มาตรการรัฐ EV 3.5: E-Bike ได้รับเงินอุดหนุนด้วยไหม?
คำถามที่ว่า มาตรการรัฐ EV 3.5: E-Bike ได้รับเงินอุดหนุนด้วยไหม? กลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก เนื่องจากนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐได้สร้างความตื่นตัวและกระตุ้นความสนใจในตลาดอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและเงื่อนไขของมาตรการดังกล่าวยังคงสร้างความสับสน โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่าง “จักรยานไฟฟ้า” และ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินว่ายานพาหนะจะเข้าเกณฑ์รับเงินอุดหนุนหรือไม่
ประเด็นสำคัญของบทความ
- มาตรการ EV 3.5 ให้เงินอุดหนุนเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า, รถกระบะไฟฟ้า และ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เท่านั้น
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่จัดอยู่ในประเภท “จักรยาน” ตามกฎหมายปัจจุบัน ยังไม่เข้าข่ายได้รับเงินอุดหนุน
- เกณฑ์การตัดสินที่สำคัญคือ “การจดทะเบียน” กับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจำเป็นต้องดำเนินการ แต่จักรยานไฟฟ้าไม่ต้อง
- ผู้ซื้อควรตรวจสอบประเภทของยานพาหนะกับผู้จำหน่ายให้ชัดเจนว่าเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขของมาตรการฯ หรือไม่ ก่อนตัดสินใจซื้อ
นโยบายส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐได้เดินทางมาถึงเฟสที่สอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาตรการ EV 3.5” ซึ่งมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ถึง พ.ศ. 2570 มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสานต่อความสำเร็จจากมาตรการ EV 3 และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถยนต์สันดาปภายในไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5
ความสนใจในมาตรการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างไปยังผู้ใช้งานยานพาหนะสองล้อไฟฟ้า เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความคล่องตัวในการเดินทางในเมืองและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจรายละเอียดและขอบเขตของมาตรการ EV 3.5 เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถประเมินสิทธิ์ประโยชน์และวางแผนการซื้อได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด
ภาพรวมของมาตรการ EV 3.5
มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 คือนโยบายต่อเนื่องที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ได้เห็นชอบ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการใช้งานจริง มาตรการนี้ยังคงใช้กลไกการให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์ ควบคู่ไปกับการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ผลิตและผู้นำเข้า เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนและทำให้ราคาจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
เป้าหมายสำคัญของนโยบายนี้คือการสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นตลาดในระยะสั้น และการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยภาครัฐคาดหวังว่ามาตรการ EV 3.5 จะช่วยผลักดันให้เกิดการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าภายในปี พ.ศ. 2569-2570 ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในอนาคต
ยานพาหนะประเภทใดได้รับเงินอุดหนุนภายใต้มาตรการ EV 3.5
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับมาตรการนี้คือ ขอบเขตของยานพาหนะที่ได้รับสิทธิ์เงินอุดหนุน ซึ่งตามประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ระบุประเภทของยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน
กลุ่มยานยนต์ที่เข้าเกณฑ์อย่างเป็นทางการ
ยานยนต์ไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้มาตรการสนับสนุน EV 3.5 แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ดังนี้:
- รถยนต์นั่งไฟฟ้า (Electric Passenger Cars): หรือรถยนต์ประเภท BEV (Battery Electric Vehicle) ที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับเงินอุดหนุนในอัตราที่แตกต่างกันไปตามขนาดของแบตเตอรี่และปีที่ซื้อ
- รถกระบะไฟฟ้า (Electric Pickup Trucks): สำหรับรถกระบะไฟฟ้าที่มีราคาจำหน่ายไม่เกิน 2 ล้านบาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 50 kWh ขึ้นไป จะได้รับเงินอุดหนุน 100,000 บาทต่อคัน โดยสนับสนุนเฉพาะรถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycles): เป็นกลุ่มที่มักเกิดความสับสนกับจักรยานไฟฟ้ามากที่สุด ซึ่งมีเงื่อนไขและรายละเอียดที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
เงื่อนไขเฉพาะสำหรับ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า”
เพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรการ EV 3.5 ยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าจะต้องเข้าข่ายเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ตามคำนิยามของกฎหมายและมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดทุกข้อ ดังนี้:
- ราคาจำหน่าย: ต้องมีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
- ขนาดแบตเตอรี่: ต้องมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป
- มาตรฐานผลิตภัณฑ์: ต้องเป็นรถที่ผลิตโดยผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)
- เงินอุดหนุน: จะได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐจำนวน 10,000 บาทต่อคัน
เงื่อนไขเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อส่งเสริมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพและมีระยะทางการใช้งานที่เหมาะสมสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน ซึ่งขนาดแบตเตอรี่ 3 kWh ถือเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่สำคัญ
เหตุผลที่ E-Bike ส่วนใหญ่ไม่เข้าเกณฑ์
จากข้อมูลและเอกสารอย่างเป็นทางการทั้งหมด ไม่มีการกล่าวถึง “จักรยานไฟฟ้า” หรือ “E-Bike” ในกลุ่มยานพาหนะที่ได้รับเงินอุดหนุน เหตุผลหลักมาจากคำนิยามทางกฎหมายและการจดทะเบียนยานพาหนะ จักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่ในท้องตลาดถูกจัดประเภทเป็น “จักรยาน” ซึ่งหมายความว่าไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ไม่มีป้ายทะเบียน และไม่อยู่ในข่ายบังคับให้ทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.)
