มาตรการรัฐ EV 3.5: E-Bike ของเราร่วมโครงการไหม?
- สาระสำคัญของมาตรการ EV 3.5
- เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: นโยบายขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า
- เงื่อนไขและรายละเอียดเงินอุดหนุนฉบับสมบูรณ์
- ไขข้อสงสัย: จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) อยู่ในมาตรการ EV 3.5 หรือไม่?
- ภาพรวมตลาด และ การเปรียบเทียบกับ EV 3.0
- บทสรุป: การตัดสินใจเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด
- เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านยานยนต์ไฟฟ้า นโยบายภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค หนึ่งในนโยบายที่ได้รับความสนใจอย่างสูงคือ มาตรการรัฐ EV 3.5: E-Bike ของเราร่วมโครงการไหม? คำถามนี้สะท้อนความสงสัยของผู้ที่สนใจยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็ก ว่าจะได้รับสิทธิ์เงินอุดหนุนเช่นเดียวกับยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นหรือไม่ บทความนี้จะวิเคราะห์เงื่อนไขของมาตรการอย่างละเอียด เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ
สาระสำคัญของมาตรการ EV 3.5
- มาตรการ EV 3.5 ไม่ครอบคลุมจักรยานไฟฟ้า (E-Bike): นโยบายนี้มุ่งเน้นให้เงินอุดหนุนแก่รถยนต์นั่งไฟฟ้า, รถกระบะไฟฟ้า และ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่จดทะเบียนได้ตามกฎหมายเท่านั้น
- เงินอุดหนุนสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: ผู้ซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเกณฑ์ (ราคาไม่เกิน 150,000 บาท, แบตเตอรี่ขนาด 3 kWh ขึ้นไป และผลิตในประเทศ) จะได้รับเงินอุดหนุน 10,000 บาทต่อคัน
- ความแตกต่างทางกฎหมาย: จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ส่วนใหญ่ในไทยจัดเป็น “จักรยาน” เนื่องจากมีกำลังมอเตอร์ไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงไม่ต้องจดทะเบียน และไม่เข้าข่ายการเป็นยานยนต์ไฟฟ้าตามนิยามของมาตรการนี้
- เป้าหมายหลักของนโยบาย: รัฐบาลสนับสนุน EV ผ่านมาตรการ EV 3.5 เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญในภูมิภาค โดยมีระยะเวลาโครงการ 4 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2567 ถึง 2570
- ตรวจสอบคุณสมบัติก่อนซื้อ: ผู้ที่สนใจซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อรับสิทธิ์ ควรตรวจสอบรายชื่อรุ่นรถที่ผ่านการอนุมัติจากผู้ผลิต หรือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพสามิต เพื่อความมั่นใจ
เจาะลึกมาตรการ EV 3.5: นโยบายขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ตอบรับกระแสการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างจริงจัง ผ่านการออกมาตรการสนับสนุนต่างๆ เพื่อกระตุ้นตลาดและส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ คำถามที่หลายคนให้ความสนใจคือ มาตรการรัฐ EV 3.5: E-Bike ของเราร่วมโครงการไหม? ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะกับยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจในรายละเอียดของมาตรการนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ เพื่อวางแผนการซื้อหรือการลงทุนได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่าที่สุด
เป้าหมายและกรอบเวลานโยบาย
มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “EV 3.5” เป็นนโยบายต่อเนื่องจากมาตรการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดลง โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 และจะดำเนินต่อไปเป็นระยะเวลา 4 ปี จนถึงสิ้นปี พ.ศ. 2570 เป้าหมายหลักของมาตรการนี้มีความชัดเจน คือการส่งเสริมและผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นโยบายนี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นความต้องการซื้อในประเทศผ่านเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ยังกำหนดเงื่อนไขเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วนไปจนถึงการประกอบยานยนต์สำเร็จรูป
ใครคือผู้ได้รับประโยชน์
ผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการ EV 3.5 สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่ม กลุ่มแรกคือ ผู้บริโภค ที่ต้องการซื้อยานยนต์ไฟฟ้าประเภทที่เข้าเกณฑ์ ซึ่งจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ทำให้ราคาของยานยนต์ไฟฟ้าถูกลงและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีสรรพสามิตที่ลดลงอีกด้วย
