เจาะลึกนโยบาย EV: จักรยานไฟฟ้าจะมีส่วนลดจากรัฐไหม?
หลังจากที่รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สำหรับรถยนต์อย่างจริงจัง ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า แล้วยานพาหนะสองล้ออย่างจักรยานไฟฟ้าจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายดังกล่าวหรือไม่ บทความนี้จะทำการวิเคราะห์และ เจาะลึกนโยบาย EV: จักรยานไฟฟ้าจะมีส่วนลดจากรัฐไหม? โดยอิงจากข้อมูลและทิศทางการส่งเสริมของภาครัฐ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนถึงโอกาสที่ผู้บริโภคจะได้ใช้จักรยานไฟฟ้าในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้นในอนาคต
สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายจักรยานไฟฟ้า
- ไม่มีส่วนลดโดยตรง: ปัจจุบัน รัฐบาลยังไม่มีนโยบายให้เงินอุดหนุน คืนเงิน หรือลดหย่อนภาษีโดยตรงแก่ผู้บริโภคที่ซื้อจักรยานไฟฟ้า (E-Bike)
- เน้นส่งเสริมการผลิต: นโยบายหลักของภาครัฐมุ่งเน้นไปที่การให้สิทธิประโยชน์การลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อดึงดูดผู้ผลิตให้ตั้งฐานการผลิตในประเทศ
- เป้าหมายระยะยาว: กลยุทธ์ของรัฐบาลคือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้ครบวงจร ตั้งแต่ชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ไปจนถึงสถานีชาร์จ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและทำให้ราคาจำหน่ายในตลาดลดลงในระยะยาว
- ส่วนหนึ่งของแผน EV 30@30: จักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไร้มลพิษ (ZEV) ให้ได้ 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573
- ตลาดเติบโตด้วยตัวเอง: แม้ไม่มีส่วนลดจากรัฐ ตลาดจักรยานไฟฟ้ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ดีขึ้น และการแข่งขันของผู้ผลิตที่นำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายราคา
ทิศทางนโยบาย EV ของไทย: เน้นสร้างฐานการผลิต ไม่ใช่ส่วนลดผู้บริโภค
การวิเคราะห์ เจาะลึกนโยบาย EV: จักรยานไฟฟ้าจะมีส่วนลดจากรัฐไหม? พบว่าแนวทางของภาครัฐไทยมีความชัดเจนในการวางรากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว แทนที่จะใช้มาตรการกระตุ้นความต้องการในระยะสั้นผ่านเงินอุดหนุนผู้ซื้อโดยตรง ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างจากนโยบายที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงแรก กลยุทธ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความยั่งยืนให้กับตลาดและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาคอาเซียน
สถานะปัจจุบันของมาตรการอุดหนุน E-Bike
จากข้อมูลจนถึงปี 2569 ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่ารัฐบาลมีมาตรการให้เงินอุดหนุน หรือส่วนลดทางภาษีสำหรับผู้ที่ซื้อจักรยานไฟฟ้าเป็นการส่วนบุคคล นโยบายที่ออกมาทั้งหมดมุ่งเน้นไปที่ฝั่งอุปทาน (Supply-side) คือผู้ผลิตและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานเป็นหลัก ซึ่งหมายความว่าราคาจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าในปัจจุบันยังคงเป็นไปตามกลไกตลาดและการแข่งขันของผู้จำหน่าย โปรโมชันต่างๆ เช่น การลดราคา การผ่อนชำระ หรือของแถม ล้วนมาจากภาคเอกชนทั้งสิ้น
แนวทางการส่งเสริมของรัฐบาลไทยไม่ได้มุ่งเน้นการให้ส่วนลดโดยตรงแก่ผู้ซื้อจักรยานไฟฟ้า แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการผลิต เพื่อเป้าหมายในการลดต้นทุนและทำให้ราคาสินค้าในตลาดถูกลงอย่างยั่งยืนในอนาคต
เหตุผลที่รัฐบาลมุ่งเน้นการสนับสนุนผู้ผลิต
การเลือกที่จะสนับสนุนฝั่งผู้ผลิตมีข้อดีเชิงกลยุทธ์หลายประการ ประการแรก คือการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติและการส่งเสริมผู้ผลิตในประเทศให้ตั้งโรงงานผลิตจักรยานไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง จะนำไปสู่การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะแรงงานไทย ประการที่สอง คือการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน เมื่อมีการผลิตภายในประเทศ รัฐบาลจะสามารถกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น และประการสุดท้าย คือการลดการพึ่งพาการนำเข้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโดยรวมของจักรยานไฟฟ้าในระยะยาว เนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและภาษีนำเข้าที่สูง
แกะรอยมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐ
แม้จะไม่มีเงินอุดหนุนโดยตรง แต่ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการส่งเสริมหลายด้านที่ล้วนส่งผลต่ออนาคตของตลาดจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทย มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งและครบวงจรสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท
บทบาทของ BOI ในการสร้างระบบนิเวศจักรยานไฟฟ้า
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI คือหน่วยงานหัวหอกในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ โดยล่าสุดบอร์ด BOI ได้อนุมัติการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุนแก่กิจการที่ผลิตจักรยานไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่:
- การผลิตแบตเตอรี่: หัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า การส่งเสริมการผลิตในประเทศจะช่วยลดต้นทุนและสร้างความมั่นคงด้านอุปทาน
- การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ: เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบควบคุม และโครงสร้างตัวถัง
- การประกอบจักรยานไฟฟ้า: ส่งเสริมให้เกิดโรงงานประกอบ E-Bike ที่ได้มาตรฐาน
- สถานีสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping Station): โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดระยะเวลาในการรอชาร์จและเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ใช้งาน
- สถานีชาร์จ (Charging Station): การขยายโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุมเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค
การส่งเสริมตลอดห่วงโซ่อุปทานนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งจากภายใน ลดต้นทุนการผลิต และท้ายที่สุดจะส่งผลให้ราคาจำหน่ายจักรยานไฟฟ้าแก่ผู้บริโภคถูกลงได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพิงเงินอุดหนุน
เป้าหมายใหญ่ภายใต้นโยบาย EV 30@30
นโยบาย EV 30@30 เป็นเป้าหมายระดับชาติที่กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ โดยมีสาระสำคัญคือการตั้งเป้าผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle – ZEV) ให้มีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในประเทศภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) เป้าหมายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงยานพาหนะประเภทอื่นด้วย โดยมีเป้าหมายการผลิตที่ชัดเจน:
- รถยนต์นั่งและรถกระบะไฟฟ้า: 725,000 คัน
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: 675,000 คัน
นอกจากเป้าหมายการผลิตแล้ว นโยบายนี้ยังรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้งาน โดยตั้งเป้าติดตั้งสถานีชาร์จแบบเร็ว (Fast Charge) จำนวน 12,000 หัวจ่าย และสถานีสลับแบตเตอรี่สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอีก 1,450 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะเห็นได้ว่ารถสองล้อไฟฟ้าเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในแผนยุทธศาสตร์นี้
การสนับสนุนจากกระทรวงอุตสาหกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรมได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนให้ภาคเอกชนลงทุนตั้งฐานการผลิตจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทย ไม่ใช่เพียงเพื่อรองรับความต้องการในประเทศ แต่ยังมุ่งหวังให้ไทยเป็นฐานการส่งออกที่สำคัญไปยังตลาดอาเซียน การสนับสนุนนี้สอดคล้องกับนโยบาย EV โดยรวมของประเทศ และเป็นการส่งสัญญาณให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการเติบโตของอุตสาหกรรม E-Bike ในไทย
ภาพรวมตลาดจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทย
แม้จะไม่มีมาตรการส่วนลดโดยตรงจากภาครัฐ แต่ตลาดจักรยานไฟฟ้าในประเทศไทยกลับมีการเติบโตที่น่าจับตามอง อันเนื่องมาจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น และการแข่งขันของแบรนด์ต่างๆ ที่ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น
