รัฐหนุน EV! วิเคราะห์มาตรการใหม่ ดัน E-Bike ลดฝุ่น PM2.5
- ภาพรวมนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
- เจาะลึกมาตรการ EV3 และ EV3.5 ฉบับปรับปรุง
- รัฐหนุน EV! วิเคราะห์มาตรการใหม่ ดัน E-Bike ลดฝุ่น PM2.5: โอกาสและความเป็นไปได้
- ตารางเปรียบเทียบมาตรการสนับสนุน EV: รถยนต์ vs. E-Bike
- ความท้าทายในการผลักดัน E-Bike สู่กระแสหลัก
- แนวโน้มตลาดและอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อในไทย
- สรุปและก้าวต่อไปของการเดินทางที่ยั่งยืน
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐกำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในเขตเมืองทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี การเปลี่ยนผ่านสู่การเดินทางที่สะอาดจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องอาศัยมาตรการสนับสนุนที่ครอบคลุม
ประเด็นสำคัญของบทความ
- การปรับปรุงมาตรการ EV3 และ EV3.5: รัฐบาลได้อนุมัติการขยายเวลาและเพิ่มความยืดหยุ่นในมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อรักษาฐานการผลิตและรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก
- ช่องว่างของนโยบาย E-Bike: แม้จะมีการสนับสนุนรถยนต์ EV อย่างจริงจัง แต่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการเฉพาะที่มุ่งเน้นส่งเสริมจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 โดยตรง
- ศักยภาพของ E-Bike ในเมือง: ยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อมีศักยภาพสูงในการลดมลพิษและการจราจรในเขตเมือง แต่การจะผลักดันให้เป็นที่นิยมในวงกว้างจำเป็นต้องมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน
- แนวโน้มมาตรการในอนาคต: การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่ภาครัฐอาจพิจารณามาตรการสนับสนุน E-Bike ในอนาคต ทั้งในรูปแบบเงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะที่นโยบายภาครัฐมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ รัฐหนุน EV! วิเคราะห์มาตรการใหม่ ดัน E-Bike ลดฝุ่น PM2.5 จะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ และจะมาในรูปแบบใด การเปลี่ยนจากรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในมาเป็นจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดมลพิษทางอากาศในระดับท้องถิ่นโดยตรง การเดินทางระยะสั้นในเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการจราจรติดขัดและปล่อยมลพิษ สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ด้วยยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กเหล่านี้ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้อากาศสะอาดขึ้น แต่ยังช่วยลดมลพิษทางเสียงและส่งเสริมสุขภาพที่ดีอีกด้วย
บทความนี้จะทำการวิเคราะห์นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐที่มีอยู่ในปัจจุบัน เจาะลึกถึงมาตรการ EV3 และ EV3.5 ที่เพิ่งได้รับการปรับปรุง พร้อมทั้งสำรวจความเป็นไปได้และแนวโน้มของมาตรการใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะนโยบายที่มุ่งเป้าส่งเสริมการใช้จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อประเภทอื่นๆ เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับวิกฤตฝุ่น PM2.5 และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
ภาพรวมนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
รัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก โดยตั้งเป้าหมายให้การผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle: ZEV) มีสัดส่วน 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) จึงได้ออกมาตรการสนับสนุนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างแรงจูงใจทั้งฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค
มาตรการที่โดดเด่นคือโครงการ EV3 และ EV3.5 ซึ่งให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทผู้ผลิตและนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า เพื่อทำให้ราคาจำหน่ายใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปมากขึ้น มาตรการเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการกระตุ้นตลาด เห็นได้จากยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยในเดือนพฤศจิกายน 2568 มียอดจดทะเบียนสูงถึง 10,501 คัน หรือคิดเป็น 22.7% ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในเดือนดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการยอมรับของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เจาะลึกมาตรการ EV3 และ EV3.5 ฉบับปรับปรุง
เพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน และสงครามราคาในตลาด EV คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงรายละเอียดของมาตรการ EV3 และ EV3.5 ตามข้อเสนอของบอร์ด EV เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้กับผู้ประกอบการและรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมในประเทศ
ความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นเพื่อรักษาฐานการผลิต
การปรับปรุงล่าสุดมุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่นในหลายมิติ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างราบรื่นและคงฐานการผลิตไว้ในประเทศไทย สาระสำคัญของการปรับปรุงประกอบด้วย:
- ขยายระยะเวลาการจดทะเบียน: สำหรับรถยนต์ที่จำหน่ายภายใต้มาตรการ EV3 (สิ้นสุด 31 ธ.ค. 2568) สามารถจดทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2569 และสำหรับมาตรการ EV3.5 (สิ้นสุด 31 ธ.ค. 2570) สามารถจดทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 ม.ค. 2571 เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการมีเวลาในการดำเนินการมากขึ้น
- ขยายการผลิตชดเชยข้ามมาตรการ: ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการ EV3 สามารถนำยอดการผลิตไปชดเชยภายใต้เงื่อนไขของโครงการ EV3.5 ได้ เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตระยะยาวและรักษาการลงทุนในประเทศ
- ผ่อนผันการใช้เซลล์แบตเตอรี่นำเข้า: อนุญาตให้นำมูลค่าเซลล์แบตเตอรี่ที่นำเข้ามาคำนวณในเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2569 ในสัดส่วนไม่เกิน 10% ของราคารถยนต์ เพื่อช่วยลดภาระของผู้ผลิตในช่วงที่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนในประเทศกำลังพัฒนา
- เพิ่มทางเลือกในการออกจากมาตรการ: สำหรับรถยนต์นำเข้าที่จดทะเบียนแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุน ผู้ประกอบการสามารถเลือกคืนส่วนต่างภาษีสรรพสามิตพร้อมเบี้ยปรับ เพื่อแลกกับการลดยอดที่ต้องผลิตชดเชยในอนาคต
เป้าหมายระยะยาวสู่การเป็นศูนย์กลาง EV ระดับโลก
การปรับปรุงมาตรการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการบรรลุเป้าหมายใหญ่ นั่นคือการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การดึงดูดการลงทุนจากค่ายรถยนต์ชั้นนำยังคงเป็นหัวใจสำคัญ เช่น กรณีของ Mazda ที่ประกาศลงทุนเพิ่ม 5,000 ล้านบาท เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ประเภท Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) สำหรับส่งออก โดยจะเริ่มลงทุนในช่วงต้นปี 2569 และเริ่มการผลิตกลางปี 2570 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อนโยบายของไทย อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ยังคงจำกัดอยู่ในวงของรถยนต์ 4 ล้อเป็นหลัก
รัฐหนุน EV! วิเคราะห์มาตรการใหม่ ดัน E-Bike ลดฝุ่น PM2.5: โอกาสและความเป็นไปได้
แม้ว่านโยบาย EV ในปัจจุบันจะเน้นไปที่รถยนต์เป็นหลัก แต่เมื่อพิจารณาถึงปัญหามลพิษในเขตเมือง โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการจราจรของรถจักรยานยนต์จำนวนมหาศาล การขยายขอบเขตการสนับสนุนมายังยานยนต์ไฟฟ้าสองล้ออย่าง จักรยานไฟฟ้า ลดฝุ่น จึงเป็นขั้นตอนต่อไปที่สมเหตุสมผลและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
ทำไม E-Bike จึงเป็นคำตอบสำคัญสำหรับเมืองใหญ่?
จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเป็นมากกว่ากระแสแฟชั่น แต่เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนของเมืองใหญ่ได้หลายมิติ:
- การลดมลพิษโดยตรง: E-Bike ไม่มีการปล่อยไอเสียจากท่อไอเสีย ซึ่งหมายถึงการลดการปล่อย PM2.5, NOx, และสารก่อมลพิษอื่นๆ ณ จุดใช้งานโดยตรง การเปลี่ยนรถจักรยานยนต์สันดาปเพียงหนึ่งคันเป็น E-Bike ก็สามารถสร้างความแตกต่างต่อคุณภาพอากาศในพื้นที่นั้นๆ ได้
- ความคล่องตัวและลดปัญหาจราจร: ขนาดที่เล็กกะทัดรัดของ E-Bike ทำให้สามารถเดินทางในสภาพการจราจรที่หนาแน่นได้อย่างคล่องตัว ลดระยะเวลาการเดินทาง และลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของรถติด
- ต้นทุนการเดินทางต่ำ: ค่าไฟฟ้าในการชาร์จแบตเตอรี่ E-Bike นั้นต่ำกว่าค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของรถจักรยานยนต์อย่างมาก ประกอบกับค่าบำรุงรักษาที่น้อยกว่า ทำให้เป็นทางเลือกที่ประหยัดสำหรับประชาชนทั่วไป
- ส่งเสริมสุขภาพ: แม้จะเป็นจักรยานไฟฟ้า แต่ผู้ใช้งานยังคงต้องออกแรงปั่นในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน
รูปแบบมาตรการส่งเสริม E-Bike ที่อาจเกิดขึ้น
หากภาครัฐตัดสินใจออกมาตรการส่งเสริม E-Bike อย่างจริงจัง รูปแบบของนโยบายอาจถอดแบบมาจากความสำเร็จของมาตรการสนับสนุนรถยนต์ EV โดยปรับให้เข้ากับบริบทของตลาดสองล้อ ซึ่งอาจประกอบด้วย:
- เงินอุดหนุนโดยตรง (Direct Subsidies): การให้เงินอุดหนุนต่อคันแก่ผู้ซื้อ เพื่อลดราคาจำหน่ายเริ่มต้นให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้ผลรวดเร็วที่สุดในการกระตุ้นความต้องการของตลาด
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives): การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีนำเข้าสำหรับ E-Bike และชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่และมอเตอร์ เพื่อลดต้นทุนของผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งจะส่งผลต่อราคาขายปลีก
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Development): การลงทุนสร้างเลนจักรยานที่ปลอดภัยและเชื่อมต่อกัน, สถานีชาร์จสาธารณะสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก, และจุดจอดที่ปลอดภัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งาน E-Bike ในชีวิตประจำวัน
- การกำหนดมาตรฐานและความปลอดภัย: การออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของ E-Bike และแบตเตอรี่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
ตารางเปรียบเทียบมาตรการสนับสนุน EV: รถยนต์ vs. E-Bike
| คุณลักษณะของมาตรการ | มาตรการ EV3.5 (สำหรับรถยนต์) | มาตรการที่คาดการณ์ (สำหรับ E-Bike) |
|---|---|---|
| เงินอุดหนุน | มีเงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อผ่านผู้ประกอบการ (สูงสุด 100,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่) | มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีเงินอุดหนุนต่อคันในระดับที่เหมาะสมกับราคา E-Bike |
| สิทธิประโยชน์ทางภาษี | ลดภาษีสรรพสามิตและภาษีนำเข้าสำหรับรถยนต์ CBU และ CKD | อาจมีการยกเว้นหรือลดภาษีสรรพสามิตและภาษีนำเข้าสำหรับ E-Bike และชิ้นส่วน |
| เงื่อนไขการผลิตในประเทศ | มีเงื่อนไขการผลิตชดเชยการนำเข้าในอัตราส่วนที่กำหนด (1:2 หรือ 1:3) | อาจมีเงื่อนไขส่งเสริมการประกอบหรือผลิตชิ้นส่วนในประเทศ เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ |
| โครงสร้างพื้นฐาน | เน้นการขยายสถานีชาร์จสาธารณะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (DC Fast Charge) | จำเป็นต้องเน้นการสร้างเลนจักรยานที่ปลอดภัย, จุดจอด, และสถานีสลับแบตเตอรี่ (Swapping Station) |
| เป้าหมายหลัก | สร้างฐานการผลิตรถยนต์ EV ระดับโลกและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวม | แก้ไขปัญหาการจราจรและมลพิษ PM2.5 ในเขตเมืองอย่างเร่งด่วน |
ความท้าทายในการผลักดัน E-Bike สู่กระแสหลัก
แม้ว่าศักยภาพของ E-Bike จะมีสูง แต่การจะผลักดันให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนเมืองในวงกว้างยังคงมีความท้าทายหลายประการที่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมกันแก้ไข
สถานะนโยบายที่ยังไม่ชัดเจน