มาตรการ EV 3.5 มุ่งเน้นการสนับสนุนยานพาหนะที่ถูกจัดประเภทและจดทะเบียนเป็น “รถจักรยานยนต์” ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ซึ่งตามกฎหมายถือเป็นเพียงจักรยานที่มีระบบขับเคลื่อนช่วย จึงไม่เข้าเงื่อนไขในการรับเงินอุดหนุนดังกล่าว
ดังนั้น หากผู้บริโภคต้องการซื้อยานพาหนะสองล้อไฟฟ้าและคาดหวังว่าจะได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาท จะต้องเลือกรุ่นที่ถูกจำหน่ายและจดทะเบียนเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” และมีคุณสมบัติตามที่ภาครัฐกำหนดครบถ้วนเท่านั้น
การจำแนกประเภท: ไขความแตกต่างระหว่าง E-Bike และ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
เพื่อความชัดเจนในการตัดสินใจ การทำความเข้าใจความแตกต่างทางกฎหมายและการใช้งานระหว่างยานพาหนะสองประเภทนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งสามารถสรุปเป็นตารางเปรียบเทียบได้ดังนี้
| คุณสมบัติ | จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) | รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า |
|---|---|---|
| การจดทะเบียน | ไม่ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก | ต้องจดทะเบียน และเสียภาษีประจำปี |
| ป้ายทะเบียน | ไม่มี | มี |
| ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) | ไม่ต้องทำ | ต้องทำ ตามกฎหมาย |
| ใบอนุญาตขับขี่ | ไม่ต้องมี (ใช้กฎจราจรสำหรับจักรยาน) | ต้องมี ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล |
| เงินอุดหนุน EV 3.5 | ไม่ได้รับ | ได้รับ (10,000 บาท) หากเข้าเงื่อนไขราคาและแบตเตอรี่ |
จากตารางจะเห็นได้ว่า ข้อกำหนดทางกฎหมายเป็นตัวแบ่งแยกยานพาหนะทั้งสองประเภทออกจากกันอย่างสิ้นเชิง การเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” มาพร้อมกับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่มากกว่า ทั้งในด้านเอกสารและการปฏิบัติตามกฎจราจร ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ภาครัฐเลือกให้การสนับสนุนยานพาหนะกลุ่มนี้ เนื่องจากมีการควบคุมและสามารถตรวจสอบได้ในระบบ
ผลกระทบของนโยบายต่อตลาดและราคา E-Bike ในประเทศไทย
แม้ว่าจักรยานไฟฟ้าจะไม่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงจากมาตรการ EV 3.5 แต่นโยบายดังกล่าวก็ยังส่งผลกระทบต่อตลาดโดยรวมในทางอ้อม ทั้งในด้านการรับรู้ของผู้บริโภคและการแข่งขันในตลาด
แนวโน้มราคา E-Bike ในปัจจุบัน
ราคาของ E-Bike ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเงินอุดหนุน 10,000 บาท ดังนั้น ราคาจำหน่ายจึงยังคงขึ้นอยู่กับกลไกตลาดปกติ อย่างไรก็ตาม กระแสความนิยมในยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายของรัฐ อาจกระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย E-Bike จัดแคมเปญส่งเสริมการขายหรือส่วนลดของตนเอง เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดและแข่งขันกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับเงินอุดหนุน นอกจากนี้ การตื่นตัวของผู้บริโภคอาจทำให้เกิดการแข่งขันด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ส่งผลให้ในระยะยาวอาจมี E-Bike รุ่นใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าเดิมออกมาสู่ตลาด
ปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อราคา
นอกเหนือจากนโยบายภาครัฐแล้ว ราคาของจักรยานไฟฟ้ายังคงถูกกำหนดโดยปัจจัยสำคัญอื่นๆ ได้แก่:
- ต้นทุนแบตเตอรี่: ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุด ราคาของลิเธียมและเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่มีผลโดยตรงต่อราคาขายปลีก
- ภาษีนำเข้า: จักรยานไฟฟ้าและชิ้นส่วนส่วนใหญ่ยังคงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อัตราภาษีจึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ
- คุณสมบัติและสมรรถนะ: รุ่นที่มีมอเตอร์กำลังสูง แบตเตอรี่ความจุเยอะ หรือมีฟังก์ชันเสริมที่ทันสมัย ย่อมมีราคาสูงกว่ารุ่นพื้นฐาน
- การแข่งขันของแบรนด์: การมีผู้เล่นในตลาดหลายรายช่วยให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค
คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจซื้อยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อ
เพื่อประกอบการตัดสินใจและเลือกซื้อยานพาหนะไฟฟ้าที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณมากที่สุด ผู้บริโภคควรพิจารณาประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้
วิธีตรวจสอบสิทธิ์และประเภทของยานพาหนะ
ก่อนตัดสินใจซื้อ สิ่งสำคัญที่สุดคือการสอบถามข้อมูลกับผู้จำหน่ายโดยตรงและตรวจสอบเอกสารให้ชัดเจน ควรถามคำถามที่เฉพาะเจาะจง เช่น:
- “ยานพาหนะคันนี้สามารถจดทะเบียนเป็น รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า กับกรมการขนส่งทางบกได้หรือไม่?”
