มาตรการรัฐหนุน EV: ซื้อจักรยานไฟฟ้าตอนนี้ คุ้มกว่าเดิม?
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านพลังงานสะอาดและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ภาครัฐได้ออกมาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญสำหรับผู้บริโภคคือ มาตรการรัฐหนุน EV: ซื้อจักรยานไฟฟ้าตอนนี้ คุ้มกว่าเดิม? บทความนี้จะวิเคราะห์นโยบายล่าสุด โดยเฉพาะโครงการ EV 3.5 และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าการเปลี่ยนมาใช้พาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคลในช่วงเวลานี้มีความน่าสนใจและคุ้มค่ามากขึ้นเพียงใด
สรุปประเด็นสำคัญของนโยบาย EV
- มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐในปัจจุบัน เช่น โครงการ EV 3.5 เน้นให้เงินอุดหนุนโดยตรงกับรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก
- สิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยเฉพาะการลดอากรนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) มีส่วนช่วยให้ราคาจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าในภาพรวมปรับตัวลดลงและเข้าถึงง่ายขึ้น
- แม้จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าจะยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงภายใต้มาตรการหลัก แต่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเติบโตของระบบนิเวศ EV ทั้งหมด
- การส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กในประเทศลดลงในอนาคต
- การตัดสินใจซื้อจักรยานไฟฟ้าในปัจจุบันมีความคุ้มค่ามากขึ้นจากปัจจัยด้านตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ตัวเลือกหลากหลาย และแนวโน้มต้นทุนพลังงานที่ประหยัดกว่าในระยะยาว
การผลักดันนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐไทยถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและสร้างฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างแรงกระเพื่อมในอุตสาหกรรมรถยนต์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการรับรู้และพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อยานพาหนะไฟฟ้าทุกประเภท รวมถึงจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในฐานะพาหนะทางเลือกสำหรับการเดินทางในเมือง การทำความเข้าใจมาตรการต่างๆ จะช่วยให้ผู้ที่สนใจสามารถประเมินความคุ้มค่าและตัดสินใจเลือกซื้อยานพาหนะที่เหมาะสมกับความต้องการได้อย่างมีข้อมูล
ทำความเข้าใจภาพรวมนโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ
นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลไทยมีเป้าหมายหลักเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศและดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของโลกให้ตั้งฐานการผลิตในไทย การดำเนินการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ จากการเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาปภายในสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค นโยบายเหล่านี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างประโยชน์ต่อหลายภาคส่วน ตั้งแต่ผู้บริโภคที่สามารถเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าในราคาที่จับต้องได้ ไปจนถึงผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายนี้คือประชาชนทั่วไปที่กำลังพิจารณาซื้อยานพาหนะคันใหม่ รวมถึงผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับ EV ไม่ว่าจะเป็นการผลิตชิ้นส่วน สถานีชาร์จ หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์ ความสำคัญของนโยบายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดปัญหามลพิษทางอากาศ แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานโดยการลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โครงการสนับสนุนต่างๆ เริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด โดยโครงการล่าสุดอย่าง EV 3.5 ได้เริ่มมีผลและจะดำเนินต่อไปในช่วงปี 2567-2570 เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตของตลาด EV ในประเทศ
เจาะลึกมาตรการรัฐหนุน EV ชุดล่าสุด (EV 3.5)
โครงการ EV 3.5 เป็นมาตรการต่อเนื่องที่ภาครัฐนำมาใช้เพื่อส่งเสริมตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยมีกลไกหลักสองส่วนที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาจำหน่ายและจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ได้แก่ เงินอุดหนุนโดยตรง และการลดหย่อนภาษี ซึ่งทั้งสองส่วนมีรายละเอียดและเงื่อนไขที่น่าสนใจ
เงินอุดหนุนโดยตรงและเงื่อนไขการรับสิทธิ์
หนึ่งในมาตรการที่สร้างแรงจูงใจได้มากที่สุดคือการให้เงินอุดหนุนจากภาครัฐแก่ผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าโดยตรง ซึ่งจำนวนเงินจะแตกต่างกันไปตามประเภทของยานพาหนะและขนาดความจุของแบตเตอรี่ ตัวอย่างเช่น สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป ผู้ซื้อจะได้รับเงินชดเชยสูงถึง 150,000 บาทต่อคัน มาตรการนี้ครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการ
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศอย่างยั่งยืน ภาครัฐได้กำหนดเงื่อนไขสำหรับผู้นำเข้าที่ต้องการรับสิทธิ์ในโครงการนี้ โดยผู้นำเข้าจะต้องมีการตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าตามสัดส่วนที่กำหนด เช่น สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ผู้นำเข้าจะต้องผลิตรถยนต์ในประเทศชดเชยในอัตราส่วน 1:1 ภายในสิ้นปี 2568 หรืออัตราส่วน 1:1.5 ภายในสิ้นปี 2569 เงื่อนไขนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย
แม้มาตรการอุดหนุนโดยตรงจะมุ่งเป้าไปที่ยานยนต์ขนาดใหญ่อย่างรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก แต่เงื่อนไขการส่งเสริมการผลิตในประเทศนี้เองที่อาจเป็นรากฐานสำคัญให้ต้นทุนชิ้นส่วนต่างๆ รวมถึงแบตเตอรี่ ถูกลงในอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท
การลดหย่อนภาษีและอากรนำเข้า
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนโดยตรงแล้ว มาตรการด้านภาษียังมีบทบาทสำคัญในการทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น รัฐบาลได้ประกาศลดอากรนำเข้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (Completely Built-Up หรือ CBU) อย่างมีนัยสำคัญ โดยลดอัตราอากรจากเดิมที่อาจสูงถึง 40% เหลือ 0% หรือลดลงสูงสุด 40% ในช่วงเวลาที่กำหนด มาตรการนี้ช่วยลดต้นทุนของผู้นำเข้าได้อย่างมหาศาล และส่งผลให้ราคาจำหน่ายปลีกสุดท้ายที่ผู้บริโภคต้องจ่ายลดลงตามไปด้วย
การลดกำแพงภาษีนำเข้านี้ทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดมากขึ้น ผู้บริโภคมีตัวเลือกยานยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์ต่างประเทศที่หลากหลายในราคาที่น่าสนใจกว่าเดิม ซึ่งแรงกดดันด้านราคานี้อาจส่งผลทางอ้อมมาถึงตลาดยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าด้วยเช่นกัน เนื่องจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าในกลุ่มนี้อาจต้องปรับกลยุทธ์ด้านราคาเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดพลังงานสะอาดโดยรวมได้
มาตรการรัฐหนุน EV ส่งผลต่อตลาดจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าอย่างไร?
แม้ว่ามาตรการหลักอย่าง EV 3.5 จะยังไม่ครอบคลุมถึงการให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่ผู้ซื้อจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แต่ผลกระทบจากนโยบายภาพรวมได้สร้าง “อานิสงส์ทางอ้อม” ที่สำคัญต่อตลาดกลุ่มนี้ ทำให้การเป็นเจ้าของยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กมีความน่าสนใจและคุ้มค่ากว่าที่เคยเป็นมา
อานิสงส์ทางอ้อม: เมื่อตลาด EV เติบโต
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้สร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง (Ripple Effect) ต่อระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด ประการแรกคือ การสร้างความคุ้นเคยและการยอมรับในเทคโนโลยี EV เมื่อผู้คนเห็นรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งบนท้องถนนมากขึ้น ความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพหรือความน่าเชื่อถือของยานพาหนะไฟฟ้าจะลดลง ซึ่งทัศนคติเชิงบวกนี้จะถูกส่งต่อไปยังยานพาหนะไฟฟ้าประเภทอื่นๆ รวมถึงจักรยานไฟฟ้า ทำให้การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคง่ายขึ้น
ประการที่สองคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สถานีชาร์จสาธารณะ แม้ว่าจักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่จะสามารถชาร์จไฟที่บ้านได้ แต่การมีจุดชาร์จที่แพร่หลายมากขึ้นช่วยสร้างความมั่นใจและรองรับการใช้งานที่หลากหลายในอนาคต นอกจากนี้ การเติบโตของตลาดยังกระตุ้นให้เกิด การแข่งขันที่สูงขึ้น ระหว่างผู้ผลิตและผู้นำเข้า นำมาซึ่งตัวเลือกสินค้าที่หลากหลายขึ้น นวัตกรรมใหม่ๆ และกลยุทธ์ด้านราคาที่ดึงดูดใจผู้บริโภคมากขึ้น
การสนับสนุนการลงทุนจาก BOI และอนาคตของแบตเตอรี่ในประเทศ
นอกเหนือจากมาตรการฝั่งผู้บริโภคแล้ว ภาครัฐยังส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างแข็งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งถือเป็นหัวใจและเป็นชิ้นส่วนที่มีต้นทุนสูงที่สุดในยานยนต์ไฟฟ้า การดึงดูดให้ผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับโลกมาตั้งโรงงานในประเทศไทย จะทำให้เกิดการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และที่สำคัญคือ ทำให้ต้นทุนแบตเตอรี่ในประเทศลดลง
ในระยะยาว การมีฐานการผลิตแบตเตอรี่ที่แข็งแกร่งในประเทศจะส่งผลดีโดยตรงต่อราคาของจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เนื่องจากผู้ผลิตสามารถจัดหาแบตเตอรี่ได้ในราคาที่ถูกลง ลดการพึ่งพาการนำเข้า และทำให้ราคาจำหน่ายสุดท้ายสามารถแข่งขันได้มากขึ้น นี่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นในอนาคตอันใกล้
โอกาสที่จักรยานไฟฟ้าจะได้รับเงินอุดหนุนโดยตรง
ปัจจุบันมาตรการอุดหนุนหลักยังคงมุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่และมีราคาสูงกว่า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในตลาดหลัก อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการเดินทางระยะสั้น (Last-mile transportation) และสามารถช่วยลดปัญหาการจราจรและมลพิษในเขตเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตภาครัฐอาจพิจารณาขยายขอบเขตของมาตรการสนับสนุนให้ครอบคลุมถึงยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กเหล่านี้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้งานในวงกว้างและบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น การติดตามความคืบหน้าของนโยบายในส่วนนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังวางแผนซื้อจักรยานไฟฟ้า
