รัฐหนุน EV! อัปเดตส่วนลด E-Bike ที่คุณอาจได้รับปี 2570
- สรุปประเด็นสำคัญของมาตรการสนับสนุน E-Bike
- ภาพรวมนโยบาย EV 3.5 และผลกระทบต่อตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้า
- รัฐหนุน EV! อัปเดตส่วนลด E-Bike ที่คุณอาจได้รับปี 2570: เจาะลึกสิทธิประโยชน์
- เงื่อนไขสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนการซื้อในปี 2570
- เปรียบเทียบมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
- แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่สนใจ
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการล่าสุดได้ขยายขอบเขตการสนับสนุนครอบคลุมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือ E-Bike ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน การทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการเหล่านี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการวางแผนการซื้ออย่างคุ้มค่าที่สุด
สรุปประเด็นสำคัญของมาตรการสนับสนุน E-Bike
- มาตรการ EV 3.5: เป็นนโยบายต่อเนื่องจากภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ มีกรอบระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567 ถึง 2570
- เงินอุดหนุนสำหรับ E-Bike: ผู้ซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 10,000 บาทต่อคัน ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
- เงื่อนไขหลัก: จักรยานยนต์ไฟฟ้าต้องเป็นรุ่นที่ผลิตในประเทศ มีราคาขายปลีกไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: นอกจากเงินอุดหนุนแล้ว ยังมีการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับผู้ผลิตเหลือเพียง 1% ซึ่งส่งผลดีต่อโครงสร้างราคาจำหน่ายปลีก ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึง E-Bike ในราคาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น
- การตรวจสอบก่อนซื้อ: ผู้ที่สนใจต้องตรวจสอบว่าผู้ผลิตและรุ่นของ E-Bike ที่ต้องการนั้น ได้เข้าร่วมโครงการและได้รับการอนุมัติตามหลักเกณฑ์ของภาครัฐอย่างเป็นทางการ
ภาพรวมนโยบาย EV 3.5 และผลกระทบต่อตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้า
เมื่อพิจารณาถึงทิศทางของตลาดยานยนต์ในอนาคต การสนับสนุนจากภาครัฐถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญอย่างยิ่ง มาตรการ EV 3.5 คือกลไกหลักที่รัฐบาลไทยใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า การทำความเข้าใจถึงรายละเอียดของนโยบายนี้ จะช่วยให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในตลาดที่กำลังเติบโตนี้
มาตรการ EV 3.5 ไม่เพียงแต่เป็นการมอบส่วนลดแก่ผู้ซื้อเท่านั้น แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งในประเทศ ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบยานยนต์สำเร็จรูป
ความต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0
มาตรการ EV 3.5 เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดไปก่อนหน้านี้ โดยยังคงหลักการสำคัญในการให้เงินอุดหนุนควบคู่ไปกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่มีการปรับปรุงเงื่อนไขบางประการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและเป้าหมายระยะยาวของประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มเงื่อนไขเกี่ยวกับการผลิตในประเทศที่เข้มข้นขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค นโยบายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่ยังขยายการสนับสนุนมาถึงรถกระบะไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงคนทุกกลุ่ม
เป้าหมายและกรอบเวลานโยบาย
กรอบระยะเวลาของมาตรการ EV 3.5 ถูกกำหนดไว้ 4 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2567 ถึง 2570 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เพียงพอสำหรับผู้ประกอบการในการวางแผนการลงทุนและปรับสายการผลิต ในขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อ เป้าหมายหลักของนโยบายนี้มีหลายมิติ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคคมนาคม การลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และที่สำคัญคือการสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) ของประเทศ การกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนเช่นนี้ ช่วยให้ทุกภาคส่วนสามารถวางแผนและเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้
รัฐหนุน EV! อัปเดตส่วนลด E-Bike ที่คุณอาจได้รับปี 2570: เจาะลึกสิทธิประโยชน์
สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนจะซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2570 การทราบถึงสิทธิประโยชน์จากมาตรการ รัฐหนุน EV! อัปเดตส่วนลด E-Bike ที่คุณอาจได้รับปี 2570 ถือเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจ โดยสิทธิประโยชน์ที่ผู้ซื้อจะได้รับสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ เงินอุดหนุนโดยตรง และประโยชน์ทางอ้อมจากการลดหย่อนภาษีสรรพสามิต
เงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับผู้ซื้อ
สิทธิประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดสำหรับผู้บริโภคคือเงินอุดหนุนจำนวน 10,000 บาทต่อคัน สำหรับการซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด กลไกการให้เงินอุดหนุนนี้ โดยทั่วไปแล้วรัฐจะจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จากนั้นผู้ประกอบการจะนำไปเป็นส่วนลดจากราคาขายปลีกให้กับผู้ซื้อโดยตรง ดังนั้น ราคาที่ประกาศขายตามโชว์รูมหรือตัวแทนจำหน่ายมักจะเป็นราคาที่หักเงินอุดหนุนส่วนนี้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อสามารถเป็นเจ้าของ E-Bike ได้ในราคาเริ่มต้นที่ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด
สิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพสามิต
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนโดยตรงแล้ว มาตรการ EV 3.5 ยังกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการไว้ที่ 1% เท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่ายานยนต์ประเภทอื่นอย่างมาก แม้ว่าสิทธิประโยชน์ส่วนนี้จะเป็นของผู้ผลิตโดยตรง แต่ก็ส่งผลดีทางอ้อมมาถึงผู้บริโภค การที่ผู้ผลิตมีต้นทุนทางภาษีที่ลดลง ทำให้สามารถกำหนดราคาขายปลีกได้ในระดับที่แข่งขันได้มากขึ้น และมีช่องว่างในการทำโปรโมชั่นหรือมอบส่วนลดเพิ่มเติมให้กับลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง การลดภาษีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาของ E-Bike ในภาพรวมสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
เงื่อนไขสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนการซื้อในปี 2570
เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่างครบถ้วน ผู้ที่สนใจซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าควรตรวจสอบเงื่อนไขและคุณสมบัติต่างๆ อย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจ การตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง และทำให้การซื้อเป็นไปอย่างราบรื่น
คุณสมบัติของจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์
ไม่ใช่จักรยานยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นในตลาดที่จะได้รับสิทธิ์ตามมาตรการนี้ โดยมีเกณฑ์บังคับที่สำคัญ 3 ประการคือ:
- ราคาขายปลีก: ต้องมีราคาจำหน่ายไม่เกิน 150,000 บาท ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริม E-Bike ในกลุ่มที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้
- ขนาดแบตเตอรี่: ต้องมีความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป เพื่อให้มั่นใจได้ว่ายานพาหนะมีระยะทางการใช้งานที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
- แหล่งผลิต: ต้องเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ
การเข้าร่วมโครงการของผู้ประกอบการ
ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะต้องยื่นขอเข้าร่วมโครงการ EV 3.5 กับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกรมสรรพสามิต เสียก่อน จึงจะมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี ดังนั้น ก่อนการซื้อ ผู้บริโภคควรสอบถามกับตัวแทนจำหน่ายให้แน่ใจว่าแบรนด์และรุ่นที่สนใจนั้นได้รับการอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการแล้ว โดยปกติภาครัฐจะมีการประกาศรายชื่อรุ่นรถที่ผ่านการอนุมัติออกมาเป็นระยะๆ
ความสำคัญของฐานการผลิตในประเทศ
เงื่อนไขเรื่องการผลิตในประเทศ (Local Production) เป็นหัวใจสำคัญของมาตรการ EV 3.5 สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหมายความว่ารถที่นำเข้าทั้งคัน (CBU – Completely Built Up) โดยไม่มีแผนการผลิตในไทยจะไม่ได้รับสิทธิ์ในเงินอุดหนุน 10,000 บาทนี้ เงื่อนไขดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุน สร้างโรงงาน และจ้างงานภายในประเทศ ดังนั้น การเลือกซื้อ E-Bike จากแบรนด์ที่มีฐานการผลิตหรือประกอบในประเทศ (CKD – Completely Knocked-Down) จะเป็นการรับประกันได้ว่าจะได้รับสิทธิตามมาตรการอย่างแน่นอน
เปรียบเทียบมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ
มาตรการ EV 3.5 ไม่ได้ครอบคลุมเพียงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ด้วย การทำความเข้าใจภาพรวมของมาตรการจะช่วยให้เห็นทิศทางการส่งเสริมของภาครัฐที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
| ประเภทของยานยนต์ไฟฟ้า | เงินอุดหนุนต่อคัน | เงื่อนไขสำคัญ |
|---|---|---|
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) | 10,000 บาท (ปี 2567–2570) | ผลิตในประเทศ, ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh |
| รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) | ปี 2567: 100,000 บาท ปี 2568: 75,000 บาท ปี 2569–2570: 50,000 บาท |
ขนาดแบตเตอรี่ ≥ 50 kWh, ปีหลังๆ เน้นรถที่ผลิตในประเทศ |
| รถกระบะไฟฟ้า | 100,000 บาท | ผลิตในประเทศ, ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh |
แนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่สนใจ
สรุปได้ว่า ภายในปี 2570 ผู้ที่วางแผนซื้อจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ ราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 kWh ขึ้นไป จากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ EV 3.5 จะมีโอกาสได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาท และได้รับประโยชน์จากโครงสร้างราคาที่ต่ำลง อันเนื่องมาจากการลดภาษีสรรพสามิตเหลือเพียง 1%
สำหรับผู้ที่กำลังมองหายานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และคุ้มค่าการลงทุน GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike หลากหลายรุ่น ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ สามารถเข้ามาเลือกชมและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อค้นหายานพาหนะที่เหมาะสมที่สุด
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
GIANT Shopping Mall
ที่ตั้ง: 269 หมู่ 12 ถ. มิตรภาพ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองขอนแก่น ขอนแก่น 40000
เวลาทำการ: วันจันทร์ – เสาร์ เวลา 9.00 – 18.00 น.
โทรศัพท์: 061-962-2878
ช่องทางออนไลน์: FACEBOOK PAGE, LINE, หรือ ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์