ณ สิ้นปี 2568 ข้อมูลจากภาครัฐยังคงมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนรถยนต์ EV เป็นหลัก และยังไม่ปรากฏมาตรการใหม่ที่ออกมาเพื่อสนับสนุน E-Bike หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าโดยเฉพาะเพื่อลดฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นทางการ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะสองล้ออาจอยู่ภายใต้การพิจารณาของหน่วยงานอื่น เช่น กระทรวงคมนาคม หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังไม่มีการประกาศที่ชัดเจนออกมา ความไม่แน่นอนนี้อาจทำให้นักลงทุนและผู้ประกอบการชะลอการตัดสินใจที่จะขยายตลาดอย่างเต็มที่
การขาดนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อ ถือเป็นช่องว่างสำคัญที่อาจทำให้ประเทศไทยพลาดโอกาสในการแก้ไขปัญหามลพิษในเมืองอย่างตรงจุดและรวดเร็ว
อุปสรรคด้านต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐาน
ราคายังคงเป็นปัจจัยสำคัญ E-Bike ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานยังคงมีราคาสูงกว่ารถจักรยานยนต์สันดาปทั่วไป ทำให้ผู้บริโภคในวงกว้างอาจลังเลที่จะเปลี่ยนผ่าน นอกจากนี้ ความปลอดภัยบนท้องถนนยังเป็นเรื่องน่ากังวล การขาดเลนจักรยานที่ปลอดภัยและครอบคลุมทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่สามารถมองข้ามได้ เพื่อสร้างความมั่นใจและส่งเสริมให้คนหันมาใช้ E-Bike มากขึ้น
แนวโน้มตลาดและอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อในไทย
แม้จะยังไม่มีแรงหนุนจากภาครัฐอย่างเต็มรูปแบบ แต่ตลาด E-Bike และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคเอง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและมองหาทางเลือกการเดินทางในเมืองที่สะดวกและประหยัด ผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงประโยชน์ของ รถไฟฟ้าในเมือง และมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว
เทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้า ขนาดเล็กมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นอีกในอนาคต หากภาครัฐเริ่มส่งสัญญาณหรือออกมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน จะเป็นการปลดล็อกศักยภาพของตลาดนี้อย่างมหาศาล ผู้ประกอบการจะกล้าลงทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพและราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น รวมถึงบริการหลังการขายและสถานีสลับแบตเตอรี่ ซึ่งจะช่วยขจัดข้อกังวลของผู้ใช้งานและเร่งการยอมรับให้เร็วขึ้น
สรุปและก้าวต่อไปของการเดินทางที่ยั่งยืน
นโยบายของรัฐบาลไทยในการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้ามีความก้าวหน้าที่น่าพอใจ โดยเฉพาะมาตรการ EV3 และ EV3.5 ที่ช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ EV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การต่อสู้กับปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 และความแออัดในเมืองใหญ่ต้องการแนวทางที่หลากหลายและครอบคลุมมากกว่าเดิม การผลักดันให้จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ากลายเป็นทางเลือกหลักในการเดินทางระยะสั้น คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ยังขาดหายไป
อนาคตของการเดินทางที่สะอาดและยั่งยืนในเมืองไทยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงนโยบายในวันนี้ การออกมาตรการสนับสนุน E-Bike ที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น เงินอุดหนุน EV สำหรับสองล้อ หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย จะเป็นการส่งสัญญาณที่ทรงพลังว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนเมืองอย่างแท้จริง และสำหรับผู้บริโภคที่พร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง การเลือกใช้ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กคือการเริ่มต้นที่ดีที่สุด
เริ่มต้นการเดินทางที่ยั่งยืนของคุณวันนี้
สำหรับผู้ที่สนใจสำรวจโลกของจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในชีวิตประจำวัน ขอเชิญพบกับผลิตภัณฑ์คุณภาพและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมยานยนต์ไฟฟ้าสองล้อครบวงจร
ติดต่อสอบถามได้ที่:
FACEBOOK PAGE | LINE | ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เปิดบริการ: วันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทร: 061-962-2878
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