กลุ่มที่สองคือ ผู้ประกอบการและผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งที่นำเข้าและผลิตในประเทศ โดยเฉพาะผู้ผลิตที่ตัดสินใจตั้งฐานการผลิตในไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุน ส่วนผู้นำเข้าแบบสำเร็จรูป (CBU) ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนอากรนำเข้าในช่วง 2 ปีแรกของมาตรการ (พ.ศ. 2567-2568) ซึ่งช่วยให้สามารถแข่งขันในตลาดได้
ท้ายที่สุด ระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม คือผู้ได้รับประโยชน์ในระยะยาว การส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก
เงื่อนไขและรายละเอียดเงินอุดหนุนฉบับสมบูรณ์
มาตรการ EV 3.5 กำหนดกรอบและเงื่อนไขที่ชัดเจนสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่จะได้รับเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยมุ่งเน้นไปที่ยานยนต์ที่ต้องจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกเป็นหลัก การทำความเข้าใจในรายละเอียดเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทใดบ้างที่เข้าร่วมโครงการ
ตามข้อมูลที่ประกาศอย่างเป็นทางการ มาตรการ EV 3.5 ให้การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า 3 ประเภทหลัก ดังนี้:
- รถยนต์นั่งไฟฟ้า (Electric Passenger Car): ต้องมีราคาขายปลีกไม่เกิน 2,000,000 บาท โดยจำนวนเงินอุดหนุนจะแตกต่างกันไปตามขนาดความจุของแบตเตอรี่และปีที่ซื้อ
- รถกระบะไฟฟ้า (Electric Pickup Truck): กำหนดราคาขายปลีกไม่เกิน 2,000,000 บาท และต้องเป็นรถที่ผลิตภายในประเทศเท่านั้น จึงจะได้รับสิทธิ์เงินอุดหนุน
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle): ต้องมีราคาขายปลีกไม่เกิน 150,000 บาท มีขนาดแบตเตอรี่ตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ขึ้นไป และต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศเช่นกัน
จากประเภทของยานยนต์ที่ระบุไว้ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีการกล่าวถึง “รถจักรยานไฟฟ้า” หรือ E-Bike ในประกาศของมาตรการนี้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคต้องรับทราบ
โครงสร้างเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
โครงสร้างเงินอุดหนุนภายใต้มาตรการ EV 3.5 ถูกออกแบบมาให้ลดหลั่นลงตามช่วงเวลา เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อในช่วงแรกและปรับตัวเข้าสู่กลไกตลาดในระยะต่อไป นอกจากเงินอุดหนุนโดยตรงแล้ว ยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมเพื่อทำให้ราคายานยนต์ไฟฟ้าน่าสนใจยิ่งขึ้น
อัตราเงินอุดหนุนจะมีการปรับลดลงในแต่ละปีของโครงการ เพื่อส่งเสริมให้ตลาดสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเองในระยะยาว และกระตุ้นให้ผู้ผลิตเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและลดต้นทุนการผลิต
| ประเภทรถ | เงื่อนไข | เงินอุดหนุน (บาท/คัน) |
|---|---|---|
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า | ราคา ≤ 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 50 kWh | ปี 2567: 100,000 ปี 2568: 75,000 ปี 2569-2570: 50,000 |
| รถยนต์นั่งไฟฟ้า | ราคา ≤ 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ < 50 kWh | ปี 2567: 50,000 ปี 2568: 35,000 ปี 2569-2570: 25,000 |
| รถกระบะไฟฟ้า | ราคา ≤ 2 ล้านบาท, แบตเตอรี่ ≥ 30 kWh (ผลิตในประเทศ) | 100,000 – 150,000 |
| รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า | ราคา ≤ 150,000 บาท, แบตเตอรี่ ≥ 3 kWh (ผลิตในประเทศ) | 10,000 (ตลอด 4 ปี) |
นอกเหนือจากเงินอุดหนุนตามตารางแล้ว ยังมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ได้แก่:
- การลดอากรนำเข้า: สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) ที่มีราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท จะได้รับการลดอากรนำเข้าสูงสุด 40% ในช่วงปี 2567-2568
- การลดภาษีสรรพสามิต: อัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจะถูกปรับลดจาก 8% เหลือเพียง 2% สำหรับรถที่มีราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท
- มาตรฐานแบตเตอรี่: แบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการต้องผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และผ่านการทดสอบจากศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) รวมถึงต้องรองรับเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว (Quick Charge)
ไขข้อสงสัย: จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) อยู่ในมาตรการ EV 3.5 หรือไม่?