- “รถรุ่นนี้มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ของมาตรการ EV 3.5 (ราคาไม่เกิน 150,000 บาท และแบตเตอรี่ขนาด 3 kWh ขึ้นไป) เพื่อรับเงินอุดหนุน 10,000 บาทหรือไม่?”
- “มีเอกสารใดบ้างที่ยืนยันประเภทของรถและการเข้าร่วมโครงการของภาครัฐ?”
การตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้จะช่วยป้องกันความเข้าใจผิดและทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับสิทธิ์ประโยชน์ตามที่คาดหวัง
ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ
นอกเหนือจากเรื่องเงินอุดหนุนแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ควรนำมาพิจารณาเพื่อเลือกยานพาหนะที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ดีที่สุด:
- ลักษณะการใช้งาน: หากต้องการใช้เดินทางในระยะทางสั้นๆ ภายในหมู่บ้านหรือซอย ไม่ต้องการความเร็วสูง และไม่ต้องการทำใบขับขี่หรือจดทะเบียน จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและสะดวกกว่า
- ระยะทางและสมรรถนะ: หากต้องการใช้เดินทางบนถนนสายหลัก ต้องการความเร็วที่เทียบเท่ารถจักรยานยนต์ทั่วไป และเดินทางในระยะทางที่ไกลขึ้น รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนได้คือคำตอบที่ดีกว่า
- งบประมาณและค่าใช้จ่ายแฝง: ควรพิจารณางบประมาณทั้งหมด ไม่ใช่แค่ราคาซื้อ แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน, ค่า พ.ร.บ., ค่าภาษีประจำปี, และค่าบำรุงรักษาในระยะยาว
- ความสะดวกในการชาร์จ: ตรวจสอบว่าที่พักอาศัยหรือที่ทำงานมีจุดที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างสะดวกและปลอดภัยหรือไม่
บทสรุป
โดยสรุป สำหรับคำถามที่ว่า มาตรการรัฐ EV 3.5: E-Bike ได้รับเงินอุดหนุนด้วยไหม? คำตอบที่ชัดเจนคือ “ไม่ได้รับ” เนื่องจากจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ที่จัดประเภทเป็นจักรยานตามกฎหมาย ไม่เข้าข่ายยานพาหนะที่ภาครัฐให้การสนับสนุนภายใต้มาตรการนี้ สิทธิ์ประโยชน์เงินอุดหนุน 10,000 บาท สงวนไว้สำหรับ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่มีราคาไม่เกิน 150,000 บาท ขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป และต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น
ดังนั้น ผู้บริโภคที่ต้องการซื้อยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อจึงต้องทำความเข้าใจความแตกต่างทางกฎหมายและตรวจสอบข้อมูลกับผู้จำหน่ายอย่างละเอียด เพื่อให้สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการใช้งานและรับสิทธิประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง การตัดสินใจไม่ควรขึ้นอยู่กับเงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมในการใช้งาน งบประมาณ และข้อบังคับทางกฎหมายควบคู่กันไปด้วย
ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าครบวงจร
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่มีคุณภาพและออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง ที่ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กหลากหลายประเภท พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้ข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้องเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าจริงและรับคำปรึกษาได้ที่ร้าน หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางต่างๆ:
- ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
- เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- โทรศัพท์: 061-962-2878
- ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านเว็บไซต์

