รัฐหนุน EV! จักรยานไฟฟ้ามีสิทธิ์ได้เงินอุดหนุนไหม?
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก ประเทศไทยได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาดในภาคการขนส่ง คำถามที่หลายคนสงสัยคือ รัฐหนุน EV! จักรยานไฟฟ้ามีสิทธิ์ได้เงินอุดหนุนไหม? คำตอบนั้นอยู่ในรายละเอียดของนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าชุดล่าสุด หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาตรการ EV 3.5” ซึ่งครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้าหลายประเภท รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน
สรุปประเด็นสำคัญของนโยบาย EV 3.5
- เงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: รัฐให้เงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ มีราคาไม่เกิน 150,000 บาท และมีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป
- ระยะเวลามาตรการ: นโยบาย EV 3.5 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2567 จนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2570 รวมระยะเวลา 4 ปี
- ครอบคลุมยานยนต์ประเภทอื่น: นอกจากรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า มาตรการนี้ยังรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้า โดยมอบสิทธิประโยชน์ทั้งเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษี
- เป้าหมายหลัก: รัฐบาลมุ่งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค พร้อมทั้งกระตุ้นการใช้งานในประเทศเพื่อลดมลพิษและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: นโยบายยังเน้นการพัฒนาปัจจัยสนับสนุนที่จำเป็น เช่น การขยายสถานีชาร์จ และการส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการซื้อยานยนต์ไฟฟ้า
ส่วนนำ (Lead)
ประเด็นที่ว่า รัฐหนุน EV! จักรยานไฟฟ้ามีสิทธิ์ได้เงินอุดหนุนไหม? กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ได้อนุมัติมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ซึ่งมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2567-2570) มาตรการนี้ไม่เพียงแต่สานต่อนโยบายเดิม แต่ยังเพิ่มความเข้มข้นในการส่งเสริมการผลิตในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับยานพาหนะสองล้อไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของประชาชนจำนวนมาก การทำความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขของมาตรการนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภคที่กำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้ยานพาหนะไฟฟ้า รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
ภาพรวมนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ
นโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ลดปัญหามลพิษทางอากาศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศ มาตรการ EV 3.5 ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการผลักดันให้เป้าหมายเหล่านี้เป็นจริง
ทำความเข้าใจมาตรการ EV 3.5
มาตรการ EV 3.5 คือชุดนโยบายที่ประกอบด้วยสิทธิประโยชน์หลายด้าน ทั้งในรูปแบบของเงินอุดหนุนโดยตรง การลดอัตราภาษีนำเข้า และการลดอัตราภาษีสรรพสามิต เพื่อทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาปภายในมากขึ้น และจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินงานที่ชัดเจนคือ 4 ปี เริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี 2567 ไปจนถึงสิ้นปี 2570 มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการกระตุ้นตลาดในระยะสั้น และการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาวผ่านเงื่อนไขการผลิตในประเทศ
เป้าหมายหลักในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
เป้าหมายสูงสุดของนโยบายนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนน แต่เป็นการวางรากฐานให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก (EV Hub) รัฐบาลต้องการดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตระดับโลก สร้างงานที่มีทักษะสูง และส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ สิ่งนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในเวทีโลก และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว
เจาะลึกเงื่อนไขเงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
สำหรับกลุ่มผู้ใช้รถสองล้อไฟฟ้า มาตรการ EV 3.5 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่จะมีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและกระตุ้นให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น
คุณสมบัติของรถที่เข้าเกณฑ์
เพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุนจำนวน 10,000 บาทต่อคัน รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันดังกล่าวจะต้องมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด 3 ประการหลัก ดังนี้:
- ราคาจำหน่าย: ต้องมีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 150,000 บาท การกำหนดเพดานราคานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เงินอุดหนุนกระจายไปสู่ยานพาหนะในกลุ่มตลาดมวลชน (Mass Market) ที่ประชาชนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้
- ขนาดแบตเตอรี่: ต้องมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สะท้อนถึงประสิทธิภาพและระยะทางในการวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
- การผลิต: ต้องเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ประกอบหรือผลิตภายในประเทศไทยเท่านั้น
ความสำคัญของ “การผลิตในประเทศ”
เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของมาตรการ EV 3.5 คือการบังคับให้รถที่ได้รับสิทธิ์ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand) เท่านั้น ข้อกำหนดนี้แตกต่างจากมาตรการในเฟสก่อนหน้าที่ยังอนุญาตให้รถนำเข้าได้รับสิทธิ์บางส่วน การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทยอย่างจริงจัง สร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่แข็งแกร่ง และส่งเสริมการจ้างงานภายในประเทศโดยตรง ดังนั้น ผู้บริโภคที่ต้องการรับสิทธิ์จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถรุ่นที่สนใจนั้นผลิตโดยโรงงานในประเทศไทย
นโยบาย EV 3.5 คือเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิต EV ที่สำคัญของโลกอย่างยั่งยืน
จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า อยู่ในข่ายหรือไม่?
เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรการ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ยานพาหนะไฟฟ้าสองล้อขนาดเล็ก เช่น จักรยานไฟฟ้า (E-bike) หรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า จะได้รับสิทธิ์เงินอุดหนุนนี้ด้วยหรือไม่
การตีความคำนิยาม “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า”
ตามประกาศและหลักเกณฑ์ของมาตรการ EV 3.5 ในปัจจุบัน การให้เงินอุดหนุนนั้นมุ่งเน้นไปที่ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ซึ่งโดยทั่วไปจะหมายถึงยานพาหนะที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ มีลักษณะโครงสร้างและสมรรถนะตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับรถจักรยานยนต์ ซึ่งมักจะมีกำลังมอเตอร์และความเร็วสูงกว่าจักรยานไฟฟ้าหรือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าทั่วไป นอกจากนี้ เกณฑ์ขนาดแบตเตอรี่ที่ 3 kWh ขึ้นไป ก็เป็นเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูงสำหรับจักรยานไฟฟ้าส่วนใหญ่ในตลาดปัจจุบัน
ดังนั้น ภายใต้กรอบของมาตรการ EV 3.5 ในปัจจุบัน จักรยานไฟฟ้า (E-bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ไม่ได้เข้าข่ายเป็นรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าตามกฎหมาย จึงยังไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาทโดยตรง
โอกาสในอนาคตสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก
แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่ครอบคลุม แต่ความสำเร็จของมาตรการ EV 3.5 และกระแสความนิยมยานพาหนะไฟฟ้าส่วนบุคคล (Personal Electric Mobility) ที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นปัจจัยผลักดันให้ภาครัฐพิจารณาออกมาตรการส่งเสริมสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กกลุ่มอื่นๆ เช่น จักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ในเฟสถัดไป การสนับสนุนยานพาหนะกลุ่มนี้จะช่วยลดปัญหาการจราจร ลดมลพิษในเขตเมือง และเป็นทางเลือกการเดินทางระยะสั้น (Last-mile Connectivity) ที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของประเทศ
| ประเภทยานยนต์ | เงินอุดหนุน (ต่อคัน) | เงื่อนไขสำคัญ |
|---|---|---|
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | 10,000 บาท | ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh, ผลิตในประเทศเท่านั้น |
| รถยนต์ไฟฟ้า | 50,000 – 100,000 บาท | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh (สำหรับเงินอุดหนุน 1 แสนบาท) |
| รถกระบะไฟฟ้า | 100,000 บาท | ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh, ผลิตในประเทศเท่านั้น |
สิทธิประโยชน์อื่นๆ ภายใต้มาตรการ EV 3.5
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนโดยตรงสำหรับผู้ซื้อแล้ว มาตรการ EV 3.5 ยังครอบคลุมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ช่วยให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าน่าสนใจยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับผู้นำเข้าในช่วงแรกและผู้ผลิตในประเทศ ได้แก่:
- การลดอากรขาเข้า: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปที่นำเข้ามาทั้งคัน (CBU) ในช่วง 2 ปีแรกของมาตรการ (พ.ศ. 2567-2568) จะได้รับการลดอากรขาเข้าสูงสุดถึง 40% สำหรับรถที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท
- การลดอัตราภาษีสรรพสามิต: รถยนต์ไฟฟ้าจะถูกเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษเพียง 2% (จากอัตราปกติที่ 8%) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาขายปลีกที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
สิทธิประโยชน์เหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของตลาด EV ในภาพรวม ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายในราคาที่จับต้องได้มากขึ้น
อนาคตของตลาด EV และโครงสร้างพื้นฐานในไทย
การจะผลักดันให้การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญในจุดนี้และได้ดำเนินนโยบายควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการลงทุนติดตั้งสถานีชาร์จสาธารณะให้ครอบคลุมทั่วประเทศ การออกมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับหัวชาร์จและความปลอดภัย และการทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อออกมาตรการสินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจและขจัดข้อกังวลของผู้ใช้ในระยะยาว
บทสรุปและแนวทางสำหรับผู้ที่สนใจ
โดยสรุป สำหรับคำถามที่ว่า “รัฐหนุน EV! จักรยานไฟฟ้ามีสิทธิ์ได้เงินอุดหนุนไหม?” คำตอบในปัจจุบันคือ ยังไม่มีสิทธิ์โดยตรง เนื่องจากมาตรการ EV 3.5 มุ่งเน้นไปที่ “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งในด้านราคา ขนาดแบตเตอรี่ และต้องเป็นการผลิตภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนถึงทิศทางของประเทศที่กำลังมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเปิดโอกาสให้ในอนาคตอาจมีมาตรการสนับสนุนสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กประเภทอื่น ๆ ตามมา
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกในการเดินทางที่ประหยัด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง จักรยานไฟฟ้า (E-bike) และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้ายังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แม้จะยังไม่ได้รับเงินอุดหนุนโดยตรง แต่ด้วยค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและค่าพลังงานที่ต่ำกว่ารถที่ใช้น้ำมันอย่างมาก ก็ทำให้มีความคุ้มค่าในระยะยาว
หากท่านสนใจในเทคโนโลยียานพาหนะไฟฟ้าสองล้อ GIANT Shopping Mall คือศูนย์รวมที่จำหน่ายจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับการใช้งานของท่านได้
สามารถเข้ามาชมสินค้าจริงและรับคำปรึกษาได้ที่ร้าน เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
ที่ตั้ง: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
โทร: 061-962-2878
หรือติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นได้ทาง FACEBOOK PAGE และ LINE รวมถึง ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม ผ่านทางเว็บไซต์
