EV 4.0? ส่องมาตรการรัฐ หนุนจักรยานไฟฟ้าในอนาคต
- ทิศทางนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าไทยในอนาคต
- ถอดรหัสนโยบาย EV 4.0: ก้าวต่อไปของยานยนต์ไฟฟ้าไทย
- เจาะลึก EV 3.5: รากฐานสำคัญสู่อนาคตจักรยานไฟฟ้า
- มติบอร์ด EV ล่าสุด: สัญญาณชัดเจนสู่ EV 4.0
- จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): พระเอกคนต่อไปในนโยบาย EV ไทย
- ความท้าทายและช่องว่างที่ต้องจับตาในยุค EV 4.0
- สิ่งที่ต้องติดตาม: ก้าวต่อไปของมาตรการหนุนจักรยานไฟฟ้า
- สรุปและแนวโน้มในอนาคต
นโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการมุ่งเน้นสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ไปสู่การขยายขอบเขตให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มไมโครโมบิลิตี (Micromobility) เช่น จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นที่จับตามองว่าอาจเป็นหัวใจสำคัญของมาตรการระยะถัดไปที่อาจถูกเรียกว่า “EV 4.0”
ทิศทางนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าไทยในอนาคต
- การเปลี่ยนผ่านสู่ EV 4.0: นโยบาย EV ของไทยกำลังก้าวสู่เฟสใหม่ (อย่างไม่เป็นทางการเรียกว่า EV 4.0) โดยขยายขอบเขตจากรถยนต์ไฟฟ้าไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมการเดินทางที่ยั่งยืนในเมือง
- รากฐานจาก EV 3.5: มาตรการ EV 3.5 ที่เน้นการอุดหนุนราคาแลกกับการผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่คาดว่าจะถูกนำมาปรับใช้กับมาตรการสนับสนุนจักรยานไฟฟ้าในอนาคต
- เสถียรภาพตลาดและ Supply Chain: มติบอร์ด EV ล่าสุด (ปลายปี 2025 – ต้นปี 2026) สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการสร้างเสถียรภาพของตลาด ป้องกันสงครามราคา และส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแบตเตอรี่
- อนาคตของจักรยานไฟฟ้า: แม้ยังไม่มีตัวเลขเงินอุดหนุนสำหรับจักรยานไฟฟ้าโดยตรง แต่นโยบายภาครัฐมีทิศทางที่ชัดเจนว่าจะมีการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (ZEV) ภายในปี 2030
EV 4.0? ส่องมาตรการรัฐ หนุนจักรยานไฟฟ้าในอนาคต กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างสูง เนื่องจากนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล (BEV) ขณะนี้ทิศทางนโยบายกำลังถูกปรับเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว พร้อมขยายการสนับสนุนไปยังยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ โดยเฉพาะกลุ่มไมโครโมบิลิตี เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเดินทางระยะสั้นในเขตเมืองและช่วยลดมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเปลี่ยนผ่านนี้สะท้อนเป้าหมายที่ใหญ่กว่าของประเทศในการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค และสอดรับกับนโยบาย 30@30 ที่ตั้งเป้าผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 ดังนั้น การทำความเข้าใจวิวัฒนาการของนโยบายจากอดีตถึงปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์การเดินทางในประเทศไทย
ถอดรหัสนโยบาย EV 4.0: ก้าวต่อไปของยานยนต์ไฟฟ้าไทย
คำว่า “EV 4.0” ยังไม่ใช่นโยบายที่ได้รับการประกาศชื่ออย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงแนวคิดและทิศทางของมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าระยะถัดไป ที่ต่อยอดมาจากความสำเร็จและบทเรียนของมาตรการในเฟสก่อนหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้มีความสมดุลและยั่งยืนมากขึ้น แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการกระตุ้นยอดขายผ่านเงินอุดหนุนเพียงอย่างเดียว
แนวคิดนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ Thailand 4.0 ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยนโยบาย EV 4.0 จะมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภายในประเทศ ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่และมอเตอร์ ไปจนถึงการส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าไปยังตลาดโลก นอกจากนี้ จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือการขยายขอบเขตการสนับสนุนให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท เพื่อให้เกิดระบบนิเวศการเดินทางไฟฟ้า (E-mobility Ecosystem) ที่สมบูรณ์