คำถามสำคัญที่ผู้ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กจำนวนมากต้องการคำตอบ คือสถานะของ “จักรยานไฟฟ้า” หรือ E-Bike ในมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ จากการตรวจสอบข้อมูลและเงื่อนไขของโครงการ EV 3.5 ทั้งหมด พบข้อสรุปที่ชัดเจนว่า จักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ไม่เข้าเกณฑ์การได้รับเงินอุดหนุน ภายใต้มาตรการนี้
นิยามความแตกต่าง: จักรยานยนต์ไฟฟ้า vs. จักรยานไฟฟ้า
ความสับสนส่วนใหญ่เกิดจากการเรียกชื่อที่ใกล้เคียงกันระหว่าง “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” และ “รถจักรยานไฟฟ้า” ซึ่งในทางกฎหมายและข้อกำหนดของมาตรการนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
- รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Motorcycle): เป็นยานพาหนะที่ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ “รถจักรยานยนต์” ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มีลักษณะการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก สามารถทำความเร็วได้สูง และจำเป็นต้องมีการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก มีแผ่นป้ายทะเบียน และผู้ขับขี่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งเป็นยานพาหนะประเภทนี้ที่มาตรการ EV 3.5 ให้การสนับสนุน
- รถจักรยานไฟฟ้า (E-Bike): โดยทั่วไปหมายถึง “จักรยานที่ใช้กำลังไฟฟ้าช่วย” (Pedal-Assist) ตามกฎหมายไทย หากมีกำลังมอเตอร์ไม่เกิน 250 วัตต์ และไม่สามารถขับเคลื่อนได้หากผู้ขับขี่ไม่ปั่น จะถูกจัดประเภทเป็น “จักรยาน” ทำให้ไม่ต้องจดทะเบียน ไม่ต้องมีใบขับขี่ และไม่ต้องทำประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ด้วยเหตุนี้ จักรยานไฟฟ้าจึงไม่ถูกพิจารณาว่าเป็น “ยานยนต์ไฟฟ้า” ในนิยามของมาตรการอุดหนุนนี้
สถานะของ E-Bike ในมาตรการอย่างเป็นทางการ
จากการตรวจสอบเอกสารและประกาศจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV), กรมสรรพสามิต และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไม่ปรากฏข้อมูลใดที่ระบุว่ารถจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) อยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินอุดหนุน ทุกแหล่งข้อมูลยืนยันตรงกันว่าสิทธิ์การอุดหนุนจำกัดอยู่แค่รถยนต์ไฟฟ้า, รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ต้องจดทะเบียนเท่านั้น
ดังนั้น หากผู้บริโภคท่านใดกำลังพิจารณาซื้อ E-Bike โดยคาดหวังว่าจะได้รับส่วนลดจากรัฐบาลผ่านโครงการ EV 3.5 จำเป็นต้องเข้าใจว่าสิทธิ์ดังกล่าวไม่มีอยู่จริง การตัดสินใจซื้อควรมาจากคุณประโยชน์ของตัวผลิตภัณฑ์โดยตรง เช่น ความสะดวกในการเดินทางระยะใกล้, การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ต่ำ
ภาพรวมตลาด และ การเปรียบเทียบกับ EV 3.0
เพื่อให้เห็นภาพที่กว้างขึ้น การทำความเข้าใจพัฒนาการของนโยบายจาก EV 3.0 มาสู่ EV 3.5 และสถานการณ์ตลาดในปัจจุบัน จะช่วยให้ประเมินทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้ดียิ่งขึ้น
ข้อแตกต่างสำคัญจากนโยบายเดิม
แม้ว่า EV 3.5 จะเป็นนโยบายต่อเนื่อง แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขหลายประการเมื่อเทียบกับ EV 3.0:
- วงเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์: มาตรการ EV 3.5 มีการปรับลดวงเงินอุดหนุนสำหรับรถยนต์นั่งไฟฟ้าลง จากเดิมใน EV 3.0 ที่เคยให้สูงสุดถึง 150,000 บาท เหลือสูงสุด 100,000 บาทในปีแรก และลดลงตามลำดับ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณให้ตลาดค่อยๆ ปรับตัว
- เงื่อนไขขนาดแบตเตอรี่: EV 3.5 เพิ่มเกณฑ์ขนาดแบตเตอรี่ที่เข้มงวดขึ้น โดยกำหนดให้รถยนต์ที่จะได้รับเงินอุดหนุนในอัตราสูงสุดต้องมีแบตเตอรี่ขนาด 50 kWh ขึ้นไป จากเดิมที่กำหนดไว้เพียง 30 kWh เพื่อส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะทางการวิ่งไกลขึ้น
- การครอบคลุมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: มาตรการ EV 3.5 ได้ขยายขอบเขตการสนับสนุนให้ครอบคลุมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนในมาตรการก่อนหน้า นับเป็นการส่งเสริมยานพาหนะไฟฟ้าสำหรับคนเมืองอย่างจริงจัง
แนวโน้มตลาด EV ในปัจจุบัน
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา โดยยอดจดทะเบียนใหม่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2568 อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้มาพร้อมกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างมาก มีผู้เล่นแบรนด์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ทำให้เกิดสงครามราคาและโปรโมชันที่ดุเดือด ซึ่งอาจนำไปสู่การคัดกรองแบรนด์ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ออกจากตลาดไปในที่สุด
นอกจากนี้ ภาครัฐยังคงมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV เพิ่มเติม ซึ่งแสดงให้เห็นว่านโยบายด้านยานยนต์ไฟฟ้ายังคงมีความเคลื่อนไหวและอาจมีการอัปเดตรายละเอียดใหม่ๆ ในอนาคต ผู้บริโภคและผู้ประกอบการจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
บทสรุป: การตัดสินใจเลือกซื้อยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด
โดยสรุป มาตรการรัฐ EV 3.5 เป็นนโยบายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย โดยมุ่งเน้นการให้เงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ รถยนต์นั่งไฟฟ้า, รถกระบะไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดเท่านั้น สำหรับคำถามที่ว่า “E-Bike ของเราร่วมโครงการไหม?” คำตอบที่ชัดเจนคือ “ไม่” เนื่องจากจักรยานไฟฟ้า (E-Bike) ตามนิยามทางกฎหมายส่วนใหญ่ในไทยถูกจัดเป็น “จักรยาน” จึงไม่อยู่ในขอบเขตของยานยนต์ที่ต้องจดทะเบียนและไม่เข้าเกณฑ์ของมาตรการนี้
ดังนั้น ผู้ที่สนใจซื้อจักรยานไฟฟ้าควรตัดสินใจโดยพิจารณาจากประโยชน์ใช้สอย ความคุ้มค่าในการใช้งาน และคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมของตัวผลิตภัณฑ์เป็นหลัก โดยไม่ควรรวมปัจจัยเรื่องเงินอุดหนุนจากภาครัฐเข้ามาประกอบการพิจารณา ในขณะที่ผู้ที่ต้องการซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ควรตรวจสอบรุ่นและคุณสมบัติให้แน่ใจว่าเข้าเกณฑ์ของโครงการ เพื่อรับสิทธิ์เงินอุดหนุน 10,000 บาท ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยานพาหนะไฟฟ้าเป็นไปอย่างคุ้มค่าสูงสุด
เลือกซื้อจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์
แม้จักรยานไฟฟ้าจะไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากมาตรการ EV 3.5 แต่ยังคงเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเดินทางในยุคใหม่ที่เน้นความคล่องตัว ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ GIANT Shopping Mall เราคือศูนย์รวมจักรยานไฟฟ้าทุกประเภท สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และ E-Bike ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคุณ
เยี่ยมชมและสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ด้วยตัวคุณเอง หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อค้นหายานพาหนะไฟฟ้าที่ใช่สำหรับคุณ
ติดต่อเราได้ที่:
FACEBOOK PAGE: https://www.facebook.com/giantshoppingmall
LINE: @705dancc
เว็บไซต์และข้อมูลเพิ่มเติม: ติดต่อ สอบถามเพิ่มเติม
เวลาทำการ: ทุกวัน จันทร์ – เสาร์ (เวลา 9.00 – 18.00 น.)
โทรศัพท์: 061-962-2878
ที่ตั้งร้าน: 44 หมู่ 14 ตำบลบ้านเป็ด อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น 40000