วิเคราะห์ความคุ้มค่า: ซื้อจักรยานไฟฟ้าในช่วงปี 2569-2570
การตัดสินใจว่าการซื้อจักรยานไฟฟ้าในช่วงเวลานี้มีความคุ้มค่าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากหลายมิติ ทั้งในด้านต้นทุนเริ่มต้น ค่าใช้จ่ายในการใช้งานระยะยาว และประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้รับ เมื่อเปรียบเทียบกับยานพาหนะทางเลือกยอดนิยมอย่างรถจักรยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป จะเห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนขึ้น
| ปัจจัยในการพิจารณา | จักรยานไฟฟ้า (E-bike) | รถจักรยานยนต์สันดาป |
|---|---|---|
| ราคาเริ่มต้น | มีแนวโน้มสูงกว่าในบางรุ่น แต่มีตัวเลือกหลากหลายระดับราคา | ราคาเริ่มต้นเข้าถึงง่ายกว่าในรุ่นพื้นฐาน |
| ค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน | ต่ำมาก (ค่าไฟฟ้าในการชาร์จแต่ละครั้งน้อย) | สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และผันผวนตามราคาน้ำมัน |
| ค่าบำรุงรักษา | ต่ำ เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์และชิ้นส่วนซับซ้อน (เช่น น้ำมันเครื่อง หัวเทียน) | สูงกว่า ต้องมีการบำรุงรักษาตามระยะทาง เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง |
| ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม | ไม่มีการปล่อยมลพิษที่ท่อไอเสีย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม | มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศ |
| สิทธิประโยชน์จากภาครัฐ | ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากนโยบายภาพรวม (ลดอากรนำเข้า, ตลาดเติบโต) | ไม่มีมาตรการสนับสนุนโดยตรง |
ข้อดีของการตัดสินใจซื้อในปัจจุบัน
การซื้อจักรยานไฟฟ้าในช่วงปี 2569-2570 มีข้อได้เปรียบหลายประการ ประการแรกคือ ตัวเลือกที่หลากหลาย จากการที่ตลาดเติบโตและมีการแข่งขันสูง ทำให้มีจักรยานไฟฟ้าหลากหลายรุ่นและดีไซน์ให้เลือก ตั้งแต่จักรยานพับไฟฟ้าสำหรับคนเมือง ไปจนถึงจักรยานเสือภูเขาไฟฟ้าสำหรับสายลุย ประการที่สองคือ ราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น ผลจากการลดอากรนำเข้าและสงครามราคาในตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสได้เป็นเจ้าของจักรยานไฟฟ้าคุณภาพดีในราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น และประการสุดท้ายคือ การประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุด การเปลี่ยนจากค่าน้ำมันมาเป็นค่าไฟฟ้าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างมาก
ข้อควรพิจารณาและความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบางประการที่ควรนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ หนึ่งในนั้นคือ เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีแบตเตอรี่ การซื้อในวันนี้อาจหมายถึงการพลาดรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าในอนาคต นอกจากนี้ ราคาขายต่อ (Resale Value) ของจักรยานไฟฟ้าอาจยังไม่มีความแน่นอนเท่ากับรถจักรยานยนต์ทั่วไป เนื่องจากตลาดยังค่อนข้างใหม่ และสุดท้ายคือ ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งแม้จะมีอายุการใช้งานยาวนานหลายปี แต่ก็เป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่ต้องคำนึงถึงในอนาคต
บทสรุปและทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจ
โดยสรุปแล้ว มาตรการรัฐหนุน EV: ซื้อจักรยานไฟฟ้าตอนนี้ คุ้มกว่าเดิม? คำตอบคือ “ใช่” การซื้อจักรยานไฟฟ้าในปัจจุบันมีความคุ้มค่ามากกว่าในอดีตอย่างชัดเจน แม้จะยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรงเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า แต่ผลพวงจากนโยบายภาพรวมได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยอย่างยิ่ง ทั้งในด้านราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น ตัวเลือกสินค้าที่หลากหลาย และต้นทุนการใช้งานที่ต่ำกว่าในระยะยาว การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยังเป็นสัญญาณบวกต่อแนวโน้มราคาในอนาคตอีกด้วย
การตัดสินใจเลือกใช้จักรยานไฟฟ้าไม่เพียงแต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ส่วนบุคคล แต่ยังเป็นการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาวอีกด้วย
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือ E-bike คุณภาพ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการในการเดินทาง สามารถเยี่ยมชมและเลือกซื้อได้ที่ GIANT Shopping Mall ศูนย์รวมยานพาหนะไฟฟ้าที่พร้อมให้คำแนะนำและบริการอย่างมืออาชีพ
ช่องทางการติดต่อ:
ดูสินค้าและโปรโมชันล่าสุดได้ทาง FACEBOOK PAGE
พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผ่านทาง LINE
ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
ที่ตั้งและเวลาทำการ:
ร้านเปิดบริการทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่อยู่: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000