| คุณสมบัติ | เฟส EV 2.x | เฟส EV 3.0 / 3.5 | เฟส EV 4.0 (คาดการณ์) |
|---|---|---|---|
| เป้าหมายหลัก | ดึงดูดการลงทุนด้านการผลิต BEV | กระตุ้นตลาดผู้บริโภค และบังคับการผลิตในประเทศ | สร้างเสถียรภาพตลาด, ส่งเสริม Supply Chain, ขยายสู่ Micromobility |
| เครื่องมือหลัก | สิทธิประโยชน์ BOI, ลดภาษีสรรพสามิต | เงินอุดหนุนราคาขาย, ลดภาษีนำเข้าและสรรพสามิต | ปรับโครงสร้างเงินอุดหนุน, เงื่อนไข Local Content เข้มข้น, มาตรการเฉพาะกลุ่ม (เช่น E-bike) |
| ยานยนต์เป้าหมาย | รถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) | รถยนต์นั่งไฟฟ้า, รถกระบะไฟฟ้า, รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท รวมถึงจักรยานไฟฟ้า, สกู๊ตเตอร์, รถสามล้อ และรถโดยสาร |
เจาะลึก EV 3.5: รากฐานสำคัญสู่อนาคตจักรยานไฟฟ้า
มาตรการ EV 3.5 ซึ่งมีผลบังคับใช้จนถึงปี 2027 ถือเป็นกลไกสำคัญที่วางรากฐานสำหรับนโยบายในอนาคต หัวใจของมาตรการนี้คือการใช้ “เงินอุดหนุน” และ “การลดหย่อนภาษี” เป็นเครื่องมือจูงใจ เพื่อแลกกับการที่ผู้ผลิตต้องยอมรับเงื่อนไข “การผลิตชดเชย” และ “การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ” ตามสัดส่วนที่กำหนด
โมเดล “อุดหนุนแลกผลิต” นี้ ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถดึงดูดค่ายรถยนต์ชั้นนำจากทั่วโลกให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยได้สำเร็จ และสร้างความคึกคักให้กับตลาดผู้บริโภคอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลักการทำงานของ EV 3.5 ประกอบด้วย:
- เงินอุดหนุน: ภาครัฐให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโดยตรง (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่และประเภทรถ) ทำให้ราคาจำหน่ายลดลงและเข้าถึงง่ายขึ้น
- การลดภาษี: ลดอัตราภาษีสรรพสามิตและอากรนำเข้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ
- เงื่อนไขการผลิต: ผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์จะต้องเริ่มผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่น ภายในปี 2024–2025) เพื่อชดเชยจำนวนที่นำเข้ามาจำหน่าย
- การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content): มีการกำหนดเป้าหมายให้ผู้ผลิตต้องใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญอย่างแบตเตอรี่
แม้ว่ามาตรการ EV 3.5 จะมุ่งเน้นที่รถยนต์เป็นหลัก แต่โครงสร้างและหลักการคิดนี้เองที่คาดว่าจะถูกนำมาปรับใช้เป็นพิมพ์เขียวสำหรับมาตรการสนับสนุนจักรยานไฟฟ้าและยานยนต์สองล้อไฟฟ้าในเฟสถัดไป
มติบอร์ด EV ล่าสุด: สัญญาณชัดเจนสู่ EV 4.0
ในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026 คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) และคณะรัฐมนตรี ได้มีมติสำคัญหลายประการเพื่อปรับปรุงมาตรการเดิมและปูทางไปสู่นโยบายเฟสใหม่ ซึ่งสะท้อนแนวคิดของ EV 4.0 ได้อย่างชัดเจน โดยเน้นที่การสร้างความยืดหยุ่น, การป้องกันสงครามราคา และการผลักดันอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในประเทศอย่างจริงจัง
การขยายเวลาและสร้างความยืดหยุ่น
มีการขยายระยะเวลาของมาตรการ EV3 และ EV3.5 ออกไป โดยให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายรถภายใต้เงื่อนไขเดิมได้นานขึ้น และยืดเวลาการจดทะเบียนไปจนถึงต้นปีถัดไป การปรับเปลี่ยนนี้ช่วยให้ผู้ผลิตมีเวลาในการบริหารจัดการสต็อกสินค้า ลดความเสี่ยงปัญหารถยนต์ล้นตลาด และช่วยให้สายการผลิตมีความต่อเนื่องมากขึ้น
ส่งเสริมไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตเพื่อส่งออก
เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก (Export Hub) ได้มีการปรับเงื่อนไขให้การผลิตเพื่อส่งออกมีน้ำหนักมากขึ้น โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตเพื่อส่งออก 1 คัน สามารถนับเป็นเครดิตชดเชยภาระการผลิตในประเทศได้ถึง 1.5 เท่า ซึ่งเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้ผลิตเลือกไทยเป็นฐานการผลิตสำหรับตลาดโลก ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศที่อาจเกิดการแข่งขันด้านราคาสูง
เงื่อนไขแบตเตอรี่ในประเทศที่เข้มข้นขึ้น
ประเด็นเรื่องแบตเตอรี่ถูกให้ความสำคัญเป็นพิเศษ มีการกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนขึ้นเพื่อผลักดันให้เกิดการใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศ แม้จะอนุญาตให้นำเข้าเซลล์แบตเตอรี่มาประกอบได้ในช่วงแรก แต่มีการจำกัดมูลค่าของเซลล์ที่นำเข้า และบังคับให้ผู้ผลิตต้องส่งแผนการจัดหาชิ้นส่วนแบตเตอรี่ในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลต้องการสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ให้เกิดขึ้นจริงในไทย
เป้าหมายป้องกันสงครามราคาและตลาดล้น (Oversupply)
โฆษกรัฐบาลได้ระบุอย่างชัดเจนว่า การปรับนโยบายครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “หยุดสงครามราคา” และป้องกันภาวะอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ในตลาด EV สิ่งนี้สะท้อนว่าภาครัฐกำลังเปลี่ยนมุมมองจากการเร่งปริมาณยอดขายเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างเสถียรภาพและสมดุลของตลาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแนวคิด EV 4.0 ที่จะทยอยปรับลดการอุดหนุนที่รุนแรง และหันไปเน้นการสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมจากภายใน
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike): พระเอกคนต่อไปในนโยบาย EV ไทย
แม้ว่ามติบอร์ด EV ล่าสุดจะยังไม่ได้ระบุถึงจักรยานไฟฟ้าโดยตรง แต่จากทิศทางนโยบายและแนวโน้มของโลก มีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งที่จักรยานไฟฟ้าและยานยนต์สองล้อไฟฟ้าจะกลายเป็นดาวเด่นในมาตรการ EV 4.0 ด้วยเหตุผลหลายประการ:
- ความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ: ยุทธศาสตร์ EV ของไทยครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทอยู่แล้ว รวมถึงไมโครโมบิลิตี เพียงแต่ในระยะแรกจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงกว่าก่อน
- แนวโน้มการคมนาคมในเมือง: หลายประเทศทั่วโลกใช้จักรยานไฟฟ้า (E-bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาจราจร ลดมลพิษ และส่งเสริมการเดินทางในระยะสั้น (Last-mile connectivity)
- การบรรลุเป้าหมาย ZEV: การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่มีราคาเข้าถึงง่าย จะช่วยเพิ่มจำนวนยานยนต์ไร้มลพิษบนท้องถนนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย 30@30
ไทยมองยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อเป็นส่วนหนึ่งของ e-mobility ecosystem อยู่แล้ว เพียงแต่ระยะแรกเน้นดึงการลงทุนสำหรับรถยนต์ก่อนเพราะมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า
ดังนั้น จึงคาดการณ์ได้ว่ามาตรการสนับสนุนจักรยานไฟฟ้าในอนาคตจะใช้โมเดลเดียวกับรถยนต์ คือการให้เงินอุดหนุนราคาขาย (อาจอยู่ในระดับหลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อคัน) เพื่อแลกกับการที่ผู้ผลิตต้องทำการผลิตหรือประกอบในประเทศ และใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในไทย เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ และชุดควบคุม โดยผูกโยงกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม การลดค่าครองชีพด้านการเดินทาง และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ
ความท้าทายและช่องว่างที่ต้องจับตาในยุค EV 4.0
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV 4.0 และการขยายการสนับสนุนไปยังจักรยานไฟฟ้ายังคงมีความท้าทายและช่องว่างเชิงนโยบายที่ต้องได้รับการจัดการอย่างรอบคอบ:
- การสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนรายย่อย (SMEs): ยังขาดมาตรการที่ชัดเจนในการช่วยเหลือผู้ผลิตชิ้นส่วนรายเล็กและรายกลางที่เคยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของรถยนต์สันดาป (ICE) ให้สามารถปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรม EV ได้
- ผลกระทบด้านแรงงาน: แรงงานในสายการผลิตเดิมอาจได้รับผลกระทบ จำเป็นต้องมีแผนพัฒนาทักษะ (Reskill/Upskill) ที่ชัดเจนและครอบคลุม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีการผลิตใหม่
- มาตรฐานและความปลอดภัย: ก่อนที่จะมีการอุดหนุนเต็มรูปแบบ จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์และมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนสำหรับจักรยานไฟฟ้า ทั้งมาตรฐานตัวรถ, แบตเตอรี่ และการใช้งานบนท้องถนน
- การบูรณาการกับผังเมือง: การส่งเสริมจักรยานไฟฟ้าจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อบูรณาการเข้ากับนโยบายผังเมืองและระบบขนส่งสาธารณะ เช่น การสร้างเลนจักรยานที่ปลอดภัย, การสนับสนุนระบบเช่าใช้ (Shared Mobility) และการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า
สิ่งที่ต้องติดตาม: ก้าวต่อไปของมาตรการหนุนจักรยานไฟฟ้า
จากข้อมูลที่เปิดเผยในปัจจุบัน แม้ทิศทางเชิงหลักการจะชัดเจน แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในการประชุมบอร์ด EV และมติคณะรัฐมนตรีครั้งต่อไป ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดรายละเอียดของมาตรการสนับสนุนจักรยานไฟฟ้า:
- ตัวเลขเงินอุดหนุน: ยังไม่มีการประกาศตัวเลขเงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า
- โครงสร้างภาษี: รายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับ E-bike โดยเฉพาะยังไม่ถูกกำหนด
- เงื่อนไข Local Content: ข้อกำหนดด้านการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสำหรับยานยนต์สองล้อไฟฟ้ายังไม่มีความชัดเจน
ดังนั้น ประเด็นที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในอนาคตอันใกล้ คือประกาศที่เกี่ยวข้องกับ:
- การปรับปรุงอัตราภาษีและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและจักรยานไฟฟ้า
- โครงการนำร่อง (Pilot Project) การใช้งาน E-bike หรือ E-scooter ในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, หรือภูเก็ต
- มาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับโรงงานประกอบจักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
- กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของแบตเตอรี่และโครงสร้างของยานยนต์สองล้อไฟฟ้า
สรุปและแนวโน้มในอนาคต
นโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยกำลังเดินทางสู่บทใหม่ที่เรียกว่า EV 4.0 ซึ่งเป็นการยกระดับจากเพียงการกระตุ้นตลาด ไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและครบวงจร โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการรักษาเสถียรภาพของตลาด ส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และขยายการสนับสนุนให้ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท การมาถึงของมาตรการสนับสนุนจักรยานไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นก้าวต่อไปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางในเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กนี้ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงทางเลือกการเดินทางที่สะอาด ประหยัด และสะดวกสบาย สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคุณภาพที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ สามารถพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายได้จากผู้เชี่ยวชาญ
GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในการเดินทางยุคใหม่ พร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างมืออาชีพ
ช่องทางการติดต่อ:
- FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
- LINE: @705dancc
- โทรศัพท์: 061-962-2878
- เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
- ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
- สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์โดยตรง