แนวโน้มการเติบโตและปัจจัยขับเคลื่อน
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด E-Bike คือการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สามารถเก็บประจุไฟได้มากขึ้น มีน้ำหนักเบาลง และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น สิ่งนี้ทำให้จักรยานไฟฟ้าในปัจจุบันสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง บางรุ่นสามารถทำระยะทางได้เกิน 100 กิโลเมตร ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ การที่จักรยานยนต์ไฟฟ้าบางประเภทสามารถจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ ก็เป็นอีกปัจจัยที่สร้างความมั่นใจและกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจยานพาหนะประเภทนี้มากขึ้น
ตัวอย่างจักรยานไฟฟ้าที่น่าสนใจในตลาด
ตลาด E-Bike ในช่วงปี 2568-2569 มีความคึกคักและมีผลิตภัณฑ์หลากหลายรุ่นออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ใช้งาน ตั้งแต่รุ่นที่มีสมรรถนะสูงไปจนถึงรุ่นที่เน้นความคุ้มค่า
| รุ่น (Model) | ราคาโดยประมาณ (บาท) | ระยะทางต่อการชาร์จ (กม.) | จุดเด่น |
|---|---|---|---|
| Aionex S7 | 154,900 | 120 | สมรรถนะสูง เหมาะสำหรับการเดินทางไกล |
| รุ่นราคาประหยัด (ทั่วไป) | 39,800 – 41,790 | 70 | ราคาเข้าถึงง่าย เหมาะกับการใช้งานในเมือง |
| YADEA OVA | ไม่ระบุราคาแน่ชัด | ไม่ระบุระยะทางแน่ชัด | ไม่ต้องมีใบขับขี่, มาตรฐานกันน้ำ IPX6 |
การเข้ามาของผู้ผลิตรายใหญ่และแบรนด์ไทย
การเติบโตของตลาดยังดึงดูดให้ผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศ ตัวอย่างเช่น บริษัท YADEA ที่เปิดโรงงานในจังหวัดสมุทรปราการในปี 2567 โดยตั้งเป้าการผลิตสูงถึง 600,000 คันภายใน 3 ปี และมีการจ้างงานแรงงานไทยถึง 80% ซึ่งเป็นการตอบรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของ BOI อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์สัญชาติไทยแท้ 100% อย่าง EM Bike ที่เปิดตัวรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 3 รุ่นใหม่ในงาน Motor Expo 2026 โดยผลิตจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางชัน การเกิดขึ้นของผู้ผลิตในประเทศเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ราคา E-Bike ในอนาคตสามารถแข่งขันได้และเข้าถึงง่ายขึ้น
สรุปทิศทางอนาคตของจักรยานไฟฟ้าและนโยบายภาครัฐ
โดยสรุป จากการ เจาะลึกนโยบาย EV: จักรยานไฟฟ้าจะมีส่วนลดจากรัฐไหม? คำตอบที่ชัดเจนในปัจจุบันคือ “ยังไม่มี” มาตรการอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อ อย่างไรก็ตาม ทิศทางนโยบายของรัฐบาลไทยมีความชัดเจนในการสร้างรากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืนผ่านการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ระยะยาวที่คาดว่าจะส่งผลให้ราคาจักรยานไฟฟ้าในตลาดลดลงได้เองในอนาคตจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง
สำหรับผู้บริโภคที่สนใจเปลี่ยนมาใช้จักรยานไฟฟ้าในปัจจุบัน แม้จะยังไม่มีส่วนลดจากภาครัฐ แต่ก็มีทางเลือกที่หลากหลายจากผู้ผลิตหลายรายในตลาดที่แข่งขันกันนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและราคาที่สมเหตุสมผล การเติบโตของตลาดและการเข้ามาของผู้ผลิตรายใหม่ๆ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จักรยานไฟฟ้าจะเป็นยานพาหนะทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายและได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น
หากกำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ สามารถเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าที่พร้อมให้คำแนะนำและบริการ
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่:
ที่ตั้งร้าน: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: จันทร์ – เสาร์ (9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: https://line.me/R/ti/p/%40705dancc
เว็บไซต์: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม

