เป้าหมายหลักของรัฐบาลคือการส่งเสริมยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (ZEV) ให้ได้ 30% ภายในปี 2573 ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
การอนุมัติปรับปรุงมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV3 และ EV3.5 ถือเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของภาครัฐในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม EV ของไทย มาตรการดังกล่าวซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ประกอบการ ป้องกันสงครามราคา และส่งเสริมให้เกิดการผลิตในประเทศอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ได้จุดประกายคำถามสำคัญในหมู่ผู้บริโภคที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กว่า จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จะได้รับอานิสงส์จากมาตรการสนับสนุนเหล่านี้ด้วยหรือไม่ บทความนี้จะวิเคราะห์รายละเอียดของมาตรการฉบับปรับปรุง สถานะปัจจุบันของ E-Bike ในนโยบายภาครัฐ และแนวโน้มความเป็นไปได้ในอนาคต โดยอ้างอิงจากข้อมูลมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ
เจาะลึกมาตรการ EV3.5 ฉบับปรับปรุง: ใครได้ประโยชน์?
มาตรการ EV3 และ EV3.5 ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่นี้ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานการผลิตภายในประเทศและเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาค
เป้าหมายหลัก: ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า
รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการสนับสนุนยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้มีสัดส่วน 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 มาตรการ EV3 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเงินอุดหนุนสุทธิตั้งแต่ 70,000 ถึง 150,000 บาทต่อคัน (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่) ได้กระตุ้นให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV ใหม่ในช่วง 9 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้นถึง 59% การปรับปรุงมาตรการในครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพของตลาด ป้องกันการผลิตที่มากเกินความต้องการ และส่งเสริมให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลกอย่างแท้จริง
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในมาตรการใหม่
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการปรับปรุงเงื่อนไขหลายประการ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ดังนี้
- การขยายกรอบเวลา: เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการมีเวลาในการปรับตัว จึงมีการขยายเวลาการจำหน่ายและจดทะเบียนยานยนต์ภายใต้มาตรการเดิมและมาตรการใหม่
- มาตรการ EV3: ขยายเวลาจำหน่ายได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2569
- มาตรการ EV3.5: กำหนดกรอบเวลาการจำหน่ายจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 และต้องจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2571
- การส่งเสริมการส่งออก: เพื่อกระตุ้นให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตและส่งออกจะได้รับการนับจำนวนในอัตรา 1.5 เท่าของจำนวนที่ผลิตจริง สำหรับการคำนวณชดเชยการนำเข้า
- ความยืดหยุ่นในการผลิตชดเชย: ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมมาตรการ EV3 สามารถขยายการผลิตเพื่อชดเชยยอดนำเข้าไปยังช่วงเวลาของมาตรการ EV3.5 ได้ ซึ่งช่วยให้การวางแผนการผลิตมีความต่อเนื่องและรักษาฐานการลงทุนไว้ในประเทศ
- การผ่อนผันการนำเข้าเซลล์แบตเตอรี่: อนุญาตให้นำเข้าเซลล์แบตเตอรี่มาประกอบในประเทศและนับเป็นมูลค่าชิ้นส่วนในประเทศได้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยมีมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 10% ของราคารถ เพื่อเร่งรัดให้เกิดการใช้ชิ้นส่วนในประเทศในระยะต่อไป
- ทางออกสำหรับรถยนต์นำเข้า: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาโดยไม่ได้รับเงินอุดหนุน ผู้ประกอบการสามารถขอคืนส่วนต่างภาษีสรรพสามิตได้ ซึ่งช่วยลดภาระและสร้างความเป็นธรรมในตลาด
ตารางสรุปภาพรวมมาตรการ EV3 และ EV3.5 (ฉบับปรับปรุง)
| หัวข้อ | มาตรการ EV3 (เดิม) | มาตรการ EV3.5 (ฉบับปรับปรุง) |
|---|---|---|
| กลุ่มเป้าหมายหลัก | รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) นำเข้าและผลิตในประเทศ | เน้นรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ที่ผลิตในประเทศเป็นสำคัญ |
| สิ้นสุดการจำหน่าย | 31 ธันวาคม 2568 | 31 ธันวาคม 2570 |
| สิ้นสุดการจดทะเบียน | 31 มกราคม 2569 | 31 มกราคม 2571 |
| เงื่อนไขการผลิตชดเชย | ต้องผลิตชดเชยตามอัตราส่วนที่กำหนดภายในกรอบเวลาเดิม | มีความยืดหยุ่นสูง สามารถขยายการผลิตชดเชยข้ามไปช่วง EV3.5 ได้ |
| การสนับสนุน E-Bike | ไม่ครอบคลุม | ไม่ครอบคลุม |
สถานะของ E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในนโยบายภาครัฐ
แม้ว่ามาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าจะมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากลับยังไม่ถูกรวมอยู่ในนโยบายสนับสนุนหลักอย่างชัดเจน
คำตอบที่ชัดเจน: มาตรการปัจจุบันยังไม่ครอบคลุม E-Bike
จากการตรวจสอบข้อมูลมติคณะรัฐมนตรีและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงมาตรการ EV3 และ EV3.5 พบว่านโยบายดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อเป็นหลัก โดยเฉพาะรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (BEV) และรถกระบะไฟฟ้า เพื่อสร้างผลกระทบในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
“ข้อมูลจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุดยืนยันว่า มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าที่อนุมัติใหม่นี้ ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนลด เงินอุดหนุน หรือมาตรการทางภาษีสำหรับจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง”
ดังนั้น สำหรับคำถามที่ว่า E-Bike จะได้รับส่วนลดจากมาตรการ EV ใหม่หรือไม่ คำตอบในปัจจุบันคือ “ยังไม่มี” เนื่องจากการสนับสนุนยังคงจำกัดอยู่ในกลุ่มยานยนต์ขนาดใหญ่ตามที่กฎหมายกำหนด
อนาคตของ E-Bike: ความหวังอยู่ที่ไหน?
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ E-Bike จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐยังไม่หมดไปเสียทีเดียว ความหวังสำคัญอยู่ที่ “การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในหลักการแล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำร่างกฎกระทรวงและรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การปรับโครงสร้างภาษีในส่วนนี้อาจเป็นช่องทางที่รัฐบาลจะใช้ในการออกมาตรการสนับสนุน E-Bike และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการลดอัตราภาษีสรรพสามิต หรือการออกมาตรการจูงใจอื่นๆ ที่แยกออกมาจากนโยบาย EV สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะ แต่เนื่องจากรายละเอียดของร่างกฎหมายดังกล่าวยังเป็นความลับ จึงยังไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางที่ชัดเจนได้ในขณะนี้
บริบทตลาดและทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
การตัดสินใจของภาครัฐในการกำหนดนโยบาย EV ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นผลมาจากการพิจารณาบริบทของตลาดโลกและการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ
การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ค่ายรถยนต์อย่างมาสด้า ประกาศเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ประเภท MHEV (Mild Hybrid) พร้อมเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมกว่า 5,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตไม่ได้มองแค่รถยนต์ไฟฟ้า BEV เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับยานยนต์พลังงานทางเลือกประเภทอื่นๆ ด้วย ซึ่งนโยบายภาครัฐจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่และการรักษาฐานการผลิตเดิมที่มีอยู่
ผลกระทบต่อผู้บริโภคและเป้าหมายระยะยาว
สำหรับผู้บริโภค มาตรการที่มุ่งเน้นการสร้างเสถียรภาพของตลาดหมายความว่า การแข่งขันด้านราคาอาจไม่รุนแรงเท่าที่ควร แต่จะส่งผลดีในระยะยาวต่อคุณภาพและบริการหลังการขาย นอกจากนี้ การส่งเสริมการผลิตในประเทศจะทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตมีแนวโน้มเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เป้าหมายระยะยาวของนโยบายทั้งหมดนี้ คือการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่เทคโนโลยีสะอาดอย่างยั่งยืน โดยไม่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต
โดยสรุป มาตรการ EV ใหม่ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของไทยให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเป็นฐานการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ยังคงจำกัดวงอยู่ที่กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เป็นสำคัญ และยังไม่ได้ขยายการสนับสนุนมาถึงยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
อนาคตของ E-Bike และโอกาสในการได้รับส่วนลดหรือมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถจักรยานยนต์ฉบับใหม่ ซึ่งผู้ที่สนใจและผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ยังคงต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดต่อไป ทิศทางนโยบายในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ให้มั่นคงก่อนที่จะขยายการสนับสนุนไปยังยานยนต์ประเภทอื่นๆ ในลำดับถัดไป
มองหาจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคุณภาพ?
แม้ว่ามาตรการภาครัฐจะยังมาไม่ถึง แต่การเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังคงเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเดินทางที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทางของคุณ
เยี่ยมชมและทดลองขับได้ที่ร้าน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางออนไลน์
- ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: เปิดทุกวันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางการติดต่อ:
- FACEBOOK PAGE
- LINE
- ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านเว็บไซต์
